ตอนที่ 120 — ซากอารยธรรมและเสียงเพรียกจากป่าโลหะ
เสียงเสียดสีของโลหะที่เบียดเสียดกับเนื้อเยื่อชีวภาพดังแว่วมาตามลมเย็นเยียบที่พัดผ่านยอดไม้ซึ่งไม่ใช่ไม้ แต่เป็นเส้นใยทองแดงและสายเคเบิลที่พันเกี่ยวกันเป็นทรงพุ่ม ป่าโลหะชีวภาพแห่งนี้ไม่มีเสียงนกหรือเสียงแมลง มีเพียงเสียงครางกระหึ่มต่ำๆ ของพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ใต้พื้นดิน และเสียงลมที่หวีดหวิวผ่านซอกหลืบของโครงสร้างเหล็กที่บิดเบี้ยว Anwen ก้าวเท้าที่หนักอึ้งไปบนพื้นผิวที่ขรุขระ ผิวสัมผัสของมันเย็นจัดและแข็งกระด้าง ร่างกายครึ่งโลหะของเธอส่งเสียงคลิกเบาๆ ทุกครั้งที่ข้อต่อขยับ ความรู้สึกเจ็บปวดที่เคยแหลมคมบัดนี้กลายเป็นเพียงความตื้อตันที่ฝังลึกอยู่ในความทรงจำ เธอไม่ได้รู้สึกถึงลมหายใจที่สม่ำเสมอเหมือนมนุษย์อีกต่อไป แต่สัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของพลังงานที่ไหลผ่านรอยจารึกบนผิวหนัง
เธอหยุดยืนอยู่หน้าซากปรักหักพังที่ดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของอาคารเก่าแก่ที่ถูกกลืนกินโดยรากไม้โลหะ สิ่งก่อสร้างนี้ไม่ได้มีรูปทรงที่ชัดเจน แต่มันแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายของอดีตที่หลงเหลืออยู่—กลิ่นของฝุ่นผง ความทรงจำของไม้ที่เคยเป็น และความเงียบงันที่น่าขนลุก Anwen ยื่นมือที่สั่นเทาไปแตะผนังโลหะที่ปกคลุมด้วยตะไคร่น้ำสังเคราะห์ ทันใดนั้น ภาพความทรงจำที่ไม่ได้เป็นของเธอก็วาบเข้ามาในหัว เป็นภาพของแสงไฟจากตะเกียงน้ำมันและเสียงหัวเราะของนักเดินทางที่เคยแวะเวียนมาพักผ่อนที่โรงเตี๊ยมของเธอ ภาพเหล่านั้นบิดเบี้ยวและแตกสลายเหมือนกระจกที่ถูกทุบ ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความมืดมิดที่เย็นเฉียบ
'เจ้ากำลังค้นหาสิ่งที่ไม่มีวันกลับมา หรือกำลังพยายามสร้างสิ่งที่ไม่มีวันคงอยู่กันแน่?'
เสียงนั้นไม่ได้ดังมาจากอากาศ แต่มันดังมาจากภายในจิตสำนึกของเธอ Anwen สะดุ้งโหยง พยายามกวาดสายตามองไปรอบๆ ป่าที่เงียบสงัด ทว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตใดปรากฏกาย มีเพียงเงายักษ์บนฟากฟ้าที่ยังคงเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าประหนึ่งเทพเจ้าผู้พิพากษาที่กำลังรอเวลาบดขยี้โลกใบนี้ให้แหลกละเอียด ความกดดันจากเบื้องบนทำให้เธอรู้สึกเหมือนกระดูก—หรือสิ่งที่เคยเป็นกระดูก—กำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ
เธอต้องขยับต่อไป เธอต้องหา 'จุดรวมจิต' (The Nexus of Memory) ให้พบ ก่อนที่เงาเหล่านั้นจะมาถึง หรือก่อนที่ผู้เก็บเกี่ยวจะตามรอยเธอเจอ Anwen รวบรวมพละกำลังที่เหลืออยู่ ก้าวเดินผ่านซากปรักหักพังที่ดูเหมือนเขาวงกตโลหะ ทุกย่างก้าวคือการต่อสู้กับความเหนื่อยล้าที่กัดกินเจตจำนง เธอพบว่าตนเองกำลังเดินอยู่บนแนวร่องลึกที่ดูเหมือนเป็นเส้นทางสายเก่า—ทางหลวงใหญ่ที่เคยตัดผ่าน Castellane แต่นำมาซึ่งความวิบัติแทนที่จะเป็นความเจริญ ท่ามกลางร่องลึกนั้นมีเศษซากของเกวียนและอาวุธที่ขึ้นสนิมเขรอะ วางระเกะระกะเหมือนสุสานของยุคสมัยที่ล่มสลาย
ทันใดนั้น ประสาทสัมผัสโลหะของเธอแจ้งเตือนถึงความผิดปกติ แรงสั่นสะเทือนเบาๆ ใต้ฝ่าเท้าไม่ใช่จังหวะของเครื่องจักรที่ทำงานตามปกติ แต่มันคือจังหวะที่ 'มีชีวิต' มันหนักแน่นและสม่ำเสมอ ราวกับมีหัวใจขนาดมหึมาเต้นอยู่ใต้ผืนดินนี้ Anwen หมอบลงต่ำ หลบหลังซากเสาโลหะที่บิดเบี้ยว เธอเฝ้ามองดูเงาที่วูบวาบผ่านพุ่มไม้สายเคเบิล สิ่งที่เคลื่อนที่อยู่นั้นไม่ใช่หน่วยล่าสังหารของภาคีระเบียบเหล็ก เพราะพวกนั้นจะมาพร้อมกับเสียงเครื่องยนต์และระเบียบที่เคร่งครัด แต่นี่คือบางสิ่งที่ลื่นไหลและไร้ทิศทาง—มันคือเศษเสี้ยวของความโกลาหลที่ยังหลงเหลืออยู่ หรืออาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่วิวัฒนาการขึ้นมาใหม่ในโลกที่บิดเบี้ยวนี้
'อย่าเพิ่งยอมแพ้...' เธอพึมพำกับตัวเอง เสียงของเธอดังแหบพร่าและฟังดูคล้ายเสียงโลหะขูดกัน 'ความทรงจำ... คือสิ่งที่ยืนยันว่าเราเคยมีตัวตน'
เธอหลับตาลง พยายามดึงเอาความรู้สึกจากการเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมมาใช้—ความรู้สึกของมือที่สัมผัสแก้วไม้ ความรู้สึกของกลิ่นซุปอุ่นๆ ในฤดูใบไม้ร่วง ความอบอุ่นจากเตาผิงที่แผ่ซ่านในคืนที่หนาวเหน็บ เธอใช้ความทรงจำเหล่านั้นเป็นสมอเรือเพื่อไม่ให้จิตวิญญาณของเธอหลุดลอยไปในกระแสพลังงานที่บ้าคลั่ง ทันใดนั้น รอยจารึกบนร่างกายของเธอก็เรืองแสงสีฟ้าอ่อนๆ ออกมา มันไม่ได้เรืองแสงเพื่อทำลาย แต่เพื่อนำทาง มันชี้ไปยังทิศทางที่ซากปรักหักพังตั้งอยู่ลึกเข้าไปในใจกลางของป่าโลหะ
Anwen เริ่มออกวิ่ง แม้ร่างกายจะประท้วงด้วยความเจ็บปวดที่ส่งผ่านไปยังส่วนที่เป็นเนื้อหนัง แต่เธอก็ไม่อาจหยุดได้ เธอผ่านซากอาคารที่ดูเหมือนหอสมุดโบราณที่ถูกทำลายจนเหลือเพียงซากโครงสร้างเหล็กที่ดูคล้ายกรงขัง เธอเห็นเศษเสี้ยวของสิ่งที่เคยเป็นหนังสือ กระจัดกระจายอยู่บนพื้นดินที่เต็มไปด้วยน้ำมันเครื่องและสารชีวภาพเหลว ทันใดนั้น เธอก็สังเกตเห็นบางอย่างที่ทำให้หัวใจ (หรือสิ่งที่ทำหน้าที่แทนมัน) ของเธอเต้นผิดจังหวะ
ท่ามกลางซากปรักหักพังนั้น มีแสงสีขาวนวลตาที่ดูบริสุทธิ์อย่างประหลาด มันไม่ใช่แสงจากการระเบิดหรือพลังงานที่บิดเบี้ยว แต่มันคือแสงที่ดู 'สงบ' แสงนั้นส่องสว่างออกมาจากใจกลางของโครงสร้างโลหะที่ดูเหมือนจะเป็นจุดรวมของเส้นใยเคเบิลนับพันสายที่พุ่งขึ้นมาจากใต้ดิน Anwen รู้สึกได้ทันทีว่านี่คือสิ่งที่เธอตามหา—หรืออาจจะเป็นกับดักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่จักรวาลเคยสร้างขึ้น
ขณะที่เธอขยับเข้าใกล้ แสงนั้นก็เริ่มสั่นไหว และเสียงคำรามลึกลับที่เธอได้ยินก่อนหน้านี้ก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้มาจากใต้ดินหรือฟากฟ้า แต่มันมาจาก 'ความว่างเปล่า' ระหว่างแสงกับเงาที่เธอกำลังเผชิญอยู่ เงาดำทมิฬขนาดมหึมาเริ่มก่อตัวขึ้นจากความมืดรอบข้าง มันไม่ได้เคลื่อนที่เข้ามาหาเธอ แต่มันดูเหมือนจะ 'กลืนกิน' พื้นที่รอบๆ แสงสีขาวนั้นเข้าไป
Anwen ยืนนิ่งอยู่ตรงรอยต่อระหว่างแสงและความมืด ความรู้สึกของการเป็น 'ผู้ถักทอความโกลาหล' เริ่มรุนแรงขึ้น เธอสัมผัสได้ถึงเส้นด้ายแห่งความจริงที่กำลังสั่นระริกอยู่รอบตัวเธอ ถ้าเธอขยับผิดเพียงนิดเดียว โลกใบนี้อาจจะแตกสลายลงไปในความว่างเปล่า หรือไม่เธอก็อาจจะถูกแสงนั้นกลืนกินจนสูญเสียตัวตนไปตลอดกาล
เธอมองไปที่มือครึ่งโลหะของตนเอง รอยจารึกกำลังเรืองแสงอย่างบ้าคลั่ง ราวกับมันกำลังเรียกร้องให้เธอตัดสินใจ เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องก้าวเดินต่อไปสู่ใจกลางของแสงนั้น ท่ามกลางเสียงเพรียกจากซากปรักหักพังที่ดูเหมือนจะเตือนเธอว่า... สิ่งที่รออยู่ข้างหน้า อาจไม่ใช่ความรอด แต่มันคือจุดเริ่มต้นของความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิม
--- Anwen เดินทางผ่านป่าโลหะชีวภาพเพื่อตามหาจุดรวมจิต โดยใช้ความทรงจำเพื่อรักษาตัวตนท่ามกลางการไล่ล่าของความมืดและความว่างเปล่า จนกระทั่งเธอพบแสงประหลาดท่ามกลางซากปรักหักพังซึ่งอาจเป็นกุญแจสำคัญหรือกับดักมรณะ