ตอนที่ 28 — แรงสั่นสะเทือนใต้รอยแยก
ความมืดมิดในหุบเขาเสียงสะท้อนไม่ได้เป็นเพียงการขาดหายไปของแสงสว่าง แต่มันคือความว่างเปล่าที่กดทับลงบนหน้าอก เมฆาลืมตาขึ้นในความมืดที่หนาทึบจนแทบจะสัมผัสได้ด้วยปลายนิ้ว เขานอนนิ่งอยู่บนพื้นหินที่เย็นเยียบ ลมหายใจของเขาเป็นเพียงจังหวะที่แผ่วเบาและสม่ำเสมอ ทว่าในความเงียบงันที่สมบูรณ์แบบจนน่าใจหายนี้ เขากลับรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง มันไม่ใช่เสียงที่หูของเขาไม่สามารถรับรู้ได้ แต่มันคือความรู้สึกที่แผ่ซ่านมาจากใต้ฝ่าเท้า
เขานอนนิ่ง พยายามรวบรวมสติที่แตกซ่านจากการถูกไล่ล่าและสูญเสียทุกสิ่ง ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนจังหวะหนึ่งก็แล่นผ่านผิวหนังของเขา มันไม่ใช่การสั่นไหวของลมพายุที่คุ้นเคย แต่เป็นแรงกระเพื่อมที่ลึกและหนักแน่น ราวกับมีหัวใจขนาดยักษ์กำลังเต้นอยู่ลึกลงไปใต้ชั้นหินหนาหลายร้อยเมตร เมฆาพยายามขยับตัว แต่ความเจ็บปวดจากการถูกไล่ล่าในตอนก่อนหน้าทำให้เขาสะดุ้ง ร่างกายของเขาประท้วงด้วยความเมื่อยล้าและรอยฟกช้ำที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าขาดวิ่น
เขายันกายขึ้นอย่างยากลำบาก ฝ่ามือสัมผัสกับพื้นหินที่ขรุขระ ความรู้สึกสั่นสะเทือนที่เขาเคยพึ่งพาบัดนี้กลับเลือนรางและบิดเบี้ยว ราวกับเขากำลังพยายามมองโลกผ่านผิวน้ำที่ถูกกวนจนขุ่นคลั่ก เขาไม่ได้ยินเสียงลมที่กรีดผ่านซอกหิน ไม่ได้ยินเสียงหิมะที่ถล่มลงมาในระยะไกล ทุกอย่างคือสุญญากาศที่กลืนกินตัวตนของเขาไป ทว่าแรงสั่นสะเทือนใต้ดินนั้นกลับชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ... ตึก... ตึก... ตึก... แต่มันไม่ได้มาเป็นเส้นตรง มันมีความถี่ที่แปรปรวนเหมือนเสียงคำรามที่ถูกกลั้นไว้ในลำคอของขุนเขา
เมฆาตัดสินใจเคลื่อนที่ เขาใช้มือคลำไปตามผนังถ้ำที่ลาดชัน ความเย็นของหินส่งผ่านเข้าสู่ปลายนิ้ว ทุกก้าวที่เขากดน้ำหนักลงไป เขาพยายาม 'ฟัง' ด้วยฝ่าเท้า เขาไม่ได้มองหาแสงสว่าง แต่เขามองหา 'ร่องรอย' ของแรงสั่นสะเทือนที่แตกต่างจากความเงียบสงัดของหุบเขา ยิ่งเขาเคลื่อนที่ลึกลงไปในรอยแยกของหิน กลิ่นอายของแร่ธาตุและดินชื้นก็ยิ่งรุนแรงขึ้น แรงสั่นสะเทือนนั้นเริ่มเปลี่ยนรูปแบบ จากการเต้นเป็นจังหวะ กลายเป็นการสั่นระรัวที่ทำให้กระดูกในร่างกายของเขาสั่นสะท้าน
ทันใดนั้น พื้นดินใต้เท้าของเขาก็ทรุดตัวลง!
เมฆาไม่มีเวลาแม้แต่จะร้องตะโกน—เพราะเขาไม่มีเสียงให้ตะโกน—ร่างของเขาดิ่งวูบลงสู่ความมืดมิดที่ลึกเกินหยั่งถึง เขาพยายามคว้าจับผนังหิน แต่สัมผัสที่ได้กลับมีเพียงความว่างเปล่า ร่างกายกระแทกกับลาดหินซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วสันหลัง แต่เขาก็ยังคงรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนนั้น มันไม่ได้หายไป แต่มันกำลังดึงดูดเขาลงไปหาต้นกำเนิดของมัน
เขาตกลงมาจนกระทั่งหยุดนิ่งในแอ่งดินที่นุ่มกว่าปกติ แต่มันไม่ใช่ดินธรรมดา มันคือเถ้าถ่านที่ละเอียดราวกับแป้ง เมฆาสำลักความมืด เขาพยายามพยุงตัวขึ้นท่ามกลางความสับสน แสงสว่างเพียงน้อยนิดที่ลอดผ่านรอยแยกด้านบนทำให้เขาเห็นว่าเขาไม่ได้อยู่ในถ้ำธรรมดา แต่นี่คือโถงถ้ำขนาดมหึมาที่ถูกสร้างขึ้นจากชั้นหินที่แตกแยกเป็นระเบียบ ราวกับเป็นซากปรักหักพังของโครงสร้างบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าภูเขา
และที่ใจกลางของโถงนั้นเอง... แหล่งกำเนิดของแรงสั่นสะเทือนปรากฏขึ้น
มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิต แต่มันคือ 'ผลึกแกนเสียง' ขนาดมหึมาที่ฝังตัวอยู่ในรอยแยกของพื้นโลก ผลึกนั้นไม่ได้ส่องแสงสีทองหรือสีฟ้าเหมือนจี้หินที่เขาเคยครอบครอง แต่มันส่องแสงสีเทาหม่นที่กระเพื่อมตามจังหวะการสั่นสะเทือน ทุกครั้งที่มันสั่น อากาศรอบๆ จะบิดเบี้ยวจนมองเห็นเป็นคลื่นความร้อน เมฆาสัมผัสได้ถึงพลังงานที่มหาศาลจนน่าหวาดกลัว มันคือพลังงานที่ไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างสรรค์ แต่เป็นพลังงานที่กำลังพยายามจะ 'ระเบิด' ออกเพื่อปลดปล่อยความเงียบงันออกไปสู่โลกภายนอก
เมฆาค่อยๆ คลานเข้าไปใกล้ผลึกนั้นด้วยสัญชาตญาณที่เหลืออยู่ เขารู้สึกได้ว่าหากเขาเข้าใกล้ไปมากกว่านี้ ร่างกายของเขาอาจจะแตกสลายไปตามแรงสั่นสะเทือนนั้น ทว่าในความสิ้นหวัง เขากลับพบความจริงที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า ผลึกนี้ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่มันคือ 'รอยแตก' ของแกนกลางเสียงที่เขากำลังตามหา มันกำลังสลายตัว และการสลายตัวของมันคือสาเหตุที่ทำให้พายุนิรันดร์โหมกระหน่ำ
ขณะที่เขากำลังตกตะลึง แรงสั่นสะเทือนที่พื้นดินก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่แรงสั่นสะเทือนจากผลึก... มันคือแรงสั่นสะเทือนจากการก้าวเดิน
เมฆาหยุดหายใจ เขารีบหมอบลงต่ำกับพื้นเถ้าถ่าน หัวใจของเขาเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากอก แม้จะไม่ได้ยินเสียง แต่เขาสัมผัสได้ถึงแรงกระแทกที่หนักแน่นและมีระเบียบแบบแผน มันไม่ใช่การเคลื่อนที่ของสัตว์ป่า หรือการถล่มของหิน แต่มันคือฝีเท้าของมนุษย์... หรือสิ่งที่เลียนแบบมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
จังหวะฝีเท้านั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้เขาเรื่อยๆ เป็นจังหวะที่เย็นชาและไร้ความรู้สึก เมฆาพยายามมองหาที่ซ่อน แต่รอบตัวเขามีเพียงเถ้าถ่านสีเทาและโถงถ้ำที่เปิดโล่ง เขาตัดสินใจใช้เศษหินใกล้ตัวขุดหลุมตื้นๆ เพื่อพรางตัว ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะมุดลงไป แรงสั่นสะเทือนหนึ่งก็แผ่ซ่านออกมาจากทิศทางที่ฝีเท้านั้นกำลังมุ่งมา มันคือคลื่นความถี่ที่รุนแรงและเฉียบคม ราวกับมีใครบางคนกำลัง 'กวาด' พื้นผิวด้วยความถี่สูง
เมฆาตัวแข็งทื่อ เขารู้สึกได้ถึงอากาศที่สั่นสะเทือนจนผิวหนังแสบระอุ คลื่นนั้นผ่านร่างของเขาไปเพียงไม่กี่นิ้ว มันคือ 'อสูรคลื่นสูญญากาศ' ที่เขาเคยหนีมา แต่มันดูเหมือนจะมีรูปร่างที่ชัดเจนกว่าเดิมในความมืดนี้ มันไม่ได้มาเป็นเงา แต่มันมาในรูปของความว่างเปล่าที่เคลื่อนที่ได้ มันคือพื้นที่ที่ไร้ซึ่งมวลสารและไร้ซึ่งเสียง ซึ่งกำลังกลืนกินทุกอย่างที่ขวางหน้า
เมฆาหลับตาลง พยายามควบคุมลมหายใจไม่ให้สั่นไหว เขาต้องทำตัวให้เงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้—ซึ่งในโลกของเขา มันหมายถึงการทำให้ร่างกายของเขานิ่งสนิทจนไม่เกิดแรงสั่นสะเทือนใดๆ ออกมาแม้แต่น้อย เขาเริ่มใช้เทคนิคที่เขาเคยฝึกฝนมาเพื่อพรางตัวจากนักบวช คือการปรับจังหวะหัวใจให้เข้ากับความถี่ของพื้นดิน
ทว่าในขณะที่เขากำลังจะกลมกลืนไปกับความเงียบ ร่างเงาหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่ขอบแสงสลัวจากรอยแยกด้านบน เงาของมนุษย์ที่สวมชุดคลุมยาวสีดำสนิท ยืนมองลงมายังโถงถ้ำด้วยท่าทางที่สงบนิ่งจนน่าขนลุก เงาคนนั้นไม่ได้เคลื่อนไหวเพื่อล่า แต่ยืนอยู่ตรงนั้นราวกับกำลังรอคอยบางอย่าง... และในวินาทีนั้นเอง เมฆาก็สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่แปลกประหลาดที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมา
มันไม่ใช่แรงสั่นสะเทือนจากการเคลื่อนที่ แต่มันคือ 'เสียงเรียก' ที่ไม่ได้ผ่านอากาศ แต่มันสั่นสะเทือนผ่าน 'กระดูก' ของเขาโดยตรง เป็นจังหวะที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด... มันคือจังหวะเดียวกับที่เคยอยู่ใน 'จี้หินแห่งแสงอัสนี' ที่ถูกพรากไป
เมฆาเบิกตากว้างในความมืด เขาพยายามจะขยับตัวตามสัญชาตญาณ แต่ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนจากอสูรคลื่นสูญญากาศก็พุ่งเข้าใส่ตำแหน่งที่เขาซ่อนอยู่ด้วยความรุนแรง! พื้นดินระเบิดออกเป็นเถ้าถ่าน ร่างของเขาถูกเหวี่ยงกระเด็นไปตามแรงอัดของอากาศที่ว่างเปล่า ท่ามกลางความโกลาหลนั้น เขาเห็นเงาสีดำที่ด้านบนขยับมือ ราวกับกำลังร่ายบทเพลงที่ไม่มีใครได้ยิน
โลกของเขาหมุนคว้าง ความเงียบงันที่เคยเป็นคุก กลับกลายเป็นพายุที่บดขยี้เขาจนแทบสิ้นสติ และในชั่วพริบตาก่อนที่สติจะดับวูบลง เขาเห็นดวงตาคู่หนึ่งที่เปล่งประกายสีเทาจ้องมองลงมาที่เขา... ไม่ใช่ด้วยความโกรธแค้น แต่ด้วยความคาดหวังที่เยือกเย็น
--- เมฆาค้นพบผลึกแกนเสียงที่กำลังแตกสลายในโถงถ้ำใต้ดิน แต่กลับถูกไล่ล่าโดยอสูรคลื่นสูญญากาศและพบกับการปรากฏตัวของบุคคลปริศนาที่ดูเหมือนจะรู้จักความลับของพลังที่เขาเคยมี