← All chapters

The Call of Thunder Peak

Chapter 29Free

ตอนที่ 29 — เงามืดในความเงียบและรอยแยกแห่งความทรงจำ

ท่ามกลางโถงถ้ำใต้ดินที่มืดสลัวจนแทบจะกลืนกินแสงสว่างสุดท้ายจากตะเกียงที่ริบหรี่ เมฆาหอบหายใจรัวเร็ว ลมหายใจของเขากลายเป็นไอสีขาวจางๆ ในอากาศที่เย็นเยียบจนบาดผิว ความเงียบงันที่เขาเผชิญอยู่ไม่ใช่ความสงบ แต่มันคือสุญญากาศที่กดทับลงบนโสตประสาท มันหนักอึ้งและว่างเปล่า ราวกับว่าโลกทั้งใบได้ตายลงไปแล้ว ทิ้งให้เขาจมดิ่งอยู่ในมหาสมุทรแห่งความเงียบที่ไร้ก้นบึ้ง

ดวงตาของเขายังคงพร่ามัวจากแรงปะทะและการไล่ล่าที่เพิ่งผ่านพ้นไป ร่างกายของเขาสั่นเทา ไม่ใช่เพียงเพราะความหนาวเหน็บที่กัดกินถึงกระดูก แต่เพราะความสูญเสียที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่องจนจิตวิญญาณแทบจะแหลกสลาย ทุกสิ่งที่เขาเคยครอบครอง ทุกสิ่งที่เคยเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวตัวตน บัดนี้ถูกพรากไปโดยกลุ่มภาคีที่อ้างความชอบธรรมในการจัดระเบียบโลก เขาเหลือเพียงร่างกายที่บอบช้ำและหัวใจที่แตกสลายในความมืดมิด

ทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากความมืดเบื้องหน้า

ร่างนั้นไม่ได้เดินเข้ามาด้วยเสียงฝีเท้า แต่เมฆาสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนที่ผ่านความรู้สึกที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด มันไม่ใช่แรงสั่นสะเทือนที่ชัดเจนเหมือนเมื่อก่อน แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงของแรงดันอากาศที่แหวกผ่านความเงียบ บุคคลปริศนาผู้นี้ก้าวออกมาจากเงามืดของเสาหินขนาดมหึมา สวมชุดคลุมสีเทาหม่นที่ดูเหมือนจะกลืนไปกับผนังถ้ำ ใบหน้าของเขาถูกปกปิดด้วยหน้ากากโลหะเรียบสนิทที่ไม่มีแม้แต่ช่องสำหรับดวงตาหรือลมหายใจ

เมฆาพยายามจะตะโกน พยายามจะถามว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แต่ลำคอของเขากลับแห้งผากและไร้ซึ่งเสียงใดๆ ออกมา แม้แต่ในความคิดของเขาเอง เขายังรู้สึกเหมือนกำลังตะโกนอยู่ในบ่อน้ำที่ลึกและมืดมิด

ชายปริศนาหยุดยืนห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว เขาไม่ได้แสดงท่าทีคุกคาม แต่กลับนิ่งสงบจนน่าประหลาดใจ มือที่โผล่พ้นแขนเสื้อออกมานั้นดูผอมแห้งแต่แข็งแรง นิ้วมือเรียวยาวขยับไปมาในอากาศ ราวกับกำลังดีดสายเครื่องดนตรีที่มองไม่เห็น เมฆาสังเกตเห็นว่ารอบๆ ตัวของชายผู้นี้ อากาศเริ่มสั่นไหวเป็นระลอกคลื่นจางๆ แม้เขาจะไม่ได้ยินเสียง แต่มันเป็นภาพที่เขาสัมผัสได้ผ่านสายตา—มันคือการบิดเบี้ยวของแสงที่เกิดจากคลื่นความถี่บางอย่าง

ชายหน้ากากโลหะยกมือขึ้นช้าๆ แล้วชี้ไปยังผลึกแกนเสียงที่แตกสลายอยู่บนพื้นถ้ำ เมฆามองตามด้วยความรู้สึกเจ็บปวด ผลึกนั้นดูเหมือนหัวใจที่ถูกบดขยี้ มันส่งประกายแสงริบหรี่ที่ใกล้จะดับสูญ ชายปริศนาขยับริมฝีปากภายใต้หน้ากาก แม้เมฆาจะไม่ได้รับรู้ถึงเสียง แต่เขากลับรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่ส่งตรงมายังหน้าอกของเขา มันเป็นจังหวะที่แปลกประหลาด... ไม่ใช่จังหวะของหัวใจ แต่มันคือจังหวะของสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

“เจ้ากำลังตามหาเสียงที่หายไป หรือกำลังหนีจากความเงียบที่เจ้าสร้างขึ้นเอง?”

คำพูดนั้นไม่ได้ผ่านหู แต่มันสั่นสะเทือนผ่านกระดูกสันหลังของเมฆา มันคือการสื่อสารผ่านคลื่นความถี่ระดับต่ำที่กระทบกับร่างกายโดยตรง เมฆาเบิกตากว้าง ความหวาดกลัวปนกับความหวังที่ริบหรี่พุ่งพล่านขึ้นมา เขาพยายามขยับตัวถอยหลัง แต่แผ่นหลังของเขากลับชนเข้ากับผนังถ้ำที่เย็นเฉียบ

ชายปริศนาเดินเข้าใกล้ขึ้นอีกก้าว หนึ่งในมือของเขาหยิบวัตถุบางอย่างออกมาจากสาบเสื้อ มันคือเศษโลหะรูปทรงประหลาดที่ดูเหมือนฟันเฟืองที่บิดเบี้ยว ผสมกับแผ่นโลหะบางเฉียบที่ซ้อนทับกันอย่างซับซ้อน เมื่อเขาขยับวัตถุนั้นในอากาศ เมฆาสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงขึ้น มันไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่มันคือความรู้สึกที่คล้ายกับการถูกกระชากวิญญาณให้กลับมาสู่ร่าง

“เจ้าสูญเสียทุกอย่างไปแล้ว...” แรงสั่นสะเทือนนั้นยังคงดำเนินต่อไป ราวกับเป็นบทกวีที่ไร้เสียง “จี้หิน... คทา... คัมภีร์... แม้แต่เศษเสี้ยวแห่งแก่นเสียง... พวกเขาพรากมันไปเพื่อสร้างโลกที่นิ่งสงบเหมือนสุสาน แต่โลกที่ไม่มีเสียง คือโลกที่ไร้ซึ่งชีวิต”

เมฆาส่ายหน้าอย่างบ้าคลั่ง น้ำตาแห่งความคับแค้นใจไหลอาบแก้ม เขาอยากจะบอกว่าเขาไม่ได้ต้องการพลังเหล่านี้เพื่อตัวเอง แต่เขาต้องการเพื่อหยุดยั้งพายุนิรันดร์ เพื่อปกป้องสิ่งที่เหลืออยู่ แต่ในโลกที่ไร้เสียง คำพูดของเขาก็เป็นเพียงอากาศที่ว่างเปล่า

ชายปริศนาขยับเข้ามาจนเกือบชิด เมฆาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของดินชื้นและโลหะเก่าๆ จากตัวของเขา “ความเงียบไม่ใช่ศัตรู เมฆา... แต่มันคือเครื่องมือ หากเจ้าควบคุมจังหวะของมันได้ เจ้าจะสร้างเสียงขึ้นมาจากความว่างเปล่า”

ทันใดนั้น พื้นดินใต้เท้าของทั้งคู่ก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง มันไม่ใช่แรงสั่นสะเทือนจากการเดิน หรือการเคลื่อนที่ของสัตว์ร้าย แต่มันคือจังหวะที่หนักแน่นและสม่ำเสมอ เหมือนเสียงกลองยักษ์ที่ตีอยู่ใต้เปลือกโลก เมฆารู้สึกได้ถึงความโกลาหลที่กำลังคืบคลานเข้ามา อสูรคลื่นสูญญากาศที่เขาเพิ่งหนีมาอาจจะยังไม่ไปไหน หรือบางที... สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหล

ชายหน้ากากโลหะหันไปมองทางปากถ้ำที่มืดมิด แสงสีม่วงจางๆ จากพายุภายนอกลอดผ่านรอยแยกเข้ามาเป็นระยะ แสงนั้นวูบวาบตามจังหวะการสั่นสะเทือนของโลก “พวกภาคีไม่ได้แค่พรากของจากเจ้าไป พวกเขากำลังเตรียมงานเลี้ยงแห่งความสงบงัน และเจ้า... คือตัวโน้ตที่ผิดเพี้ยนเพียงหนึ่งเดียวที่พวกเขาต้องกำจัด”

เขายื่นเศษโลหะประหลาดนั้นมาตรงหน้าเมฆา “จงรับมันไว้ หากเจ้าปรารถนาจะกลับมาได้ยินอีกครั้ง ไม่ใช่ด้วยหู... แต่ด้วยจิตวิญญาณ”

เมฆามองวัตถุนั้นด้วยความลังเล ในใจของเขามีทั้งความระแวงและความหิวโหยที่จะกอบกู้สิ่งที่เสียไป เขายื่นมือที่สั่นเทาออกไป สัมผัสกับโลหะที่เย็นเยียบ ทันทีที่ปลายนิ้วแตะลงบนพื้นผิวของมัน แรงสั่นสะเทือนมหาศาลก็พุ่งเข้าสู่ร่างกายของเขา ราวกับกระแสไฟฟ้าที่วิ่งผ่านเส้นประสาทที่ตายด้านไปแล้ว ความเจ็บปวดแล่นปราดไปทั่วร่างจนเขาทรุดลงกับพื้น

แต่ในความเจ็บปวดนั้นเอง... เขากลับสัมผัสได้ถึงบางอย่าง

มันไม่ใช่เสียงที่เขาเคยได้ยิน แต่มันคือ 'ความถี่' ของวัตถุรอบตัว เขาสัมผัสได้ถึงโครงสร้างของผนังถ้ำ สัมผัสได้ถึงจังหวะการไหลของน้ำใต้ดิน และสัมผัสได้ถึง... จังหวะการเต้นของหัวใจของชายปริศนาที่อยู่ตรงหน้า

มันไม่ใช่สัมผัสเดิมที่เขาเคยมี แต่มันคือบางอย่างที่ใหม่กว่า ลึกซึ้งกว่า และอันตรายกว่า

ก่อนที่เมฆาจะได้ตั้งตัว เสียงคำรามที่ไร้เสียง (Silent Roar) ของอสูรคลื่นสูญญากาศก็ดังขึ้นจากเงามืดด้านหลังของชายปริศนา ร่างสีดำทมิฬที่ดูเหมือนหลุมดำที่เคลื่อนที่ได้ปรากฏตัวขึ้น มันไม่มีรูปร่างที่แน่นอน แต่มันคือพื้นที่ที่ความสว่างและความสั่นสะเทือนถูกดูดกลืนหายไป

ชายหน้ากากโลหะไม่ได้ดูตกใจ เขาเพียงแค่ขยับนิ้วมืออีกครั้ง สร้างคลื่นความถี่ที่แหลมคมขึ้นมาในอากาศ “บทเรียนแรกของเจ้า... คือการเอาชีวิตรอดในจังหวะที่ผิดเพี้ยน”

เมฆาขยับมือที่กำเศษโลหะแน่น เขารู้สึกได้ว่าวัตถุนี้ไม่ได้เป็นเพียงโลหะ แต่มันคือเครื่องมือบางอย่างที่กำลังรอคอยการ 'ปรับจูน' และในความมืดมิดที่ไร้เสียงนี้ การต่อสู้ครั้งใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น โดยมีชีวิตของเขาเป็นเดิมพันในท่วงทำนองแห่งความตาย

--- เมฆาเผชิญหน้ากับชายปริศนาหน้ากากโลหะในถ้ำมืด ผู้ซึ่งสื่อสารผ่านแรงสั่นสะเทือนและมอบวัตถุประหลาดให้เขา ซึ่งช่วยให้เขาสัมผัสถึงความถี่ของสิ่งรอบตัวได้ในรูปแบบใหม่ ก่อนที่อสูรคลื่นสูญญากาศจะบุกจู่โจมอีกครั้ง