ตอนที่ 5 — เศษซากแห่งความทรงจำและเงาปริศนา
เสียงครืนครั่นของเพดานอุโมงค์ที่กำลังถล่มลงมาดังสะท้อนไปทั่วโถงหินแคบๆ ราวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่กำลังบาดเจ็บ กานต์รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านฝ่าเท้าขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ ฝุ่นผงหนาทึบพุ่งกระจายขึ้นสู่ความมืดมิดบดบังทัศนวิสัยเพียงหนึ่งข้างที่เขามีอยู่ให้กลายเป็นสีเทาหม่น เขาขยับกายถอยร่น พยายามประคอง 'แกนเสียงดนตรีแห่งทราย' ไว้ในอ้อมแขนอย่างสุดชีวิต วัตถุนั้นสั่นระริกในมือเขา มันไม่ได้สั่นเพราะความกลัว แต่มันกำลังสั่นด้วยจังหวะที่รุนแรงและสับสน ราวกับว่ามันเพิ่งถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหลอันยาวนานด้วยการสัมผัสของมนุษย์
“ถอยไป! ถ้าเจ้ายังอยากจะรักษาสิ่งนั้นไว้ให้มีลมหายใจ!”
เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความเย็นเยียบดังแทรกผ่านเสียงหินถล่ม ชายลึกลับที่กานต์เห็นเพียงเงารางๆ ในความมืดเมื่อครู่ ก้าวออกมาจากมุมอับของโถงใต้ดิน แสงสลัวที่ลอดผ่านรอยแตกของเพดานเผยให้เห็นอาภรณ์สีเข้มที่ดูเก่าคร่ำคร่าแต่กลับตัดเย็บอย่างประณีต ชายผู้นั้นไม่ได้ดูเหมือนโจรทรายที่หยาบกระด้าง แต่เขามีบรรยากาศของนักปราชญ์ผู้ร่วงหล่น หรือไม่ก็เพชฌฆาตที่ซ่อนคมไว้ใต้รอยยิ้ม
กานต์ไม่ได้ตอบคำถาม เขาเพียงแต่กระชับแกนแก้วแน่นขึ้น ความร้อนจากวัตถุโบราณเริ่มแผ่ซ่านผ่านผิวหนัง เข้าสู่กระแสเลือด สัมผัสของมันทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังฟังบทเพลงที่ไม่มีเสียง เป็นท่วงทำนองที่ร้อยเรียงด้วยความโศกเศร้าของอารยธรรมที่สาบสูญ เขาพยายามจะก้าวถอยหลังเพื่อหาทางออก แต่อุโมงค์ด้านหลังกลับพังทลายลงมาปิดตายทางเดินเดิมไปเสียแล้ว
“มันไม่ใช่ของเล่นสำหรับเด็กหลงทางอย่างเจ้า” ชายลึกลับกล่าวต่อ ฝีเท้าของเขาหนักแน่นและมั่นคงจนกานต์สัมผัสได้ถึงจังหวะการเดินที่สม่ำเสมอ “แกนเสียงนี้ไม่ได้ต้องการเพียงแค่การครอบครอง แต่มันต้องการผู้ที่สามารถ ‘ประสาน’ กับมันได้ หากเจ้ายังทำตัวเป็นเพียงภาชนะที่ว่างเปล่า พลังของมันจะสูบกลืนจิตวิญญาณเจ้าจนเหลือเพียงเถ้าทราย”
“ผมไม่ได้มาเพื่อครอบครอง...” กานต์เค้นเสียงออกมาจากลำคอที่แห้งผาก “ผมมาเพื่อรักษา... รอยสลักที่กำลังหายไป พายุทรายกำลังลบเลือนทุกอย่าง และแกนนี้คือสิ่งเดียวที่อาจหยุดมันได้!”
ชายลึกลับนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาของเขาที่สะท้อนแสงสลัวดูเหมือนจะมองทะลุเข้าไปถึงความหวาดกลัวในใจของกานต์ “หยุดพายุทรายงั้นหรือ? เจ้าช่างเพ้อฝันเหมือนพวกช่างสลักในตำนานไม่มีผิด” เขาขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกหนึ่งก้าว “ข้าชื่อ ‘เซนอส’ และข้าอยู่ที่นี่เพื่อเฝ้าดูความตายของเสียงเพลงนี้มานานเกินกว่าที่เจ้าจะจินตนาการได้”
ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนมหาศาลก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงหินถล่ม แต่มันคือเสียงคำรามจากเบื้องล่าง อุโมงค์เริ่มบิดเบี้ยวราวกับเป็นสิ่งมีชีวิต กานต์รู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดที่ผิดปกติ แกนเสียงในมือเขาเริ่มเปล่งแสงสีทองหม่นออกมา มันสั่นสะเทือนจนมือของเขาชาหนึบ ภาพนิมิตบางอย่างวูบผ่านเข้ามาในหัวของเขา—ภาพของนครอารยันที่กำลังลอยล่องอยู่บนยอดคลื่นทรายที่สูงเทียมฟ้า ก่อนจะถูกพายุสีดำทะมึนกลืนกินหายไปในพริบตา
“หนีไปทางซอกหินด้านซ้าย!” เซนอสตะโกนสั่งพร้อมกับคว้าข้อมือของกานต์ กระชากให้เขาหลบหลีกเศษหินขนาดมหึมาที่ร่วงหล่นลงมาแทนที่จุดที่เขายืนอยู่เมื่อวินาทีที่แล้ว
กานต์วิ่งไปตามสัญชาตญาณ เสียงฝีเท้าของเซนอสที่ก้าวตามมาข้างๆ ช่วยให้เขารู้สึกถึงทิศทางในความมืดมิดที่บอดสนิท ความร้อนจากแกนเสียงเริ่มเปลี่ยนเป็นความเย็นจัดจนเขารู้สึกแสบผิว สัมผัสของมันเริ่มส่งเสียง ‘กระซิบ’ เข้ามาในโสตประสาท มันไม่ใช่เสียงดนตรีที่ไพเราะอีกต่อไป แต่มันคือเสียงร่ำไห้ของความทรงจำที่ถูกลืมเลือน
พวกเขามาหยุดอยู่ที่หน้าช่องว่างแคบๆ ที่ดูเหมือนจะเป็นทางระบายอากาศโบราณ กานต์หอบหายใจจนตัวโยน เหงื่อไหลซึมเข้าตาข้างที่เหลืออยู่จนพร่าเลือน เขาพยายามรวบรวมสมาธิเพื่อฟังเสียงรอบข้าง แทนที่จะมองหาทางออกด้วยดวงตาที่ไร้ประสิทธิภาพ เขาหลับตาลงและสัมผัสถึง ‘แรงสั่นสะเทือน’ ของอากาศ
“ทางนั้น...” กานต์ชี้ไปที่ซอกหินที่ดูเหมือนจะนำไปสู่พื้นที่กว้างกว่า “ผมรู้สึกได้... มีช่องว่างขนาดใหญ่ใต้ชั้นทรายนี้ มันไม่ได้เป็นแค่ทางเดิน แต่มันคือห้องโถงที่ซ่อนอยู่”
เซนอสมองตามนิ้วของกานต์ด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก “เจ้าเริ่ม ‘ฟัง’ มันแล้วสินะ ช่างสลักทรายน้อย...”
ขณะที่พวกเขากำลังจะเคลื่อนที่ต่อไป เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนกลุ่มหนึ่งก็ดังมาจากทางเข้าอุโมงค์ที่เพิ่งถล่มไป ไม่ใช่แค่คนเดียว แต่เป็นกลุ่มใหญ่ เสียงเหล็กกระทบกันและเสียงตะโกนห้าวหาญบ่งบอกชัดเจนว่าเป็นพวกโจรทรายที่ตามล่าเขามาตั้งแต่บนพื้นผิว
“มันต้องอยู่ในนี้! ข้าได้กลิ่นแก้วทรายโบราณ!” เสียงหนึ่งตะโกนก้อง
กานต์ใจหายวูบ เขาติดอยู่ระหว่างทางตันของอุโมงค์ที่กำลังถล่ม และกลุ่มโจรที่กระหายเลือดที่กำลังคืบคลานเข้ามา เซนอสจ้องมองกานต์ด้วยแววตาที่เคร่งเครียด ก่อนจะหยิบมีดสั้นที่ดูเหมือนทำจากแก้วทรายสีดำออกมาจากเอว
“ฟังข้านะกานต์” เซนอสกระซิบ เสียงของเขาเบาแต่ทรงพลัง “เจ้าต้องใช้แกนเสียงนั่น ไม่ใช่ในฐานะอาวุธ แต่ในฐานะ ‘เข็มทิศ’ จงหาจังหวะที่ทรายใต้เท้าเรากำลังสั่นไหวด้วยความถี่ที่สม่ำเสมอที่สุด แล้วกระแทกมันลงไปที่พื้นตรงนั้น... ถ้าเจ้าพลาด เราจะถูกฝังทั้งเป็นที่นี่”
กานต์กำแกนเสียงในมือแน่น หัวใจเต้นรัวแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอก เขาไม่รู้ว่าเขาสามารถทำได้หรือไม่ แต่เขารู้เพียงว่าหากเขาไม่ทำ ความทรงจำทั้งหมดของอารยันนคร และความลับที่เขาแบกรับมา จะถูกกลบฝังอยู่ใต้ผืนทรายแห่งนี้ตลอดกาล
แสงสว่างจากคบไฟของพวกโจรเริ่มสาดส่องเข้ามาในอุโมงค์ เงาของพวกมันทอดยาวมาตามผนังหินราวกับอสุรกาย กานต์สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามทำจิตใจให้สงบเหมือนยามที่เขากำลังสลักลวดลายลงบนแก้ว เขาเริ่มแยกแยะเสียง... เสียงลมที่ลอดผ่านรอยแยก เสียงหินที่ขยับตัว และเสียงสั่นสะเทือนที่แปลกประหลาดที่สุดซึ่งมาจากใต้ฝ่าเท้าของเขาเอง
มันเป็นจังหวะที่หนักแน่น... ตึก... ตึก... ตึก... เหมือนหัวใจของโลกที่กำลังเต้นอยู่ใต้ผืนทราย
“ตอนนี้แหละ!” เซนอสคำราม
กานต์รวบรวมกำลังทั้งหมดที่มี ทุ่มเทแรงกายและแรงใจลงไปที่แกนเสียงดนตรีแห่งทราย แล้วกระแทกมันลงบนพื้นหินที่สั่นสะเทือนนั้นอย่างสุดแรง!
วูบบบบบ!
แสงสีทองระเบิดออกจากการสัมผัส ไม่ใช่การระเบิดที่ทำลายล้าง แต่เป็นการระเบิดของคลื่นเสียงที่รุนแรงจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว พวกโจรที่กำลังก้าวเข้ามาถึงกับชะงักและล้มลงด้วยแรงกระแทกของคลื่นความถี่สูง กานต์รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนคว้าง และในวินาทีที่สติของเขากำลังจะหลุดลอย เขากลับได้ยินเสียงเพลงที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา—เป็นบทเพลงที่บอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นของทุกสรรพสิ่งในทะเลทรายแห่งนี้
ก่อนที่ความมืดจะเข้าครอบงำเขาอีกครั้ง เขาเห็นเซนอสมองมาที่เขาด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป—มันไม่ใช่ความเย็นชาอีกต่อไป แต่เป็นความหวาดหวั่นต่อสิ่งที่กำลังจะตื่นขึ้นจากการหลับใหล
--- กานต์และเซนอสติดอยู่ในอุโมงค์ที่กำลังถล่มและต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มโจรทรายที่ตามล่า กานต์ตัดสินใจใช้แกนเสียงดนตรีแห่งทรายสร้างคลื่นสั่นสะเทือนเพื่อหาทางรอด จนนำไปสู่การปลดปล่อยพลังบางอย่างที่สั่นคลอนความเข้าใจเดิมของเขาเกี่ยวกับโลกใบนี้