← All chapters

The Call of Thunder Peak

Chapter 30Free

ตอนที่ 30 — เสียงกระซิบจากเศษเสี้ยวแก้ว

อากาศในถ้ำอับชื้นและหนักอึ้งราวกับมีใครนำพรมเปียกมาปิดคลุมทุกอณูของโพรงหิน เมฆาแทบไม่ได้ยินเสียงของตนเองแม้แต่น้อย ความเงียบงันที่เคยเป็นเพียงสภาพร่างกาย กลับกลายเป็นพันธนาการอันโหดร้ายที่พันธนาการทุกโสตประสาท การปรากฏตัวของชายปริศนาพร้อมหน้ากากโลหะที่สะท้อนแสงริบหรี่จากผลึกแกนเสียงที่กำลังแตกสลาย คือสิ่งเดียวที่ตัดผ่านม่านแห่งความมืดมิดและไร้เสียงนั้น

ชายผู้นั้นไม่ได้พูด เขาเพียงยื่นวัตถุบางอย่างให้เมฆา วัตถุนั้นดูคล้ายเศษแก้วที่ถูกเจียระไนอย่างประณีต ทว่าพื้นผิวกลับสั่นไหวด้วยความถี่ที่เมฆาไม่คุ้นเคย ไม่ใช่แรงสั่นสะเทือนที่รับรู้ผ่านฝ่าเท้า ไม่ใช่เสียงกระเพื่อมในอากาศ แต่เป็นอะไรบางอย่างที่ละเอียดอ่อนกว่านั้น ราวกับเสียงกระซิบที่ดังมาจากภายในจิตวิญญาณ

เมื่อเมฆาคว้ามันไว้ ความรู้สึกประหลาดก็แล่นผ่านปลายนิ้ว มันไม่ใช่ความอบอุ่นหรือเย็นเยียบ แต่มันคือ 'ความรู้สึก' ของการสั่นสะเทือนที่ซับซ้อน ละเอียดอ่อนยิ่งกว่าทุกสิ่งที่เขาเคยสัมผัสมา เขาหลับตาลง พยายามประมวลผลความรู้สึกใหม่นี้ แทนที่จะเป็นแรงสั่นสะเทือนหยาบๆ ที่กระทบกระเทือนกาย เขากลับรู้สึกถึง 'โครงสร้าง' ของการสั่นสะเทือน สัมผัสได้ถึง 'กระแส' ที่ไหลเวียนอยู่รอบตัว ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยมีสิ่งใดช่วยให้เขารับรู้ได้

“นี่คือ… เครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลอง” เสียงของชายปริศนาดังขึ้นในหัวของเมฆา ไม่ใช่เสียงที่ได้ยินด้วยหู แต่เป็นความคิดที่ถูกส่งตรงมาสู่จิตสำนึก ราวกับคลื่นความถี่ที่ถูกปรับให้ตรงกัน

เมฆาตกใจ แต่ก็พยายามสงบสติอารมณ์ เขาเคยคิดว่าตนเองสูญเสียสัมผัสทุกอย่างไปแล้ว แต่สิ่งที่ชายผู้นี้มอบให้กลับเปิดประตูสู่การรับรู้รูปแบบใหม่

“มัน… มันทำงานอย่างไร?” เมฆาถามออกไป เสียงของตนเองยังคงแหบพร่าและแผ่วเบา แม้จะอยู่ใกล้ชิดกับผู้มาเยือนเพียงนี้

“มันไม่ได้ทำงานด้วยพลังกายภาพ แต่ด้วย 'ความถี่'” ชายปริศนาตอบ “แกนกลางเสียงของโลกกำลังแตกสลาย การสั่นสะเทือนตามธรรมชาติกำลังเงียบลง สิ่งนี้จะช่วยให้เจ้า… ได้ยินเสียงของโลกอีกครั้ง ในรูปแบบที่แตกต่างออกไป”

คำพูดนั้นดังก้องอยู่ในหัวของเมฆา เขาพยายามทำความเข้าใจ 'ความถี่' ที่ว่านั้น เขาก้มมองเศษแก้วในมืออีกครั้ง สัมผัสถึงการสั่นไหวที่ละเอียดอ่อนกว่าเดิม ราวกับมันกำลังตอบสนองต่อผลึกแกนเสียงที่อยู่ใกล้เคียง

ทันใดนั้นเอง เสียงครืนครั่นอันน่าสะพรึงกลัวก็ดังขึ้นจากภายนอกถ้ำ ไม่ใช่เสียงฟ้าผ่า ไม่ใช่เสียงลมพายุ แต่เป็นเสียงที่ทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับภูเขากำลังจะพังทลาย

“อสูรคลื่นสูญญากาศ!” ชายปริศนาอุทานในใจของเมฆา “พวกมันมาถึงแล้ว! โลกที่ไร้เสียง… คือสวรรค์ของพวกมัน!”

แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นรุนแรงจนเมฆาแทบล้มทั้งยืน ผลึกแกนเสียงที่เคยแตกสลายอยู่เบื้องหน้า ยิ่งแตกละเอียดออกไปอีก เศษผงหินลอยฟุ้งขึ้นมาบดบังทัศนวิสัย

“เจ้าต้องตัดสินใจ! เจ้าจะปล่อยให้ความเงียบกลืนกินทุกสิ่ง หรือจะใช้พลังที่เจ้าเคยมี… ในรูปแบบใหม่?” ชายปริศนาเร่งเร้า

เมฆาเงยหน้าขึ้นมองชายผู้นั้น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความมุ่งมั่นที่เพิ่งก่อตัวขึ้น เขาไม่สามารถเสียการรับรู้ไปมากกว่านี้ เขาต้องหาทางต่อสู้ และเครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลองนี่… อาจเป็นหนทางเดียวของเขา

“ข้า… ข้าจะสู้!” เมฆาประกาศออกไป เสียงของเขาดังขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย แม้จะยังคงแหบพร่า แต่ก็เต็มไปด้วยเจตจำนง

ชายปริศนาพยักหน้า ดวงตาภายใต้หน้ากากดูฉายแววบางอย่างที่เมฆาอ่านไม่ออก “ดี! ข้าจะช่วยเจ้า… แต่จงจำไว้ว่า การเดินทางครั้งใหม่นี้… ไม่ใช่เพื่อกอบกู้หมู่บ้านอีกต่อไป แต่เพื่อกอบกู้ 'เสียง' ของโลก!”

ทันใดนั้น ร่างของชายปริศนาก็เรืองแสงสีฟ้าอ่อนๆ เขาชี้นิ้วไปที่ผลึกแกนเสียงที่แตกสลาย การสั่นสะเทือนที่เคยรุนแรงเริ่มสงบลงอย่างน่าประหลาด แทนที่ด้วยเสียงฮัมต่ำๆ ที่ดังมาจากผลึกนั้น

“ข้าจะใช้พลังของข้า… เชื่อมต่อเศษเสี้ยวที่เหลือของแกนกลางเสียงเข้าด้วยกันชั่วคราว แต่เจ้าต้องเป็นคนนำมันออกมา!” ชายปริศนาตะโกน

เมฆาไม่รอช้า เขาก้มลงไปสัมผัสกับเศษผลึกที่ร่วงหล่นอยู่รอบตัว เครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลองในมือสั่นไหวอย่างรวดเร็ว ช่วยให้เขารับรู้ถึง 'ตำแหน่ง' และ 'ความหนาแน่น' ของเศษผลึกแต่ละชิ้น เขาเริ่มรวบรวมมันอย่างระมัดระวัง พยายามทำให้มันรวมตัวกันเป็นรูปเป็นร่างอีกครั้ง

อสูรคลื่นสูญญากาศยังคงคำรามอยู่ภายนอก กรงเล็บของพวกมันขูดกับหินแข็ง เสียงนั้นน่าขนลุก แต่เมฆาไม่หันกลับไปมอง เขามุ่งมั่นอยู่กับการรวบรวมเศษเสี้ยวแห่งเสียงที่กำลังจะสูญสลายไป

ขณะที่เขากำลังจะรวบรวมเศษชิ้นสุดท้าย ชายปริศนาก็ทรุดตัวลง ใบหน้าซีดเผือด

“ข้า… ข้าใช้พลังไปมากเกินไป… การเชื่อมต่อนี้… จะอยู่ได้ไม่นาน… รีบไป!”

เมฆาคว้าเศษผลึกชิ้นสุดท้ายเข้ามารวมกับกองที่อยู่ตรงหน้า เขาเงยหน้ามองชายปริศนาด้วยความเป็นห่วง แต่ก็รู้ดีว่าเวลาเหลือน้อยเต็มที

“ท่าน… จะเป็นอะไรไหม?”

“ข้าไม่เป็นไร… แต่เจ้า… เจ้าต้องออกไปจากที่นี่! ทางออกอยู่ด้านหลัง… มันจะพาเจ้าไปสู่ 'หุบเขาเสียงสะท้อน' ที่แท้จริง… ที่ซึ่งเจ้าจะได้พบกับ… ช่างตีเหล็กแห่งคลื่นความถี่!” ชายปริศนาชี้ไปที่ผนังด้านหลังถ้ำ ก่อนที่ร่างของเขาจะเริ่มเลือนลางไปกับแสงสีฟ้าที่จางลง

“เดี๋ยวก่อน!” เมฆาร้องเรียก แต่ก็สายเกินไป ร่างของชายปริศนากลายเป็นเพียงละอองแสงที่สลายไปในอากาศ เหลือเพียงเมฆาที่ถือเศษผลึกแกนเสียงที่ถูกเชื่อมต่อกันอย่างเปราะบาง และเครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลองในมือ

เสียงครืนครั่นภายนอกดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้กว่าเดิม เมฆาหันไปมองผนังด้านหลังที่ชายปริศนาชี้ เขาเห็นรอยแยกเล็กๆ ที่ก่อนหน้านี้มองไม่เห็น ปรากฏขึ้นมาพร้อมกับแสงสีฟ้าอ่อนๆ ซึ่งกำลังค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น

“ข้าต้องไป…” เมฆากล่าวกับตนเอง เขาหยิบเศษผลึกแกนเสียงที่เชื่อมต่อกันอย่างทุลักทุเลใส่ในกระเป๋า และมุ่งหน้าไปยังรอยแยกนั้น

เมื่อเขาแตะเท้าเข้าไปในรอยแยกนั้น ร่างของเขาก็ถูกดึงเข้าไปสู่ความว่างเปล่าที่สว่างไสว เสียงกรีดร้องของอสูรคลื่นสูญญากาศยังคงดังไล่หลังมา แต่ก็จางหายไปในที่สุด เมื่อเขากำลังจะก้าวเข้าสู่ดินแดนแห่งใหม่… หุบเขาเสียงสะท้อนที่แท้จริง

เขาจำไม่ได้ว่าความเงียบงันนี้กินเวลานานเท่าใด ตั้งแต่สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป แต่ตอนนี้… ด้วยเศษเสี้ยวของแกนกลางเสียงที่ถูกเชื่อมต่อขึ้นใหม่ และเครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลองในมือ… เขากำลังจะเริ่มเรียนรู้การ 'ได้ยิน' โลกในรูปแบบที่ไม่เคยคิดมาก่อน ซึ่งอาจเป็นหนทางเดียวที่จะต่อกรกับ 'ภาคีจังหวะดับสูญ' และหยุดยั้งการแตกสลายของแกนกลางเสียงแห่งโลกได้

--- เมฆาได้รับ 'เครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลอง' จากชายปริศนาหน้ากากโลหะ ซึ่งช่วยให้เขาสัมผัสถึงความถี่ของสิ่งรอบตัวได้ในรูปแบบใหม่ ขณะที่อสูรคลื่นสูญญากาศบุกจู่โจม ชายปริศนาก็ใช้พลังที่เหลือเชื่อมต่อเศษผลึกแกนเสียงที่แตกสลายให้เมฆา ก่อนจะหายตัวไป ทิ้งให้เมฆาต้องหลบหนีผ่านรอยแยกมิติไปยังหุบเขาเสียงสะท้อนพร้อมกับเศษแกนเสียงและความหวังรูปแบบใหม่