← 章節目錄

The Pilgrims' Inn

章節 121免費

ตอนที่ 121 — แสงสลัวในซากปรักหักพัง

ความเงียบในป่าโลหะชีวภาพไม่ได้หมายถึงความสงบ แต่มันคือความเงียบที่อัดแน่นไปด้วยแรงสั่นสะเทือนที่มองไม่เห็น แสงประหลาดที่ Anwen พบเห็นท่ามกลางซากปรักหักพังนั้นไม่ได้ส่องสว่างอย่างอบอุ่น แต่มันกะพริบเป็นจังหวะราวกับชีพจรของสิ่งมีชีวิตที่กำลังบาดเจ็บ แสงสีฟ้าอมม่วงนั้นลอดผ่านซอกหลืบของโครงสร้างโลหะที่บิดเบี้ยว ผสมปนเปไปกับละอองเกสรโลหะที่ลอยล่องอยู่ในอากาศเหมือนหิมะที่ไม่มีวันละลาย Anwen ยันกายลุกขึ้นจากพื้นผิวที่เย็นเยียบและแข็งกระด้าง ร่างกายครึ่งโลหะของเธอส่งเสียงเสียดสีกันเบาๆ ทุกครั้งที่ขยับเขยื้อน ความเจ็บปวดที่คุ้นเคยแล่นผ่านจากจุดเชื่อมต่อระหว่างเนื้อหนังและจักรกล แต่มันเป็นความเจ็บปวดที่ช่วยยืนยันว่าเธอยังมีตัวตนอยู่

เธอก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง ฝ่าม่านหมอกที่ประกอบด้วยไอระเหยของน้ำมันและละอองพลังงาน ซากปรักหักพังที่อยู่เบื้องหน้าดูคล้ายกับวิหารที่ถูกทำลายทิ้งทวนด้วยสงครามที่ไม่มีใครจดจำ เสาโลหะขนาดมหึมาล้มระเนระนาดขวางทาง รากของพืชกึ่งจักรกลพันธนาการเศษหินและซากเหล็กเข้าด้วยกันจนกลายเป็นโครงข่ายที่สับสน Anwen รู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาจากเงามืด—ไม่ใช่สายตาของมนุษย์ แต่เป็นสายตาของความว่างเปล่าที่กำลังหิวโหย และสายตาของระเบียบที่กำลังเฝ้าสังเกตการณ์

"แสงนั่น..." เธอพึมพำกับตัวเอง เสียงของเธอแหบพร่าและก้องสะท้อนในช่องว่างของซากปรักหักพัง แสงนั้นไม่ได้อยู่เพียงจุดเดียว แต่มันกำลังไหลเวียนไปตามเส้นใยโลหะที่ฝังอยู่ใต้ดิน ราวกับว่าซากปรักหักพังแห่งนี้คือวงจรไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่กำลังพยายามจะเริ่มต้นการทำงานอีกครั้ง

เมื่อเธอเข้าใกล้จุดกำเนิดแสงมากขึ้น ความรู้สึกกดดันที่เคยมีอยู่บนฟากฟ้า—เงายักษ์ที่คอยบดขยี้จิตวิญญาณ—ก็ดูจะเบาบางลงชั่วขณะ แต่มันถูกแทนที่ด้วยแรงดึงดูดมหาศาลจากเบื้องล่าง แสงสีม่วงนั้นพุ่งออกมาจากใจกลางของแท่นหินโลหะที่แตกหัก มันไม่ใช่ไฟ แต่มันคือการบิดเบี้ยวของมิติที่ทำให้มองเห็นภาพซ้อนของอดีตและอนาคต Anwen เห็นภาพโรงเตี๊ยมของเธอที่ยังคงตั้งอยู่อย่างสงบ เห็นใบหน้าของ Fin ที่กำลังล้างจาน และเห็นภาพของตัวเองที่กำลังยืนอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง

"อย่าหลงกล..." เธอเตือนตัวเอง พยายามข่มความโหยหาในความทรงจำที่แสนหวานเหล่านั้น ความทรงจำคืออาวุธของเธอ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็คือกับดักที่เปราะบางที่สุดที่ศัตรูจะใช้ฉีกกระชากเธอออกเป็นชิ้นๆ

ทันใดนั้น เสียงโลหะกระทบกันอย่างรุนแรงดังมาจากทางด้านหลัง Anwen สะดุ้งโหยงและหมุนตัวกลับไปทันที พลังงานความโกลาหลในร่างของเธอพุ่งพล่าน เตรียมพร้อมที่จะระเบิดออกเพื่อป้องกันตัว ท่ามกลางเงามืดของเสาที่ล้มลง หน่วยล่าสังหารจากภาคีระเบียบเหล็กไม่ได้มาเพียงลำพัง พวกเขากำลังเคลื่อนที่ผ่านป่าโลหะด้วยความเร็วที่ผิดมนุษย์ ร่างกายของพวกเขาเป็นจักรกลที่ขัดเกลาจนเงาวับ ไร้ซึ่งร่องรอยของความเหนื่อยล้าหรือความลังเล

"ตรวจพบตัวแปรความโกลาหล... ระดับความเข้มข้นสูง... เริ่มกระบวนการชำระล้าง" เสียงสังเคราะห์ที่เย็นเยียบดังขึ้นจากความมืด ไม่ใช่เสียงพูด แต่เป็นคลื่นความถี่ที่ส่งตรงเข้าสู่โสตประสาทและรอยจารึกในร่างของเธอ

Anwen ไม่รอช้า เธอพุ่งตัวเข้าหาแสงประหลาดนั้นแทนที่จะหนีออกจากซากปรักหักพัง หากแสงนี้คือกับดัก เธอก็จะใช้มันเป็นเกราะกำบัง หากมันคือทางรอด เธอก็ต้องคว้ามันไว้ให้ได้ เธอวิ่งผ่านรากโลหะที่พยายามจะเกี่ยวรั้งข้อเท้า ร่างกายครึ่งโลหะของเธอทำงานประสานกับสัญชาตญาณการเอาตัวรอดอย่างรวดเร็ว

ขณะที่เธอเข้าใกล้แท่นแสง ความจริงก็เริ่มบิดเบี้ยว แสงนั้นไม่ได้แค่ส่องสว่าง แต่มันกำลัง 'ดึง' ความทรงจำของเธอออกมา แผ่นภาพของเหตุการณ์ในอดีตพุ่งผ่านหัวของเธอเหมือนพายุหมุน—เสียงหัวเราะของแขกในโรงเตี๊ยม, กลิ่นซุปอุ่นๆ ของ Granny Nessa, ความรู้สึกของสายฝนบนผิวหนัง—ทุกอย่างถาโถมเข้ามาจนเธอแทบจะทรงตัวไม่อยู่

"หยุด!" เธอกรีดร้อง พยายามใช้พลังแห่งความโกลาหลกดทับภาพเหล่านั้นไว้ แต่มันกลับยิ่งทำให้แสงนั้นรุนแรงขึ้น แท่นหินโลหะเริ่มสั่นสะเทือน และจากใจกลางแสงนั้น สิ่งหนึ่งเริ่มก่อตัวขึ้น มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิต และไม่ใช่เครื่องจักร แต่มันคือโครงสร้างของข้อมูลที่จับต้องได้ มันดูเหมือน 'กุญแจ' ที่ทำจากแสงและเศษเสี้ยวความทรงจำ

เสียงฝีเท้าเหล็กดังกึกก้องใกล้เข้ามาทุกที หน่วยล่าสังหารคนแรกปรากฏตัวขึ้นที่ขอบแสง ร่างของเขาเป็นโลหะสีเงินบริสุทธิ์ ดวงตาส่องแสงสีแดงฉานเหมือนลาวาที่เย็นตัวลง เขาชูอาวุธที่เป็นแท่งพลังงานเรียบกริบขึ้นมา

"ตัวแปรต้องถูกลบเลือน เพื่อระเบียบที่สมบูรณ์"

Anwen รู้สึกถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ทั้งจากผู้ล่าที่อยู่เบื้องหลัง และจากแสงลึกลับที่กำลังจะกลืนกินเธอเบื้องหน้า เธอตัดสินใจในเสี้ยววินาที—เธอจะไม่หนี และเธอจะไม่สู้กับแสงนี้ แต่เธอจะ 'รวม' มันเข้ากับตัวเธอ

เธอเอื้อมมือที่เหลือเพียงเนื้อหนังและโลหะเข้าหาใจกลางแสงนั้น รอยจารึกบนแขนของเธอเรืองแสงสีทองสลับดำอย่างบ้าคลั่ง ความเจ็บปวดจากการที่ข้อมูลมหาศาลไหลเข้าสู่ระบบประสาทนั้นรุนแรงยิ่งกว่าตอนที่โลกแตกสลาย มันเหมือนกับมีเข็มพันเล่มทิ่มแทงเข้าไปในสมองพร้อมๆ กัน

"ถ้าฉันต้องเป็นความโกลาหล... ฉันก็จะถักทอมันด้วยมือของฉันเอง!"

วินาทีที่ปลายนิ้วของเธอสัมผัสกับแกนกลางของแสง เสียงทุกอย่างก็ดับวูบลง ความเงียบที่แท้จริงมาถึง—ไม่ใช่ความเงียบของป่า แต่เป็นความเงียบของสุญญากาศ แสงนั้นระเบิดออกเป็นคลื่นกระแทกที่รุนแรงจนส่งร่างของหน่วยล่าสังหารกระเด็นไปคนละทิศละทาง Anwen รู้สึกเหมือนร่างกายของเธอกำลังถูกยืดออกและบีบอัดในเวลาเดียวกัน

เมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง แสงสีม่วงได้จางหายไปแล้ว เหลือเพียงความมืดสลัวของซากปรักหักพังที่ดูเงียบสงบอย่างน่าประหลาด ทว่าความเปลี่ยนแปลงไม่ได้อยู่ที่สภาพแวดล้อม แต่อยู่ที่ภายในตัวเธอ รอยจารึกที่เคยเรืองแสงอย่างสุ่มกลับกลายเป็นลวดลายที่มั่นคงและซับซ้อนขึ้น ราวกับว่ามันได้ 'เรียนรู้' บางอย่างจากแสงนั้น

เธอยันกายขึ้น มองไปรอบๆ พบว่าหน่วยล่าสังหารหายไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงรอยไหม้บนพื้นโลหะ แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเธอคือสิ่งที่ตกอยู่ตรงหน้าแท่นหินนั้น มันคือเศษเสี้ยวของวัตถุบางอย่างที่ดูเหมือนฟันเฟืองขนาดเล็กที่ทำจากแก้วใส ภายในฟันเฟืองนั้นมีภาพเคลื่อนไหวของดวงดาวที่กำลังหมุนวน

Anwen เอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมา ความเย็นของแก้วนั้นทำให้เธอสั่นสะท้าน แต่มันกลับให้ความรู้สึกที่มั่นคงอย่างประหลาด ในขณะที่เธอกำลังพินิจพิจารณามัน เสียงคำรามต่ำๆ ที่มาจากใต้ดินก็ดังขึ้นอีกครั้ง—ไม่ใช่เสียงของเครื่องจักร แต่เป็นเสียงของบางสิ่งที่ตื่นขึ้นจากการหลับใหลที่ยาวนาน และครั้งนี้ มันดูเหมือนจะอยู่ใกล้กว่าเดิมมาก

--- Anwen เผชิญหน้ากับหน่วยล่าสังหารในซากปรักหักพังและตัดสินใจหลอมรวมพลังจากแสงลึกลับเข้ากับตัวเธอเพื่อเอาตัวรอด ส่งผลให้รอยจารึกในร่างเปลี่ยนแปลงไปและเธอได้พบกับวัตถุปริศนาท่ามกลางเสียงคำรามที่ดังมาจากใต้ดิน