← All chapters

Inscriptions of the Sand City

Chapter 4Free

ตอนที่ 4 — เสียงสะท้อนในความมืด

ความมืดในอุโมงค์โบราณไม่ได้เงียบสงบอย่างที่กานต์เคยสัมผัสในยามค่ำคืนที่อารยันนคร แต่มันเป็นความมืดที่หนักอึ้งและเต็มไปด้วยแรงกดดันของอากาศที่ถูกกักขังมานานนับศตวรรษ กลิ่นอายของฝุ่นผงที่แห้งกร้านผสมกับกลิ่นโอโซนจางๆ จากวัตถุประหลาดตรงหน้าทำให้ลมหายใจของเขาติดขัด กานต์พยายามปรับจังหวะการหายใจให้สม่ำเสมอ หัวใจของเขาเต้นรัวเป็นจังหวะเดียวกับเสียงดนตรีที่ดังแว่วออกมาจากเงามืด มันไม่ใช่เสียงดนตรีที่เกิดจากเครื่องสายหรือเครื่องเป่า แต่มันคือเสียงสั่นสะเทือนที่แทรกซึมผ่านอากาศและกระดูกของเขาโดยตรง

เขายันกายขึ้นจากพื้นดินที่เต็มไปด้วยเศษแก้วทรายที่แตกละเอียด สัมผัสที่ปลายนิ้วบอกเขาว่าพื้นที่ตรงนี้ไม่ได้เป็นเพียงอุโมงค์ธรรมดา แต่มันคือร่องรอยของอารยธรรมที่ถูกกลบฝัง กานต์ใช้ดวงตาข้างที่ยังเหลืออยู่กวาดมองผ่านความสลัวที่แทบจะมองไม่เห็นสิ่งใด ทว่าประสาทสัมผัสอื่นของเขากลับตื่นตัวถึงขีดสุด เสียง 'กริ๊ก' แผ่วเบาจากการเคลื่อนไหวในเงามืดทำให้เขาชะงัก มือขวาคว้าด้ามมีดสลักทรายที่ข้างเอวไว้แน่น

“ใครน่ะ?” เขาถามออกไป เสียงของเขาแหบพร่าและก้องสะท้อนไปตามผนังอุโมงค์ที่ขรุขระ

ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงดนตรีประหลาดนั้นที่ทวีความเข้มข้นขึ้น มันเริ่มจากโน้ตที่ต่ำลึกจนทำให้หน้าอกของเขาสั่นไหว ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นท่วงทำนองที่พลิ้วไหวเหมือนสายน้ำที่ไหลผ่านโขดหิน กานต์ค่อยๆ ก้าวเดินไปตามทิศทางของเสียง ความร้อนจากวัตถุนั้นแผ่ออกมาเป็นระลอกคลื่นที่เขาสัมผัสได้ผ่านผิวหนัง เมื่อเขาเข้าใกล้พอ วัตถุนั้นก็ปรากฏแก่สายตา—มันคือทรงกลมแก้วขนาดเท่าศีรษะมนุษย์ที่ลอยคว้างอยู่เหนือแท่นหินสลัก ภายในแก้วนั้นมีทรายสีทองละเอียดระยิบระยับหมุนวนเป็นพายุขนาดย่อม ทรายเหล่านั้นไม่ได้เคลื่อนที่ตามแรงโน้มถ่วง แต่พวกมันเคลื่อนไหวตามจังหวะของเสียงที่กังวานออกมา

“มันคือ... แกนเสียงดนตรีแห่งทรายอย่างนั้นหรือ?” กานต์พึมพำกับตัวเอง ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว—หากสิ่งนี้คือสิ่งที่เขากำลังตามหา ความลับที่อาจกอบกู้ความทรงจำของอารยันนครก็อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว

แต่ก่อนที่เขาจะได้ขยับเข้าไปใกล้กว่าเดิม เงาตะคุ่มที่ซ่อนอยู่ในมุมมืดก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว กานต์สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของแรงสั่นสะเทือนบนพื้นดิน มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของสิ่งมีชีวิตทั่วไป แต่มันคือการเคลื่อนที่ที่หนักแน่นและจงใจ เขาเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างในเสี้ยววินาทีที่คมมีดเล่มหนึ่งพุ่งผ่านใบหน้าเขาไป กระทบกับผนังหินจนเกิดประกายไฟ

“เจ้าไม่ควรมาอยู่ที่นี่ ช่างสลักทรายผู้หลงทาง” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากเงามืด มันเป็นเสียงที่เย็นเยียบและราบเรียบจนน่าขนลุก

กานต์ไม่ได้ตอบโต้ด้วยคำพูด เขาใช้ความเงียบเป็นเกราะกำบัง ดวงตาข้างเดียวพยายามเพ่งมองหาต้นตอของเสียงนั้น ทันใดนั้น ร่างหนึ่งก็ก้าวออกมาจากความมืด ไม่ใช่โจรทรายที่เขาเผชิญหน้าเมื่อครู่ แต่เป็นชายในชุดคลุมสีเทาหม่นที่ดูเหมือนจะหลอมรวมไปกับผนังถ้ำ ร่างกายของเขาดูซูบผอมทว่าแข็งแกร่ง ดวงตาของชายผู้นั้นดูว่างเปล่าราวกับคนที่สูญเสียความทรงจำไปจนสิ้น ทว่ามือของเขากลับถือคทาที่ทำจากแก้วทรายขัดเงา ซึ่งกำลังสั่นสะเทือนด้วยความถี่ที่ทำให้กานต์รู้สึกคลื่นไส้

“ข้าไม่ได้มาเพื่อขัดขวางใคร ข้าเพียงมาตามหาความจริงที่หายไป” กานต์กล่าวพลางขยับเท้าในลักษณะเตรียมพร้อมรับการจู่โจม

“ความจริงคือสิ่งที่พายุทรายพรากไป และความจริงก็คือสิ่งที่เจ้ากำลังพยายามจะสลักทับลงบนความว่างเปล่า” ชายชุดคลุมกล่าวพลางยกคทาขึ้น “เจ้าคิดว่าการสลักรอยลงบนแก้วจะหยุดยั้งการล่มสลายได้งั้นหรือ? เจ้ากำลังสู้กับธรรมชาติที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง”

การปะทะเริ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ชายชุดคลุมไม่ได้โจมตีด้วยกำลังกาย แต่เขาใช้คทาสร้างคลื่นเสียงที่กระแทกเข้ากับอากาศจนกลายเป็นกำแพงแรงดัน กานต์รู้สึกเหมือนถูกหมัดที่มองไม่เห็นซัดเข้าที่กลางอก เขาเสียหลักถอยกรูดไปชนกับแท่นหิน แต่ในจังหวะที่เขากำลังจะเสียการทรงตัว เสียงดนตรีจากแกนแก้วกลางห้องก็แผดร้องขึ้นมา มันเป็นเสียงที่แหลมสูงและทรงพลัง ราวกับมันกำลังกรีดร้องเพื่อปกป้องตัวเอง

คลื่นเสียงจากแกนแก้วปะทะกับคลื่นเสียงจากคทา เกิดเป็นแรงสั่นสะเทือนมหาศาลที่ทำให้พื้นอุโมงค์สั่นคลอน กานต์เห็นเศษหินและทรายร่วงหล่นลงมาจากเพดาน เขาอาศัยจังหวะที่ความวุ่นวายกำลังดำเนินไป สังเกตเห็นบางอย่าง—ชายชุดคลุมดูจะควบคุมจังหวะของคทาให้สอดประสานกับแกนแก้วได้ในระดับหนึ่ง แต่มันเป็นการพยายาม 'กลืนกิน' มากกว่าการควบคุม

กานต์ตัดสินใจใช้ทักษะที่เขาฝึกฝนมาทั้งชีวิต เขาไม่ได้มองหาจุดอ่อนที่สายตา แต่มองหาจุดอ่อนที่ 'เสียง' เขาหลับตาลงข้างหนึ่งที่เหลืออยู่ และใช้หูฟังการสั่นสะเทือนของอากาศรอบตัว เขาพบว่าจังหวะการก้าวเท้าของชายชุดคลุมมีช่วงจังหวะที่ขาดหายไปทุกๆ สามวินาที—อาจจะเป็นเพราะความเหนื่อยล้าหรือความผิดปกติของร่างกาย

เขาพุ่งตัวเข้าหา ไม่ใช่เพื่อโจมตีชายผู้นั้น แต่เพื่อเข้าหาแกนแก้ว กานต์ใช้มีดสลักทรายที่ออกแบบมาเพื่อการแกะสลักที่ละเอียดอ่อน กระแทกเข้าที่ขอบแท่นหินเพื่อสร้างเสียงรบกวน (interference) ที่จะไปขัดขวางคลื่นเสียงของชายชุดคลุม

'ตึง!' เสียงกระทบของโลหะกับหินดังสนั่น มันสร้างคลื่นเสียงที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม ชายชุดคลุมชะงักไปชั่วครู่เพราะจังหวะที่เขากำลังจะผสานพลังถูกรบกวน กานต์ไม่ปล่อยโอกาสนั้นให้หลุดลอย เขาเอื้อมมือไปสัมผัสที่ผิวแก้วของแกนดนตรี ความร้อนที่แผ่ออกมาทำให้มือของเขาสั่น แต่ในขณะที่ปลายนิ้วสัมผัส เขาก็ได้ยินมัน—ไม่ใช่แค่เสียงดนตรี แต่เป็น 'เสียงกระซิบ' ของผู้คน ประวัติศาสตร์ และความทรงจำที่ถูกกักขังไว้ในทรายเหล่านั้น

ภาพนิมิตวาบผ่านเข้ามาในหัวของเขาอย่างรวดเร็ว: นครที่ลอยเด่นอยู่เหนือทะเลทรายในยุคที่รุ่งเรืองที่สุด, การร่ายรำของแก้วทรายที่ไม่ได้เกิดจากพายุแต่เกิดจากบทเพลง, และใบหน้าของใครบางคนที่กำลังร้องไห้ขณะสลักรอยสุดท้ายลงบนแผ่นแก้ว

“อึก!” กานต์ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ภาพเหล่านั้นรุนแรงเกินกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะรับไหว ร่างของเขาถูกเหวี่ยงออกไปจากแท่นหินด้วยแรงสะท้อนกลับของพลังงาน

ชายชุดคลุมมองดูเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป—มันไม่ใช่ความเย็นชาอีกต่อไป แต่เป็นความหวาดกลัว “เจ้า... เจ้าได้ยินมันงั้นหรือ? เจ้าได้ยินเสียงของบรรพชนที่ถูกกักขัง?”

ก่อนที่กานต์จะได้ตอบโต้ เสียงคำรามที่ไม่ได้มาจากคนหรือเครื่องดนตรีก็ดังขึ้นจากส่วนลึกของอุโมงค์ มันเป็นเสียงของทรายที่กำลังไหลบ่าเข้ามา ราวกับว่าการที่กานต์ไปสัมผัสแกนแก้วได้ปลุกบางอย่างที่ควรจะหลับใหลให้ตื่นขึ้น แรงสั่นสะเทือนใต้ฝ่าเท้าทวีความรุนแรงขึ้นจนเขารู้สึกได้ว่าอุโมงค์นี้กำลังจะถล่มลงมา

“หนีไป!” ชายชุดคลุมตะโกน แต่น้ำเสียงนั้นกลับเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เขาไม่ได้ห้ามกานต์อีกต่อไป แต่กลับกางคทาออกเพื่อพยายามพยุงเพดานอุโมงค์ที่กำลังร่วงหล่น

กานต์พยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น ในความมืดมิดที่กำลังจะปิดตาย เขาเห็นเพียงแสงสีทองที่วูบวาบออกมาจากแกนแก้ว และเงาของชายปริศนาที่ค่อยๆ ถูกฝังอยู่ใต้เศษหิน ท่ามกลางเสียงพายุทรายที่กำลังถล่มลงมาปิดทางออก เขาตระหนักได้ว่าสิ่งที่เขาค้นพบไม่ใช่แค่เครื่องมือกู้คืนความทรงจำ แต่มันคือกุญแจที่เปิดประตูสู่หายนะที่กำลังจะตามมา

เขารีบคว้าแผ่นแก้วทรายที่เขามีติดตัวไว้แน่น พลางพยายามหาทางหนีออกจากความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาในรูปแบบของพายุทรายใต้ดิน

--- กานต์ค้นพบแกนเสียงดนตรีแห่งทรายในอุโมงค์โบราณและสัมผัสถึงความทรงจำที่ถูกกักขัง แต่การกระทำของเขาได้ปลุกพลังบางอย่างที่ทำให้เกิดการถล่มของอุโมงค์และการเผชิญหน้ากับชายลึกลับที่ดูเหมือนจะรู้ความลับของแกนแก้วนี้