← All chapters

The Glass Library

Chapter 69Free

ตอนที่ 69 — คมปากกาในความเงียบและเสียงเพรียกจากซากปรักหักพัง

กลิ่นอายของความล่มสลายไม่ได้มีรสชาติเหมือนเถ้าถ่านอย่างที่บรอนเวนเคยจินตนาการ แต่มันกลับมีรสสัมผัสเหมือนหมึกเก่าที่แห้งกรังและกระดาษที่เปื่อยยุ่ยจนแทบจะกลายเป็นฝุ่นผง บรอนเวนยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของหอจดหมายเหตุที่ถูกลืม ความจริงที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่ แต่มันคือเศษเสี้ยวของมิติที่ถูกทิ้งขว้าง แสงสว่างที่ลอดผ่านรอยแยกของท้องฟ้าที่บิดเบี้ยวไม่ใช่แสงอาทิตย์ แต่มันคือแสงสีขาวจัดที่ดูคล้ายกับการถูกชะล้างด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่รุนแรงเกินไป

“พวกมันมาแล้ว” เสียงของชายชุดเทาแหบพร่า เขาไม่ได้พูดด้วยปาก แต่เสียงนั้นดังขึ้นในมโนสำนึกของเธอ ราวกับอักขระที่กำลังสั่นสะเทือนอยู่ในอากาศ บรอนเวนหันไปมองตามทิศทางที่เขาสื่อ สายตาของเธอพร่ามัวด้วยหยดหมึกที่ยังคงไหลซึมออกจากผิวหนัง เธอเห็นกลุ่มคนชุดขาวเคลื่อนที่ผ่านม่านหมอกแห่งความจริงที่กำลังแตกสลาย พวกเขาไม่ได้เดิน แต่ดูเหมือนจะ ‘ปรากฏตัว’ ขึ้นในตำแหน่งที่ควรจะเป็นตามลำดับการจารึกที่สมบูรณ์แบบ ทุกย่างก้าวของพวกเขาไร้ซึ่งเสียง และทุกการเคลื่อนไหวล้วนดูสะอาดสะอ้านจนน่าสะอิดสะเอียน

“เราจะหนีไปไหนได้อีก ในเมื่อแม้แต่ทางหนีก็ยังถูกเขียนทับไปแล้ว” บรอนเวนเค้นเสียงถาม ความรู้สึกเจ็บปวดแล่นพล่านไปตามเส้นเลือดที่ตอนนี้กลายเป็นลายเส้นอักขระสีเลือด เธอรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดที่พยายามจะลบเลือนตัวตนของเธอให้กลายเป็นเพียงหน้ากระดาษว่างเปล่า

ชายชุดเทาก้าวเข้ามาใกล้ เขาขยับมือที่ดูเหมือนจะประกอบขึ้นจากเงาและเศษกระดาษที่เย็บติดกัน “อย่าหนีด้วยเท้า แต่จงหนีด้วยการจารึก” เขาชี้ไปยังซากเสาหินที่ดูเหมือนจะไม่มีความหมายใดๆ “ที่นี่คือหอจดหมายเหตุที่ถูกลืม เพราะมันคือสิ่งที่ ‘ไม่ได้ถูกเขียน’ หากเธอสามารถแทรกแซงช่องว่างระหว่างบรรทัดได้ เราจะรอด”

ทันใดนั้น กลุ่มคนชุดขาวก็หยุดชะงัก หนึ่งในพวกเขายกมือขึ้น นิ้วมือที่เรียวยาวและขาวซีดราวกับกระดาษปอนด์ชี้ตรงมาที่บรอนเวน ทันทีที่ปลายนิ้วนั้นขยับ พื้นที่รอบตัวบรอนเวนก็เริ่มเกิดอาการ ‘พร่าเลือน’ มันไม่ใช่การจางหายไปเหมือนหมอก แต่เป็นการที่รายละเอียดของหินและเศษซากค่อยๆ กลายเป็นลายเส้นร่างที่ดูไม่เสร็จสมบูรณ์ ก่อนจะถูกขีดฆ่าด้วยเส้นสีขาวหนาเตอะ

“จารึก!” ชายชุดเทาตะโกน บรอนเวนไม่รอช้า เธอใช้มือที่สั่นเทาและเปื้อนหมึกสีเลือดตะปบลงบนพื้นหินที่กำลังถูกลบเลือน เธอไม่ได้พยายามจะสร้างกำแพงหรืออาวุธ แต่เธอพยายามจะ ‘จดจำ’ ความรู้สึกของหินก้อนนี้ ความสากของมัน ความเย็นของมัน และความหนักแน่นของมัน เธอใช้พลังแห่งอักขระต้นแบบที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือด ขุดลึกลงไปในความทรงจำเพื่อดึงเอา ‘ความจริง’ ของวัตถุนั้นออกมา

แสงสีแดงฉานระเบิดออกจากปลายนิ้วของเธอ มันปะทะกับเส้นสีขาวของกลุ่มคนชุดขาวจนเกิดเสียงดังเปรี๊ยะเหมือนกระดาษถูกฉีกขาด บรอนเวนเห็นความจริงที่น่าตกใจในวินาทีนั้น—กลุ่มคนชุดขาวไม่ได้ใช้พลังงาน แต่พวกเขาใช้ ‘ยางลบแห่งเจตจำนง’ ทุกครั้งที่พวกเขาเคลื่อนที่ผ่าน ความเป็นจริงจะถูกจัดระเบียบใหม่ให้กลายเป็นสิ่งที่พวกเขาสั่งการ

“บรอนเวน! อย่าปล่อยให้ความสงสัยกลืนกินเธอ!” ชายชุดเทาพยายามดึงเธอให้ถอยห่างจากรัศมีของการลบเลือน “พวกมันต้องการให้เธอสงสัยในตัวตน เพื่อที่มันจะได้เขียนทับเธอได้ง่ายขึ้น!”

บรอนเวนหอบหายใจ ร่างกายของเธอหนักอึ้งราวกับถูกจุ่มลงในหมึกถังใหญ่ เธอเห็นชายชุดเทากำลังเผชิญหน้ากับกลุ่มคนชุดขาวอย่างโดดเดี่ยว เขาไม่ได้ใช้การจารึกเพื่อสู้ แต่เขาใช้การ ‘ปกปิด’ เขาขยับเงาของเขาให้กลายเป็นม่านหมึกหนาทึบเพื่ออำพรางร่องรอยของเธอ แต่นั่นก็เป็นเพียงการซื้อเวลา

“ทำไมคุณถึงช่วยฉัน?” บรอนเวนถามขณะที่เธอกำลังตะเกียกตะกายผ่านซากปรักหักพังที่กำลังเปลี่ยนสภาพเป็นหน้ากระดาษเปล่า “คุณบอกว่าคุณคือผู้คุมกฎที่ล้มเหลว... แล้วทำไมคุณถึงยังพยายามจะรักษาเศษเสี้ยวที่พังทลายเหล่านี้ไว้?”

ชายชุดเทาหยุดชะงักเพียงครู่เดียว แววตาของเขาที่ซ่อนอยู่ใต้เงามืดดูเศร้าสร้อยเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้ “เพราะความจริงที่พังทลาย ยังมีค่ามากกว่าความลวงที่สมบูรณ์แบบ บรอนเวน... ความสมบูรณ์แบบคือจุดจบของเรื่องราว และฉันจะไม่ยอมให้เรื่องราวของโลกนี้จบลงด้วยปลายปากกาของพวกมัน”

เขาหันกลับไปเผชิญหน้ากับกลุ่มคนชุดขาวที่กำลังรุกคืบเข้ามา บรอนเวนเห็นหนึ่งในคนชุดขาวเริ่มก้าวข้ามผ่านม่านหมึกของเขา ราวกับว่ากฎเกณฑ์ของโลกใบใหม่ได้ทำลายอำนาจของเงาไปเสียแล้ว ในวินาทีที่ความสิ้นหวังกำลังจะเข้าครอบงำ บรอนเวนสังเกตเห็นบางอย่างที่ส่องประกายอยู่ใต้ซากหินที่เธอเพิ่งจารึกไป

มันคือเศษเสี้ยวของ ‘อักขระต้นแบบ’ ที่ไม่ได้อยู่ในสายเลือดของเธอ แต่มันถูกฝังอยู่ในโครงสร้างของหอจดหมายเหตุแห่งนี้ มันไม่ใช่แค่หมึก แต่มันคือ ‘แก่นสาร’ ที่แท้จริงของโลกก่อนที่จะถูกแบ่งแยกออกเป็นหน้ากระดาษ

“นั่นไง...” เธอพึมพำกับตัวเอง หัวใจเต้นรัวด้วยความหวังที่ปนเปไปกับความกลัว ถ้าเธอสามารถคว้าเศษเสี้ยวนั้นมาได้ และใช้มันร่วมกับอักขระในเลือดของเธอ... เธออาจจะไม่ใช่แค่ผู้รอดชีวิต แต่เธออาจจะเป็นผู้ที่สามารถ ‘แก้ไข’ พงศาวดารที่พวกมันกำลังเขียนทับได้

แต่ก่อนที่เธอจะเอื้อมมือไปถึง ความมืดมิดจากกลุ่มคนชุดขาวก็พุ่งเข้าหาเธอราวกับคลื่นยักษ์ พร้อมกับเสียงกระซิบที่ฟังดูเหมือนเสียงพลิกหน้ากระดาษนับพันเล่มพร้อมกันว่า: “บทที่สิบเก้า... ต้องถูกลบเลือน...”

บรอนเวนหลับตาลงและพุ่งตัวออกไป ทิ้งความกลัวไว้เบื้องหลัง ท่ามกลางพายุหมึกและแสงสีขาวที่กำลังจะกลืนกินทุกสิ่ง

--- บรอนเวนและชายชุดเทาถูกกลุ่มคนชุดขาวไล่ล่าในหอจดหมายเหตุที่ถูกลืม บรอนเวนค้นพบว่าการจารึกความจริงคือวิธีเดียวในการต่อต้านการลบเลือน และเธอพบเบาะแสสำคัญของอักขระต้นแบบที่อาจใช้แก้ไขพงศาวดารได้