← 章節目錄

The Emerald Ink

章節 25免費

ตอนที่ 25 — เสียงแตกสลายของคัมภีร์หิน

อคิราห์จ้องมองรอยร้าวบนคัมภีร์หินโบราณที่วางอยู่ตรงหน้า นิ้วมือของเขาสั่นเทาขณะสัมผัสพื้นผิวเย็นเยียบของมัน ลายเส้นอักขระที่สลักลึกลงไปในเนื้อหินดูเหมือนจะเต้นตุบๆ ตามจังหวะหัวใจของเขา หากเขาลงมือทำลายมันตอนนี้ สิ่งที่เขาเป็นมาตลอดทั้งชีวิต—ความทรงจำเกี่ยวกับครอบครัว รสชาติของอาหารมื้อแรก หรือแม้แต่ใบหน้าของเซราฟิน่า—อาจจะมลายหายไปพร้อมกับแรงกระแทกเพียงครั้งเดียว

“นายจะทำจริงๆ หรือ?” เสียงห้วนสั้นของเซราฟิน่าดังขึ้นจากเงามืดข้างเสาหิน เธอเดินก้าวออกมา แสงสว่างจากภาพลวงตาของไมโลที่ยังหลงเหลืออยู่บนท้องฟ้าทำให้เห็นใบหน้าที่มีรอยขีดข่วนจากการต่อสู้ของเธอ “ถ้าอักขระบนตัวนายหายไป นายจะจำไม่ได้แม้แต่ชื่อตัวเองด้วยซ้ำ อคิราห์”

“ถ้าไม่ทำแบบนี้ สภาจารึกจะใช้คัมภีร์นี้เป็นเครื่องมือล่าแม่มดต่อไป” อคิราห์ตอบโดยไม่หันไปมอง เขาหยิบสกัดเหล็กกล้าที่อาบด้วยน้ำยาละลายหมึกขึ้นมา “พวกเขาสร้างระบบที่ทำให้เราต้องอ้อนวอนขอหมึกเวทมนตร์เพื่อที่จะมีตัวตนอยู่ ถ้าเราไม่ทำลายต้นกำเนิดของอำนาจนี้ เราก็จะเป็นแค่ทาสที่จดจำความเจ็บปวดผ่านลายเส้นที่พวกเขาอนุญาตให้เรามีเท่านั้น”

“แต่นั่นมันคือความตายทางจิตวิญญาณนะ!” เซราฟิน่าก้าวเข้ามาขวาง มือของเธอกำด้ามมีดแน่น “นายกำลังจะโยนตัวตนของนายทิ้งไปเพื่ออุดมการณ์ที่ยังมองไม่เห็นทางชนะ”

“ความทรงจำที่ถูกผูกขาดโดยสภา ไม่ใช่ความทรงจำที่แท้จริง มันคือการจดจำตามคำสั่ง” อคิราห์เงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาที่เคยสงบนิ่งบัดนี้เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่น่ากลัว “ไมโลกำลังสู้เพื่อความจริงข้างนอกนั่น เราต้องทำลายกรงขังที่มองไม่เห็นนี้ทิ้งเสีย”

เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังมาจากทางเข้าวิหาร อาวุโสคัลลันปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับกลุ่มองครักษ์จารึก ใบหน้าของเขาเย็นเยียบราวกับรูปสลักหิน “อคิราห์ หยุดเดี๋ยวนี้! เจ้ากำลังจะทำลายรากฐานของอารยธรรมคีรีคราม การทำลายอักขระโบราณคืออาชญากรรมที่รุนแรงที่สุด หากขาดมันไป โลกนี้จะเข้าสู่ยุคแห่งความโกลาหลที่ไร้ระเบียบ”

“ระเบียบของท่าน คือการทำให้เรากลายเป็นเพียงหน้ากระดาษที่ท่านเขียนได้ตามใจชอบ!” อคิราห์ตะโกนสวนกลับ เขาไม่รอให้คัลลันสั่งการ องครักษ์เริ่มขยับตัว แต่เซราฟิน่าชักมีดออกมาตั้งรับไว้ทันที

“จัดการมัน!” คัลลันสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ความปรานี

การปะทะกันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เสียงเหล็กกระทบกันและเสียงระเบิดของหมึกเวทมนตร์ดังก้องไปทั่วห้องโถง อคิราห์ใช้จังหวะที่เซราฟิน่าเบี่ยงเบนความสนใจขององครักษ์ วิ่งเข้าหาคัมภีร์หิน เขาไม่ได้ใช้กำลังเข้าข่ม แต่เขาใช้สกัดเหล็กที่อาบด้วยสารละลายเข้มข้นแทงลงไปที่จุดศูนย์กลางของอักขระหลัก

“ไม่!!!” คัลลันคำราม

แรงสั่นสะเทือนมหาศาลระเบิดออกมาจากจุดที่สกัดกระทบหิน อคิราห์รู้สึกเหมือนสมองถูกกระชากออกไป ร่างกายของเขารู้สึกเบาหวิวราวกับจะสลายเป็นไอ ความทรงจำเกี่ยวกับกลิ่นดินหลังฝนตกในวัยเด็กเริ่มเลือนลาง ภาพใบหน้าของแม่ที่เคยชัดเจนกลายเป็นเพียงหมอกขาวที่พร่ามัว เขาพยายามยึดเหนี่ยวสติไว้ด้วยความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง

เปรี้ยง!

คัมภีร์หินโบราณแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ไม่ใช่แค่หินที่แตก แต่เป็นอักขระที่สลักอยู่บนนั้นกลับมีชีวิต พวกมันหลุดลอยออกจากพื้นผิวหินที่แตกกระจาย แทนที่จะสลายหายไปเหมือนโรคหมึกละลาย อักขระเหล่านั้นกลับเรืองแสงสีเงินเจิดจ้าและพุ่งทะยานขึ้นสู่เพดานวิหาร ทะลุผ่านหลังคาหินออกไปสู่ท้องฟ้าเบื้องบน

อคิราห์ทรุดตัวลงกับพื้น เขามองดูอักขระนับล้านที่ลอยล่องขึ้นไปเหมือนฝูงหิ่งห้อยสีเงินที่กำลังมุ่งหน้าสู่ดวงดาว เขาพยายามเรียกชื่อตัวเองในใจ แต่มันกลับว่างเปล่า... ทว่าในความว่างเปล่านั้น เขากลับรู้สึกถึงบางอย่างที่ต่างออกไป

“อคิราห์! นายโอเคไหม?” เซราฟิน่าพุ่งเข้ามาประคองเขา ร่างกายของเธอสั่นเทา

อคิราห์ไม่ได้ตอบเป็นคำพูด เขามองออกไปนอกวิหาร ท้องฟ้าเหนือที่ราบสูงคีรีครามที่เคยถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกหนาทึบ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยสายธารของอักขระที่กำลังแตกสลายและสลายตัวกลายเป็นละอองแสงสีเงินที่โปรยปรายลงมาทั่วดินแดน

ทันใดนั้น เสียงร้องตะโกนจากข้างนอกวิหารก็เปลี่ยนไป มันไม่ใช่เสียงแห่งความหวาดกลัวจากการจลาจลอีกต่อไป แต่มันคือเสียงแห่งความสับสนและปิติที่ปนเปกัน

“ฉัน... ฉันเห็นมัน...” เสียงของไมโลดังขึ้นจากด้านนอก ฟังดูสั่นเครือ “ฉันจำได้... ฉันจำได้ว่าแม่เคยร้องเพลงอะไรตอนฉันยังเล็กๆ โดยที่ไม่ต้องดูในบันทึกของสภาเลย!”

อคิราห์มองดูมือของตัวเอง รอยอักขระบนผิวหนังของเขาจางหายไปจนหมดสิ้น ผิวหนังดูสะอาดสะอ้านและไร้ร่องรอยของอำนาจเวทมนตร์ที่เคยควบคุมเขา แต่ในขณะเดียวกัน เขากลับรู้สึกถึงคลื่นความรู้สึกที่ไหลบ่าเข้ามาในจิตใจ มันไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกสลักไว้ แต่มันคือความรู้สึกที่สดใหม่และเป็นอิสระ

ผู้คนทั่วทั้งที่ราบสูงคีรีครามกำลังเผชิญกับสิ่งเดียวกัน อักขระที่เคยเป็นสื่อกลางในการเก็บรักษาความทรงจำได้สลายไปแล้ว แต่ความทรงจำเหล่านั้นไม่ได้หายไปไหน มันกำลังไหลเวียนอยู่ในอากาศ ในจิตวิญญาณ และในหัวใจของทุกคนโดยตรง ไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพาหมึกเวทมนตร์หรือการผูกขาดของสภาอีกต่อไป

อคิราห์เงยหน้ามองท้องฟ้าที่กำลังเปลี่ยนสี เขาจำไม่ได้ว่าเขาเป็นใครในทางนิตินัย แต่เขารู้สึกได้ถึงความรักที่เขามีต่อเพื่อนที่อยู่ตรงหน้า และความปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อพรุ่งนี้ที่เขาต้องเขียนมันขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง

ที่เส้นขอบฟ้า แสงจากดวงดาวสีเงินเริ่มส่องประกายชัดเจนขึ้น ราวกับจะยืนยันถึงคำทำนายที่ว่ายุคสมัยแห่งการจดจำด้วยหัวใจได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

--- อคิราห์ตัดสินใจทำลายคัมภีร์หินโบราณเพื่อทำลายอำนาจของสภาจารึก แม้จะต้องแลกด้วยความทรงจำของตนเอง แต่การทำลายครั้งนี้กลับทำให้เหล่าอักขระทั่วโลกแตกสลายและลอยสู่ท้องฟ้า ส่งผลให้มนุษย์สามารถเข้าถึงความทรงจำได้ผ่านจิตใจโดยไม่ต้องพึ่งพาอักขระจารึกอีกต่อไป