ตอนที่ 12 — อุโมงค์น้ำเรืองแสงกับเส้นทางที่ถูกลืม
ความเงียบสงัดที่เกิดขึ้นหลังจากแสงสีฟ้าสว่างจ้าจางลงนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงระเบิดเมื่อครู่เสียอีก รินรู้สึกเหมือนตัวเองถูกขว้างทิ้งไว้ในห้องที่มืดมิดและอับชื้น ความรู้สึกแรกที่แล่นเข้าสู่โสตประสาทไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่เป็นความเย็นจัดที่ซึมลึกผ่านเนื้อผ้าซิ่นและผิวหนัง เธอพยายามลืมตาที่พร่ามัวด้วยแสงเมื่อครู่ ภาพตรงหน้าค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากความสลัว มันไม่ใช่ท้องฟ้ากว้างของเดลต้า หรือเรือนแพที่คุ้นเคย แต่มันคือเพดานดินเลนและรากไม้ที่ขดพันกันยุ่งเหยิงอยู่เหนือศีรษะ
“ริน... คุณ... ยังอยู่ไหม?” เสียงของคามินแหบพร่าและสั่นเครือ เขาพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาจากกราบเรือที่เอียงกะเท่เล่ เสียงไม้กระทบกับโคลนตมดัง แฉะ แฉะ ทุกครั้งที่เขาขยับตัว รินยันกายขึ้นจากพื้นเรือที่เปียกชุ่ม หัวใจของเธอยังคงเต้นรัวเหมือนกลองศึกที่เพิ่งผ่านศึกหนัก
“ฉันอยู่นี่ คามิน... ฉันอยู่นี่” รินตอบพลางพยายามควบคุมลมหายใจ เธอหันมองไปรอบๆ ด้วยความตื่นตระหนกที่เริ่มเปลี่ยนเป็นความฉงน “ที่นี่... ที่นี่มันไม่ใช่คลองปกติ”
สิ่งที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาไม่ใช่ลำน้ำที่เต็มไปด้วยโคลนตมหรือขยะจากตลาดน้ำ แต่มันคืออุโมงค์น้ำธรรมชาติขนาดมหึมา ผนังทั้งสองข้างขนาบด้วยดินเลนที่แข็งตัวและรากไม้โบราณที่ประสานกันจนดูเหมือนกำแพงปราสาทใต้ดิน น้ำที่ไหลผ่านร่องแคบๆ นี้ใสกระจ่างเสียจนเห็นก้อนหินและพืชน้ำที่ประดับอยู่เบื้องล่าง แต่มันไม่ใช่ความใสแบบน้ำในลำธารทั่วไป มันมีความวาวระยับของแร่ธาตุบางอย่างที่ทำให้ดูเหมือนน้ำกำลังไหลผ่านเศษแก้วที่ละเอียดอ่อน
“เราถูกซัดเข้ามาในร่องน้ำนี้ได้ยังไง?” คามินถามพลางใช้มือเช็ดคราบโคลนออกจากใบหน้า เขาขยับแว่นสายตาที่เอียงกะเท่เล่ให้เข้าที่ สายตาของเขามองสำรวจไปตามผนังอุโมงค์ด้วยความสงสัยในเชิงช่าง “โครงสร้างแบบนี้... มันเหมือนถูกสร้างขึ้นโดยธรรมชาติ แต่กลับมีความเป็นระเบียบอย่างประหลาด ราวกับว่ามันถูกออกแบบมาเพื่อเป็นทางผ่านของอะไรบางอย่าง”
รินไม่ตอบ เธอไม่ได้สนใจเรื่องโครงสร้างเท่ากับสิ่งที่อยู่ในมือ สมุดบันทึกของปู่เถาว์ที่เธอคว้าติดตัวมาได้ บัดนี้มันไม่ได้เป็นเพียงกระดาษสีเหลืองกรอบที่ดูไร้ชีวิตอีกต่อไป เมื่อแสงสลัวจากตะเกียงที่ยังไม่ดับสนิทของคามินส่องกระทบ หน้ากระดาษที่เคยเป็นเพียงแผนที่ลายเส้นธรรมดา กลับมีเส้นสายสีฟ้าเรืองแสงค่อยๆ ผุดขึ้นมา เส้นทางเหล่านั้นไม่ได้นิ่งสนิท แต่มันขยับไหวไปมาเหมือนกระแสน้ำที่กำลังเคลื่อนที่
“คามิน ดูนี่!” รินเรียกเขาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่ปนกับความหวาดหวั่น
คามินโน้มตัวลงมาดู เส้นทางสีฟ้าในสมุดบันทึกสอดคล้องกับทิศทางที่อุโมงค์น้ำนี้ทอดตัวไปอย่างน่าประหลาด “นี่มัน... แผนที่ที่ตอบสนองต่อสถานที่จริงงั้นเหรอ? ปู่คุณไม่ได้แค่เขียนแผนที่ แต่เขาสร้างกุญแจที่ใช้เปิดทางเข้าสู่ที่นี่ด้วย!”
รินลูบไล้ไปตามเส้นแสงสีฟ้าในสมุด ความรู้สึกอุ่นวาบแล่นผ่านปลายนิ้ว มันไม่ใช่ความร้อนจากไฟ แต่เป็นความรู้สึกเหมือนกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ที่สั่นสะเทือนผ่านความทรงจำ “ปู่เคยบอกว่า ‘ความจริงไม่ได้อยู่ในสิ่งที่ตาเห็น แต่อยู่ในสิ่งที่ใจสัมผัสได้เมื่อน้ำนิ่ง’ ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว... คลองที่หายไปไม่ได้หายไปเพราะดินปิดกั้น แต่มันถูกซ่อนไว้ด้วยม่านแห่งความไม่รู้ และพลังงานพวกนี้... มันคือสิ่งที่นายหัวเดชากำลังพยายามจะชิงไป”
ทันใดนั้น เสียงกระเพื่อมของน้ำที่ดังมาจากเบื้องหน้าก็ทำให้ทั้งสองต้องชะงัก มันไม่ใช่เสียงน้ำไหลตามปกติ แต่เป็นเสียง ครืน... ครืน... เหมือนมีสิ่งขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนที่อยู่ใต้ผิวน้ำลึก รินคว้าไม้พายขึ้นมาถือไว้เป็นอาวุธโดยสัญชาตญาณ ขณะที่คามินหยิบตะเกียงขึ้นมาเตรียมพร้อม
“เราต้องไปต่อ” รินพูดเสียงต่ำ “ถ้าเราหยุดอยู่ตรงนี้ เราจะกลายเป็นแค่เศษไม้ที่ถูกทิ้งไว้ในร่องน้ำนี้ แต่ถ้าเราไปต่อ... เราอาจจะพบว่าหัวใจของน้ำที่ปู่พูดถึงอยู่ที่ไหน”
พวกเขาเริ่มพายเรืออย่างระมัดระวังไปตามอุโมงค์น้ำแคบๆ แสงสีฟ้าจากสมุดบันทึกทำหน้าที่เป็นเข็มทิศนำทาง ทุกครั้งที่เรือเคลื่อนผ่านรากไม้ที่แหลมคม รินจะรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจางๆ ที่ส่งมาจากใต้น้ำ ราวกับว่าลำน้ำนี้กำลังมีชีวิตและกำลังเฝ้ามองผู้บุกรุก
ขณะที่กำลังลัดเลาะไปตามทางโค้งที่มืดมิด รินสังเกตเห็นว่าผนังดินเลนเริ่มมีรอยแยก และจากรอยแยกเหล่านั้น มีกลิ่นดอกมะลิโชยออกมาอย่างรุนแรง มันไม่ใช่กลิ่นที่ให้ความสงบเหมือนในเรือนแพ แต่มันเป็นกลิ่นที่เข้มข้นจนเกือบจะแสบจมูก กลิ่นที่เตือนให้รู้ว่าสิ่งที่อยู่ข้างหน้าอาจจะไม่ใช่แค่ธรรมชาติที่สวยงาม
“ริน... ดูนั่น!” คามินชี้ไปที่เบื้องหน้า
ท่ามกลางความสลัวของอุโมงค์ แสงสีฟ้าที่เคยเป็นเพียงเส้นสายเล็กๆ บัดนี้กลับกลายเป็นมหาสมุทรแห่งแสงที่อยู่เบื้องหน้า พวกเขามาถึงจุดที่อุโมงค์น้ำขยายตัวออกเป็นโถงกว้างขนาดใหญ่ และในใจกลางของโถงนั้น มีวัตถุขนาดมหึมาที่ดูเหมือนฟันเฟืองยักษ์ทำจากหินและแก้วใส กำลังหมุนวนอยู่ใต้ผิวน้ำอย่างช้าๆ
มันคือกลไกโบราณที่เชื่อมต่อกับกระแสน้ำทุกสายในเดลต้า และที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคือ มีท่อโลหะขนาดใหญ่ของนายหัวเดชาพยายามจะแทรกซึมเข้าไปในกลไกนั้น ราวกับงูเหล็กที่กำลังพยายามจะฉกชิงหัวใจของยักษ์หลับ
“นั่นไง...” รินพึมพำ เสียงของเธอขาดห้วง “นั่นคือจุดที่น้ำถูกสูบไป... และนั่นคือจุดที่คลองคำสาปเริ่มต้นขึ้น”
แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้ตั้งตัว เสียง กึก! ของโลหะที่กระแทกกับหินก็ดังสนั่นมาจากทิศทางที่พวกเขาจากมา พร้อมกับเสียงตะโกนที่คุ้นเคยซึ่งดังสะท้อนไปตามอุโมงค์น้ำ
“พวกมันตามมา!” คามินตะโกน รินหันขวับไปมอง เห็นแสงจากตะเกียงหลายดวงกำลังเคลื่อนที่เข้ามาตามร่องน้ำแคบๆ ที่พวกเขาเพิ่งพายผ่านมา พวกคนของนายหัวเดชาไม่ได้มาแค่ลำเดียว แต่พวกเขากำลังใช้เรือกลไฟขนาดเล็กที่ถูกดัดแปลงให้เข้ากับน้ำตื้นไล่ล่าพวกเขาเข้ามาอย่างไม่ลดละ
รินกำไม้พายแน่น เธอรู้ดีว่าตอนนี้เธอไม่ได้เพียงแค่กำลังค้นหาความลับของปู่ แต่เธอกำลังติดอยู่ในกับดักที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต และทางออกเดียวของเธออาจจะเป็นการพายเรือพุ่งเข้าหาฟันเฟืองยักษ์ที่กำลังหมุนวนอยู่นั่น!
แสงสีฟ้าในสมุดบันทึกเริ่มกะพริบถี่ขึ้น ราวกับมันกำลังเตือนถึงพายุที่กำลังจะเกิดขึ้นภายในอุโมงค์น้ำแห่งนี้
--- รินและคามินถูกซัดเข้ามาใน 'คลองที่หายไป' ซึ่งเป็นอุโมงค์น้ำเรืองแสงใต้ดิน และได้พบกับกลไกโบราณที่ควบคุมกระแสน้ำ แต่พวกเขากลับถูกกลุ่มคนของนายหัวเดชาไล่ล่าเข้ามาในอุโมงค์