← All chapters

The Pilgrims' Inn

Chapter 26Free

ตอนที่ 26 — รอยประทับแห่งความจริงและเงาที่คืบคลาน

กลิ่นไหม้ของไม้โอ๊คและกลิ่นอายของดินชื้นที่ถูกกระชากขึ้นมาจากรอยแยกใต้ดินอบอวลไปทั่วห้องโถงที่พังพินาศ Anwen พยายามประคองสติที่แตกซ่านของตนเอง ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือความเย็นเยียบที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง สวนทางกับความร้อนระอุที่หน้าอกตรงตำแหน่งที่รอยจารึกสลักลึกอยู่ใต้ผิวหนัง แสงสีฟ้าที่เคยสว่างจ้าจนตาพร่าบัดนี้ลดระดับลงเหลือเพียงแสงเรืองรองจางๆ ที่ดูคล้ายกับชีพจรที่เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอตามลมหายใจของเธอ

เธอยังคงนั่งพิงซากเคาน์เตอร์บาร์ที่บิดเบี้ยว เศษแก้วจากขวดสุราที่แตกกระจายแทรกซึมอยู่ตามรอยแตกของพื้นไม้ เสียงฝนที่ยังคงตกหนักอยู่ภายนอกดูเหมือนจะห่างไกลออกไปหลายไมล์ เมื่อเทียบกับความเงียบงันที่น่าอึดอัดซึ่งเข้าปกคลุมโรงเตี๊ยม The Pilgrims' Rest ในขณะนี้ Anwen มองดูมือที่สั่นเทาของตนเอง ผิวหนังบริเวณปลายนิ้วยังมีรอยไหม้จางๆ จากพลังงานที่ปะทุออกมา แต่นั่นเทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึกแปลกปลอมที่เหมือนมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือด

“Mistress Anwen...” เสียงหนึ่งดังขึ้นเบาๆ จากมุมมืดของห้องครัวที่พังทลาย Anwen สะดุ้งสุดตัว เธอเห็นร่างของ Fin ที่คลานออกมาจากใต้โต๊ะไม้หนา ใบหน้าของเด็กหนุ่มเปื้อนไปด้วยเขม่าควันและรอยแผลถลอก ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความสับสนและหวาดกลัว “ท่าน... ท่านไม่เป็นไรใช่ไหม? แล้ว Granny Nessa ล่ะ?”

“ข้ายังอยู่ตรงนี้ Fin” เสียงแหบพร่าของ Granny Nessa ดังตามมาพร้อมกับร่างของหญิงชราที่พยายามพยุงตัวขึ้นจากกองเศษอิฐ แม้จะดูสะบักสะบอม แต่ดวงตาที่เฉียบคมของเธอยังคงฉายแววตื่นตัว “เจ้าเด็กบ้า เอามือมานี่สิ ถ้าข้าเดินไม่ได้ เจ้าต้องเป็นคนแบกข้าไปล้างแผลนะ”

Anwen พยายามจะเอ่ยปากปลอบ แต่คำพูดกลับติดอยู่ที่ลำคอ เมื่อสายตาของเธอเหลือบไปเห็นเงาขนาดมหึมาที่ทาบทับลงมาบนพื้นห้องโถงผ่านรอยแตกของประตูที่ถูกทำลาย แสงจากคบไฟภายนอกสาดส่องเข้ามาเป็นลำยาว เผยให้เห็นเงาร่างของทหารในชุดเกราะที่ยืนเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบราวกับกำแพงเหล็กที่ไม่มีวันพังทลาย และที่โดดเด่นที่สุดคือเงาสูงใหญ่ของชายในชุดคลุมสีน้ำเงินขลิบทองที่ยืนอยู่เบื้องหน้ากองกำลังนั้น

“เปิดประตู! ในนามของราชสำนัก Castellane!” เสียงตะโกนนั้นดังกึกก้องจนฝุ่นผงบนเพดานร่วงกราวลงมา

Anwen รู้สึกถึงแรงกดดันที่มหาศาล มันไม่ใช่แค่ความกดดันจากอำนาจทางการเมือง แต่เป็นความรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังบีบอัดเข้ามาที่จุดเดียว เธอพยายามยันตัวขึ้นยืน แม้จะรู้สึกเหมือนกระดูกทุกชิ้นในร่างกำลังประท้วง ความเจ็บปวดที่หน้าอกทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อขุนนางผู้นั้นก้าวข้ามซากปรักหักพังเข้ามา แสงสลัวจากคบไฟสะท้อนให้เห็นใบหน้าที่คมเข้มและดวงตาที่ว่างเปล่าราวกับหลุมดำของเขา

“เจ้าไม่ได้แค่พบมัน Anwen...” ขุนนางหนุ่มกล่าว น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยทว่าแฝงไปด้วยความคลั่งไคล้ที่น่าสยดสยอง เขาไม่ได้มองความพินาศของโรงเตี๊ยมที่เธอสร้างมาทั้งชีวิต แต่สายตาของเขากลับจับจ้องมาที่หน้าอกของเธอ ราวกับสัตว์ป่าที่จดจ้องเหยื่อที่ล้ำค่าที่สุด “แต่เจ้ากลายเป็นมันไปแล้ว... เจ้ากลายเป็นกุญแจที่พวกเราตามหามานานแสนนาน”

“กุญแจงั้นหรือ?” Anwen เค่นเสียงหัวเราะที่ฟังดูเหมือนเสียงไม้แห้งหัก ท่ามกลางความหวาดกลัวที่เริ่มกัดกินหัวใจ เธอพยายามรักษาความเยือกเย็นแบบที่เคยใช้จัดการกับแขกที่ขี้เมาหรือพ่อค้าที่ขี้โกง “ท่านเรียกสิ่งที่เกือบจะทำลายโลกใบนี้ว่ากุญแจ? ท่านมองเห็นความพินาศที่อยู่ตรงหน้าเป็นเพียงเครื่องมือสร้างอำนาจงั้นหรือ?”

“อำนาจคือความจริงเพียงหนึ่งเดียวในโลกที่กำลังจะล่มสลายนี้ Anwen” ขุนนางผู้นั้นก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าว เสียงรองเท้าบูทหนังของเขากระทบพื้นไม้ดัง ตึก... ตึก... เป็นจังหวะที่ชวนให้ขนลุก “ราชสำนักไม่ได้ต้องการทำลายเครื่องจักรนั่น แต่เราต้องการ ‘ควบคุม’ มัน หากเรามีพลังที่สามารถกำหนดความเป็นไปของธรรมชาติได้ ภาษี ความอดอยาก หรือแม้แต่กบฏในหัวเมืองต่างๆ ก็จะเป็นเพียงเรื่องไร้สาระในอดีต”

“ควบคุมสิ่งที่เจ้าไม่เข้าใจ... นั่นคือจุดเริ่มต้นของนรก” Anwen สวนกลับ เธอรู้สึกถึงความร้อนที่หน้าอกเริ่มแผ่ซ่านออกมาเป็นวงกว้าง รอยจารึกใต้เสื้อผ้าของเธอเริ่มเรืองแสงสีฟ้าจางๆ ผ่านเนื้อผ้าที่ขาดวิ่น ทำให้ทหารที่ยืนคุมเชิงอยู่รอบๆ เริ่มขยับอาวุธในมือด้วยความระแวดระวัง

“จับตัวนางมา! แต่อย่าให้บาดเจ็บเกินกว่าที่จำเป็น!” ขุนนางสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

ทหารสองนายพุ่งเข้าหาเธอด้วยความรวดเร็ว Anwen พยายามจะถอยหนี แต่ร่างกายของเธอกลับรู้สึกหนักอึ้งเหมือนถูกตรึงไว้ด้วยแรงดึงดูดมหาศาล ในวินาทีที่ปลายดาบของทหารคนหนึ่งกำลังจะถึงตัวเธอ แสงสีฟ้าจากหน้าอกของเธอก็ระเบิดออกมาเป็นระลอกคลื่นพลังงานที่มองไม่เห็น มันไม่ได้รุนแรงเหมือนการระเบิดใต้ดิน แต่มันคือแรงผลักที่หนักแน่นและทรงพลังพอที่จะทำให้ทหารทั้งสองกระเด็นออกไปชนกับซากเคาน์เตอร์บาร์

“ถอยไป!” Anwen ตะโกน เสียงของเธอไม่ได้มาจากลำคอ แต่มันดังก้องมาจากภายในจิตวิญญาณของเธอเอง

Fin และ Granny Nessa พยายามจะวิ่งเข้ามาหาเธอ แต่ขุนนางผู้นั้นยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทหารหยุดชะงัก เขาไม่ได้ดูตกใจกับพลังที่เห็น ตรงกันข้าม เขากลับเผยรอยยิ้มที่เย็นเยียบออกมา

“น่าอัศจรรย์... พลังของมันกำลังตื่นขึ้นตามจังหวะชีพจรของเจ้า” เขาพึมพำ แววตาเต็มไปด้วยความโลภ “เจ้าเห็นไหม? มันกำลังสื่อสารกับเจ้า Anwen เจ้าคือผู้ที่ถูกเลือกให้เป็นสื่อกลางระหว่างโลกมนุษย์และพลังแห่งบรรพกาล”

“ข้าไม่ได้ถูกเลือก... ข้าแค่ถูกดึงเข้ามาในความบ้าคลั่งของพวกท่าน!” Anwen ตอบโต้ เธอรู้สึกได้ถึงความทรงจำที่ยังหลงเหลืออยู่จากใต้ดิน—ภาพของหญิงสาวปริศนาที่ดูเศร้าสร้อย—ภาพนั้นย้ำเตือนเธอว่าสิ่งที่ขุนนางผู้นี้เรียกว่าอำนาจ แท้จริงแล้วคือพันธนาการที่ไม่มีวันสิ้นสุด

สถานการณ์ในโรงเตี๊ยมบีบคั้นจนถึงขีดสุด ทหารราชสำนักเริ่มล้อมวงเข้ามาอย่างช้าๆ คล้ายกับนักล่าที่กำลังต้อนสัตว์ป่าเข้ามุม อาวุธโลหะสะท้อนแสงไฟวาววับ Anwen รู้ดีว่าเธอไม่สามารถต้านทานกองกำลังนี้ได้นานนัก เธอเหลือบมองไปรอบๆ หาทางหนี แต่ทางออกหลักถูกปิดกั้นด้วยทหาร และรอยแยกที่อยู่เบื้องหลังก็ดูเหมือนจะยังไม่สงบลงเสียทีเดียว

ทันใดนั้น เสียงคำรามที่แผ่วเบาแต่ทรงพลังก็ดังขึ้นจากใต้พื้นดินอีกครั้ง มันไม่ใช่เสียงของเครื่องจักร แต่มันคือเสียงของความว่างเปล่าที่กำลังตอบสนองต่อแสงสีฟ้าบนตัวเธอ แผ่นดินเริ่มสั่นสะเทือนเบาๆ อีกครั้ง และครั้งนี้มันไม่ได้มาในรูปแบบของแผ่นดินไหว แต่มันคือจังหวะที่สอดคล้องกับรอยจารึกบนหน้าอกของเธอ ตึก... ตึก... ตึก...

“มันกำลังเรียกเจ้า...” ขุนนางหนุ่มกระซิบ สายตาของเขาจับจ้องไปที่รอยแยกที่ยังคงเปิดกว้างอยู่หลังเคาน์เตอร์ “จงเลือกเสีย Anwen ระหว่างการถูกกักขังในกรงทองของราชสำนักเพื่อเป็นเครื่องมืออันยิ่งใหญ่ หรือจะยอมให้พลังนี้กลืนกินเจ้าจนไม่เหลือแม้แต่ร่างวิญญาณในความมืดมิดนั้น”

Anwen กวาดสายตามองไปยัง Fin ที่มีสีหน้าหวาดกลัว และ Granny Nessa ที่พยายามจะคว้าไม้พายใกล้ตัวมาเป็นอาวุณ เธอรู้ว่าหากเธอไม่ทำอะไรสักอย่าง ทุกคนในที่นี้จะต้องกลายเป็นเหยื่อของความทะเยอทะยานที่ไม่มีที่สิ้นสุด

ความโกรธเริ่มแผดเผาความกลัวในใจของเธอ Anwen ไม่ใช่แค่เจ้าของโรงเตี๊ยมที่รอรับแขกอีกต่อไป แต่เธอคือผู้ที่แบกรับความจริงที่โลกไม่พร้อมจะรับรู้ เธอตัดสินใจก้าวถอยหลังเข้าหาขอบรอยแยกที่ยังคงมีไอความร้อนและแสงสีฟ้าพวยพุ่งออกมา

“ถ้าพวกท่านต้องการกุญแจนัก...” Anwen กล่าวด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แววตาของเธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ว่างเปล่าของขุนนางหนุ่ม “ก็จงตามข้าลงไปในความมืดที่พวกท่านหวาดกลัวนักหนาสิ!”

สิ้นคำพูดของเธอ แสงสีฟ้าจากรอยจารึกก็ระเบิดออกอย่างรุนแรงจนกลายเป็นม่านแสงที่ปกคลุมไปทั่วห้องโถง ทหารราชสำนักต่างยกแขนขึ้นบังตา เสียงตะโกนและการปะทะกันของโลหะกลายเป็นเสียงอื้ออึงที่ฟังไม่ได้ศัพท์ Anwen รู้สึกเหมือนร่างกายกำลังถูกแรงดึงดูดมหาศาลกระชากลงสู่เบื้องล่าง ท่ามกลางความโกลาหลนั้น เธอเห็นเงาร่างของหญิงสาวปริศนาปรากฏขึ้นชั่วครู่ในม่านแสง ร่างนั้นไม่ได้ยื่นมือมาช่วย แต่ดูเหมือนกำลังรอคอยการตัดสินใจครั้งสำคัญของเธอ

โลกทั้งใบหมุนคว้าง Anwen รู้สึกถึงการร่วงหล่นที่ไม่มีจุดสิ้นสุด และเสียงกระซิบสุดท้ายที่ดังขึ้นในหูของเธอก่อนที่สติจะดับวูบไปคือ...

‘ความเมตตาที่แท้จริง... คือการทำลายพันธนาการ... ไม่ใช่การครอบครองมัน’

--- Anwen เผชิญหน้ากับขุนนางลึกลับและกองทหารราชสำนักที่บุกเข้ามาในโรงเตี๊ยมที่พังทลายเพื่อชิงตัวเธอในฐานะ 'กุญแจ' มีชีวิต ท่ามกลางแรงกดดันจากพลังงานที่กำลังตื่นขึ้น เธอตัดสินใจเผชิญหน้ากับความจริงโดยการกระโจนเข้าสู่ความลึกลับใต้ดินอีกครั้ง