ตอนที่ 68 — รอยแยกแห่งความทรงจำและเสียงเพรียกของอักขระ
ความเงียบในมิติรอยต่อไม่ใช่ความเงียบที่ว่างเปล่า แต่มันคือความเงียบที่หนักอึ้งเหมือนถูกกดทับด้วยน้ำหนักของหมึกนับล้านหยด บรอนเวนรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่ไม่ได้มาจากพื้นดิน แต่มาจากภายในกระดูกของเธอเอง มันคือแรงสั่นสะเทือนของอักขระต้นแบบที่กำลังเต้นเร่าอยู่ในสายเลือด ราวกับมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กนับพันกำลังพยายามจะกัดกินเนื้อหนังเพื่อหาทางออกไปสู่โลกภายนอก
“อย่าฝืนมัน...” เสียงของชายชุดเทาดังขึ้นข้างหู เขาไม่ได้เดินตามมา แต่ดูเหมือนเขาจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของความพร่าเลือนรอบกายเธอไปเสียแล้ว “หากเจ้าพยายามจะควบคุมอักขระด้วยเจตจำนงเพียงอย่างเดียว มันจะกลายเป็นอาวุธที่ย้อนกลับมาฉีกกระชากความทรงจำของเจ้าจนไม่เหลือแม้แต่ชื่อ”
บรอนเวนไม่ได้ตอบ เขาไม่ได้มีแรงเหลือพอจะเอื้อนเอ่ยแม้แต่คำเดียว ร่างกายของเธอยังคงมีรอยด่างพร้อยของหมึกที่จางหายและเข้มขึ้นสลับกันไปมาตามจังหวะการหายใจที่ติดขัด เธอพยายามรวบรวมสมาธิ นึกถึงกลิ่นกระดาษเก่าในหอสมุดแก้ว นึกถึงสัมผัสเย็นเยียบของแก้วที่เคยเป็นบ้าน นึกถึงความอบอุ่นของแสงวิเศษที่เธอเพิ่งค้นพบว่ามันคือสิ่งมีชีวิตที่ถูกทรมาน ความทรงจำเหล่านี้คือสมอเรือเพียงอย่างเดียวที่ยึดเหนี่ยวเธอไว้ไม่ให้ถูกกระแสธารแห่งความว่างเปล่าพัดพาไปสู่อดีตที่ถูกลบเลือน
ทันใดนั้น มิติรอบข้างก็บิดเบี้ยว รอยแยกที่เคยเป็นเพียงเส้นแสงบางๆ กลับขยายตัวออกราวกับปากของสัตว์ร้ายที่หิวโหย บรอนเวนรู้สึกเหมือนถูกกระชากผ่านท่อแคบๆ ที่ทำจากความมืดมิด ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่างเมื่ออักขระในเลือดของเธอเริ่มตอบสนองต่อแรงดึงดูดนั้น มันไม่ได้เพียงแค่เต้นเร่า แต่มันเริ่ม 'จารึก' ลงบนผิวหนังของเธอโดยที่เธอไม่ได้สั่ง รอยแดงฉานเริ่มลามจากข้อมือขึ้นสู่ลำคอ เป็นอักขระโบราณที่ดูราวกับเส้นเลือดที่แตกสลาย
“บรอนเวน! จับมือข้าไว้!” เสียงของชายชุดเทาตะโกนก้อง ทว่าเสียงนั้นกลับฟังดูไกลออกไปเหมือนดังมาจากใต้ก้นบึ้งของมหาสมุทร
เธอเอื้อมมือออกไปในความว่างเปล่า นิ้วมือของเธอสัมผัสได้เพียงความเย็นเยียบของอากาศที่ไร้ตัวตน แต่ก่อนที่เธอจะถอดใจ แรงดึงดูดมหาศาลก็กระชากเธอเข้าสู่แสงสว่างจ้าจนตาพร่ามัว
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง สิ่งแรกที่เธอสัมผัสได้ไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่เป็นความเย็นจัดของพื้นหินที่ชื้นแฉะ บรอนเวนสำลักอากาศเข้าปอดอย่างรุนแรง รสชาติของโลหะและหมึกยังคงติดอยู่ที่ปลายลิ้น เธอพยายามยันตัวขึ้น แต่ความรู้สึกหนักอึ้งที่หน้าอกทำให้เธอต้องทรุดลงไปอีกครั้ง รอบกายเธอไม่ใช่ความมืดมิดของมิติรอยต่อ แต่เป็นโถงทางเดินที่ยาวสุดลูกหูลูกตา ผนังทำจากหินสีเทาหม่นที่ดูเหมือนจะซึมซับแสงสว่างทั้งหมดในบริเวณนั้นไป
“ที่นี่... ไม่ใช่รอยแยก...” เธอพึมพำกับตัวเอง เสียงของเธอแหบพร่าจนแทบไม่ได้ยิน
เธอพยายามมองหาชายชุดเทา แต่เขาหายไปแล้ว เหลือเพียงความเงียบงันที่น่าขนลุก บรอนเวนเริ่มคลานไปตามทางเดิน พยายามสำรวจสภาพแวดล้อม มือของเธอสัมผัสกับสิ่งที่คล้ายกับเศษกระดาษที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น เมื่อเธอก้มลงมองดูใกล้ๆ หัวใจของเธอก็เต้นรัวด้วยความหวาดกลัว เศษกระดาษเหล่านั้นไม่ใช่เศษกระดาษธรรมดา แต่มันคือแผ่นหนังมนุษย์ที่ถูกจารึกด้วยอักขระที่เธอมองเห็นเพียงแวบเดียวก็ต้องเบือนหน้าหนีด้วยความสะอิดสะเอียน
ทางเดินนี้ดูเหมือนจะไม่มีจุดสิ้นสุด และที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ ทุกครั้งที่เธอขยับตัวไปข้างหน้า เธอจะรู้สึกเหมือนกำลังเดินย้อนกลับไปในความทรงจำของตัวเอง แสงสลัวที่ส่องลงมาจากเพดานที่มองไม่เห็นนั้นไม่ได้มาจากตะเกียง แต่มาจากตัวอักขระที่สลักอยู่บนผนังหิน มันเรืองแสงสีฟ้าหม่นอย่างอ่อนแรง และเมื่อเธอเดินผ่าน อักขระเหล่านั้นก็ดูเหมือนจะขยับเขยื้อน เปลี่ยนรูปร่างไปตามจังหวะก้าวเดินของเธอ
“เจ้ากำลังเดินเข้าสู่บทที่ถูกลืม...” เสียงกระซิบที่ไร้ที่มาดังขึ้นข้างใบหู มันไม่ใช่เสียงของชายชุดเทา และไม่ใช่เสียงของกลุ่มคนชุดขาว แต่มันคือเสียงที่ฟังดูเหมือนเสียงของหนังสือที่กำลังถูกเปิดออกทีละหน้า “บทที่ไม่มีใครอยากจดจำ บทที่ถูกเขียนทับด้วยความลวง และบทที่เจ้าต้องเป็นผู้จารึกจุดจบด้วยเลือดของตนเอง”
บรอนเวนหยุดกะทันหัน เธอหันกลับไปมองทางที่เธอเพิ่งเดินมา แต่สิ่งที่พบกลับไม่ใช่ทางเดินหินอีกต่อไป มันคือหน้ากระดาษสีขาวโพลนที่กว้างใหญ่และว่างเปล่า ราวกับว่าโลกที่เธอเพิ่งจากมาถูกลบออกไปจากประวัติศาสตร์อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
เธอต้องเดินต่อไปเท่านั้น ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะเดินไปข้างหน้าเพื่อหาคำตอบว่าชายชุดเทาอยู่ที่ไหน และทำไมอักขระในตัวเธอถึงได้เรียกร้องหาบางสิ่งที่อยู่ลึกเข้าไปในโถงทางเดินแห่งนี้
ขณะที่เธอเดินลึกเข้าไป ความมืดเริ่มหนาแน่นขึ้นจนมองไม่เห็นแม้แต่เท้าของตัวเอง บรอนเวนตัดสินใจใช้พลังที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด สั่งให้อักขระในสายเลือดเปล่งแสงออกมา แสงสีแดงฉานจากรอยจารึกบนแขนของเธอสว่างขึ้นชั่วขณะ เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
มันไม่ใช่ประตู และไม่ใช่ทางแยก แต่มันคือ 'หอจดหมายเหตุที่ถูกลืม' (The Forgotten Archive) ตามที่ชายชุดเทาเคยเปรยไว้ แต่มันไม่ได้อยู่ในรูปแบบของอาคาร แต่มันคือซากปรักหักพังของความจริงที่ลอยคว้างอยู่ในความว่างเปล่า ชั้นหนังสือที่ทำจากกระดูกและแสงวิเศษที่แตกสลายลอยล่องอยู่รอบๆ และท่ามกลางซากเหล่านั้น บรอนเวนเห็นร่างของใครบางคนนั่งอยู่บนกองหนังสือที่กำลังสลายตัว
ร่างนั้นสวมชุดสีเทาหม่นที่คุ้นตา เขากำลังก้มหน้าก้มตาเขียนบางอย่างลงบนแผ่นหมึกที่ลอยอยู่ในอากาศ
“ท่านมาแล้ว...” ชายชุดเทาพูดโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง “ข้าเกือบจะคิดว่าเจ้าถูกลบหายไปจากสารบบเสียแล้ว บรรณารักษ์ผู้หลงทาง”
“ท่านอยู่ที่นี่มาตลอดหรือ?” บรอนเวนถาม เสียงของเธอสั่นเครือด้วยความโล่งใจผสมความสับสน “แล้วทำไมท่านถึงไม่บอกข้าว่าการตามหาหอจดหมายเหตุนี้... จะต้องแลกด้วยการกลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน?”
ชายชุดเทาหยุดมือที่กำลังเขียน เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาดูเหนื่อยล้าและเต็มไปด้วยความลับที่ไม่อาจเปิดเผยได้ “มันไม่ใช่การแลกเปลี่ยน บรอนเวน แต่มันคือการทำสัญญา... และสัญญาที่เจ้าทำไว้กับอักขระต้นแบบนั้น ไม่มีทางที่จะยกเลิกได้โดยไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนที่เท่าเทียม”
เขายื่นมือมาทางเธอ ในมือนั้นมีวัตถุบางอย่างที่เรืองแสงสีทองอ่อนๆ มันคือเศษเสี้ยวของเข็มจารึกมิติที่แตกหัก “เจ้าต้องเลือกว่าจะใช้เศษเสี้ยวนี้เพื่อรักษาตัวตนที่กำลังจะหายไป หรือจะใช้มันเพื่อเปิดประตูสู่ความจริงที่แม้แต่กลุ่มคนชุดขาวก็ยังหวาดกลัว”
ก่อนที่บรอนเวนจะได้เอ่ยปากถาม สิ่งที่เธอเห็นในเงาสลัวด้านหลังชายชุดเทาก็ทำให้ลมหายใจของเธอสะดุด กลุ่มคนชุดขาวไม่ได้มาเพียงคนเดียว แต่พวกเขากำลังเคลื่อนที่ผ่านหน้ากระดาษแห่งความว่างเปล่า ราวกับเป็นเงาที่ไม่อาจถูกหยุดยั้งได้ และในมือของผู้นำกลุ่มคนเหล่านั้น... คือปากกาที่จารึกด้วยเลือดสีแดงสด ซึ่งกำลังเล็งตรงมาที่เธอ
“วิ่ง...” ชายชุดเทากระซิบ เสียงของเขาเต็มไปด้วยความเร่งรีบที่แทบจะเป็นการตะโกน “ก่อนที่พวกเขาจะเขียนชื่อเจ้าลงในรายชื่อผู้ถูกลบ!”
--- บรอนเวนหลุดพ้นจากมิติรอยต่อมาสู่หอจดหมายเหตุที่ถูกลืมซึ่งเป็นซากปรักหักพังของความจริง เธอได้พบกับชายชุดเทาอีกครั้ง แต่กลับถูกกลุ่มคนชุดขาวที่ตามล่ามาถึงในมิตินี้ พร้อมคำเตือนถึงอันตรายจากการถูกลบตัวตน