ตอนที่ 27 — รอยจารึกที่กรีดลึกและเงาแห่งการล่มสลาย
ความเจ็บปวดไม่ใช่สิ่งที่ Anwen คุ้นเคยนัก แต่นี่ไม่ใช่ความเจ็บปวดจากการถูกมีดบาดหรือการหกล้มบนทางลูกรัง มันคือความรู้สึกเหมือนมีเหล็กเผาไฟนับพันเล่มถูกกรีดลงไปใต้ผิวหนัง ลากยาวจากหัวไหล่ลงไปถึงแผ่นหลัง และหมุนวนอยู่รอบทรวงอก ทุกครั้งที่หัวใจของเธอเต้น รอยจารึกโบราณที่ฝังแน่นอยู่ในเนื้อหนังจะแผ่ความร้อนระอุออกมา ราวกับมันกำลังพยายามจะหยั่งรากลึกลงไปในกระดูกของเธอ
เธอนอนหอบหายใจอยู่บนพื้นไม้ที่เย็นเยียบของโรงเตี๊ยมที่เหลือเพียงซากปรักหักพัง กลิ่นไหม้ของไม้และกลิ่นอายของพลังงานประหลาดที่ยังคละคลุ้งอยู่ในอากาศทำให้เธอรู้สึกคลื่นไส้ แสงสว่างจากการระเบิดเมื่อครู่ยังคงทิ้งภาพติดตาเป็นสีฟ้าจัดที่กรีดผ่านม่านตา ทว่าความสว่างนั้นกลับถูกแทนที่ด้วยเงาดำทะมึนที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาหาเธอ
"มันไม่ใช่แค่รอยสัก... มันคือพันธสัญญา" เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบที่น่าอึดอัด
Anwen พยายามจะยันตัวขึ้น แต่ความเจ็บปวดที่หน้าอกทำให้เธอต้องทรุดลงไปอีกครั้ง เธอเห็นขุนนางลึกลับคนนั้นยืนอยู่เหนือร่างของเธอ เสื้อผ้าที่เคยดูหรูหราบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดินและเขม่าควัน แต่แววตาของเขายังคงเต็มไปด้วยความโลภที่เยือกเย็น ราวกับนักล่าที่เพิ่งพบขุมทรัพย์ที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิต
"วางมือจากตัวฉัน..." Anwen เค้นเสียงออกมาจากลำคอที่แห้งผาก
"วางมือหรือ?" ขุนนางผู้นั้นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ปราศจากความขบขัน "เจ้าไม่เข้าใจหรอกหญิงสาว เจ้าไม่ได้เป็นเพียงเจ้าของโรงเตี๊ยมที่โชคร้ายอีกต่อไป แต่เจ้าคือภาชนะ... คือที่พักพิงสุดท้ายของพลังที่โลกนี้หลงลืมไปแล้ว"
เขาย่อตัวลง มือที่สวมถุงมือหนังราคาแพงเอื้อมมาหมายจะสัมผัสที่รอยจารึกบนลำคอของเธอ Anwen สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากปลายนิ้วของเขา แต่มันกลับขัดกับความร้อนแรงที่กำลังเผาผลาญร่างของเธอ ในวินาทีนั้นเอง ความทรงจำที่เธอได้รับมาจากใต้รอยแยกก็พุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง ภาพของเครื่องจักรยักษ์ที่เคลื่อนไหวราวกับสิ่งมีชีวิต ภาพของดวงดาวที่ร่วงหล่น และเสียงกรีดร้องของแผ่นดินที่แตกสลาย
ทันใดนั้น พลังงานจากรอยจารึกก็ตอบสนองต่อความหวาดกลัวของเธอ มันไม่ได้ระเบิดออกเป็นแสงสว่างเหมือนครั้งก่อน แต่กลับเป็นคลื่นกระแทกสีดำสนิทที่พุ่งออกจากร่างกายของเธอราวกับคลื่นน้ำที่ซัดเข้าหาฝั่ง แรงกดดันมหาศาลผลักขุนนางผู้นั้นจนกระเด็นถอยหลังไปชนกับซากโต๊ะไม้ที่หักพัง เสียงกระดูกกระทบไม้ดังสนั่นท่ามกลางความเงียบ
แต่ความโกลาหลยังไม่จบสิ้น
จากรอยแยกที่ฉีกกระชากพื้นโรงเตี๊ยมออกเป็นทางยาว สิ่งมีชีวิตที่ดูเหมือนเงาสลัวที่ประกอบขึ้นจากเศษซากของความมืดและพลังงานสีฟ้ากำลังคืบคลานขึ้นมา มันไม่มีรูปร่างที่ชัดเจน มีเพียงดวงตาที่ส่องประกายจางๆ และเสียงขยับเขยื้อนที่ฟังดูเหมือนเสียงโลหะเสียดสีกัน สิ่งเหล่านั้นไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ขุนนาง หรือแม้แต่ที่ Anwen แต่มันกำลังมุ่งหน้าไปยัง 'บางสิ่ง' ที่ยังคงสั่นสะเทือนอยู่ใต้พื้นดิน
Anwen พยายามตะเกียกตะกายหนีออกจากรัศมีของการปะทะ เธอเห็นทหารราชสำนักที่เหลืออยู่พยายามจะกู้สถานการณ์ แต่พวกเขากลับดูไร้ความหมายเมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งที่หลุดออกมาจากมิติที่บิดเบี้ยว ความกลัวที่แท้จริงเริ่มกัดกินใจเธอ ไม่ใช่ความกลัวตาย แต่เป็นความกลัวต่อสิ่งที่เธอกำลังกลายเป็น
รอยจารึกบนผิวหนังของเธอเริ่มขยับ ราวกับมดนับล้านตัวที่กำลังชอนไชอยู่ใต้ชั้นผิวหนัง มันไม่ได้แค่เจ็บ แต่มันกำลัง 'สื่อสาร' ความรู้สึกถึงการล่มสลาย ความรู้สึกถึงจุดจบของยุคสมัยที่กำลังจะมาถึงผ่านจังหวะการเต้นของหัวใจที่ผิดเพี้ยน
ขุนนางผู้นั้นลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวและตัณหา "อย่าคิดว่าจะหนีพ้น! พลังนั่นเป็นของราชสำนัก! เป็นของข้า!" เขาตะโกนสั่งการทหารที่เหลืออยู่ "จับตัวนางมา! อย่าให้รอยจารึกนั่นเสียหาย!"
Anwen มองเห็นเงาของทหารที่กำลังล้อมเข้ามาหาเธอ ท่ามกลางเสียงคำรามของเครื่องจักรจากใต้ดินที่ดังสนั่นขึ้นเรื่อยๆ ราวกับเสียงกลองศึกที่ประกาศการเริ่มต้นของสงครามที่ไม่มีใครเตรียมตัวรับมือ เธอรู้ดีว่าในคืนนี้ โรงเตี๊ยมแห่งนี้จะไม่ใช่ที่พักพิงสำหรับผู้แสวงบุญอีกต่อไป แต่มันจะเป็นจุดเริ่มต้นของพายุที่จะพัดพาเอาทุกอย่างใน Castellane ให้พังทลายลง
ขณะที่มือของทหารคนแรกเอื้อมมาถึงตัวเธอ แสงสีฟ้าจากรอยแยกก็สว่างวาบขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงกระซิบที่ฟังดูเหมือนเสียงของคนนับพันที่พูดพร้อมกันว่า...
'จงตื่นขึ้น... ผู้สืบทอดแห่งความมืด...'
ภาพสุดท้ายที่ Anwen เห็นก่อนที่สติจะเลือนลางไป คือเงาของหญิงสาวปริศนาที่ยืนอยู่ตรงขอบของรอยแยก ดวงตาของหญิงสาวคนนั้นจ้องมองมาที่เธอด้วยความเศร้าสร้อยอย่างที่สุด ก่อนที่ความมืดมิดจะกลืนกินทุกสิ่งไป
--- Anwen เผชิญกับการพยายามควบคุมโดยขุนนางลึกลับ ทว่ารอยจารึกในตัวเธอกลับระเบิดพลังงานที่น่าสะพรึงกลัวออกมา พร้อมกับการปรากฏตัวของสิ่งมีชีวิตจากรอยแยกที่บ่งบอกถึงลางร้ายแห่งการล่มสลาย