← All chapters

The Glass Library

Chapter 67Free

ตอนที่ 67 — เศษเสี้ยวแห่งอักขระและเสียงกระซิบจากความทรงจำ

กลิ่นไหม้ของกระดาษที่ถูกเผาผลาญด้วยแสงวิเศษยังคงอบอวลอยู่ในอากาศที่บิดเบี้ยว บรอนเวนพยายามสูดลมหายใจเข้าปอด แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นเพียงรสฝาดของหมึกและไอระเหยของความว่างเปล่าที่ยังไม่จางหายไปจากประสาทสัมผัส ดวงตาอักขระยักษ์บนฟากฟ้ายังคงจับจ้องลงมา ราวกับดวงตาของพระเจ้าที่กำลังเพ่งพิจารณาความผิดพลาดของจักรวาล แสงสีขาวสว่างจ้าที่แผ่ออกมาจากกลุ่มคนชุดขาวนั้นไม่ใช่แสงแห่งความหวัง แต่มันคือแสงแห่งการลบเลือน—แสงที่พร้อมจะเปลี่ยนทุกความทรงจำ ทุกร่องรอย และทุกตัวตนให้กลายเป็นความว่างเปล่าที่ไร้ซึ่งประวัติศาสตร์

บรอนเวนก้มลงมองหนังสือลึกลับในมือของชายชุดเทา ข้อมูลที่เธอเพิ่งได้รับรู้เกี่ยวกับแสงวิเศษทำให้หัวใจของเธอหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว ความจริงที่ว่าแสงวิเศษคือสิ่งมีชีวิตที่ถูกกักขังและทารุณกรรมเพื่อสกัดเอาอักขระออกมานั้น ไม่ใช่แค่เรื่องราวที่น่าสลดใจ แต่มันคือรากฐานของคำลวงที่ค้ำจุนโลกใบนี้ไว้ เธอพลิกหน้ากระดาษอย่างสั่นเทา ข้อความเตือนภัยที่เป็นลายมือของเธอเองยังคงเด่นชัดอยู่บนหน้ากระดาษ ราวกับเป็นเสียงตะโกนจากตัวเธอในอนาคตที่ส่งผ่านมายังปัจจุบัน

“พวกเขากำลังสร้างโลกใหม่” ชายชุดเทากระซิบ เสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่สั่งสมมานานนับปี “ไม่ใช่โลกที่พัฒนาขึ้นจากสิ่งที่มีอยู่ แต่เป็นโลกที่ถูกเขียนทับโดยสมบูรณ์ ทุกอย่างที่คุณรู้จัก ทุกคนที่คุณเคยรัก จะถูกแทนที่ด้วยตัวละครในพงศาวดารชุดใหม่ที่พวกเขาเขียนขึ้นมาเอง”

บรอนเวนเงยหน้าขึ้นมองซากปรักหักพังของหอสมุดแก้วที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์แห่งปัญญา บัดนี้เศษแก้วที่แตกกระจายสะท้อนภาพท้องฟ้าที่กำลังร้าวราน “แล้วเราจะหยุดมันได้อย่างไร? ในเมื่อแม้แต่ความทรงจำของฉันก็ยังถูกตั้งคำถามว่ามันคือของจริงหรือแค่สิ่งที่ถูกจารึกไว้?”

ชายชุดเทาไม่ได้ตอบในทันที เขาขยับมือที่สั่นเทาไปที่หน้าหนึ่งของหนังสือลึกลับเล่มนั้น “มีสิ่งหนึ่งที่พวกเขาทำไม่ได้... นั่นคือการควบคุม ‘อักขระต้นแบบ’ (Primal Glyphs) ที่อยู่ในสายเลือดของบรรณารักษ์ผู้ตื่นรู้ พวกเขาอาจจะเขียนทับโลกได้ แต่พวกเขาไม่สามารถเขียนทับเจตจำนงที่ฝังรากลึกอยู่ในรหัสพันธุกรรมแห่งอักขระได้”

คำพูดนั้นทำให้บรอนเวนรู้สึกถึงความร้อนรุ่มที่แล่นพล่านไปตามเส้นเลือด มันไม่ใช่ความร้อนจากไฟ แต่มันคือความร้อนจากอักขระสีเลือดที่ยังคงไหลเวียนอยู่ในตัวเธอ เธอสัมผัสได้ถึงมัน—จังหวะการเต้นของหัวใจที่ไม่ได้มีเพียงแค่เลือด แต่มีหยดหมึกแห่งความจริงซ่อนอยู่ข้างใน

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเป็นจังหวะก็ดังขึ้นท่ามกลางเสียงถล่มของซากปรักหักพัง กลุ่มคนชุดขาวเริ่มเคลื่อนไหว พวกเขาไม่ได้เดินอย่างมนุษย์ แต่เคลื่อนที่ผ่านมิติราวกับภาพวาดที่กำลังถูกลบและเขียนใหม่ในพริบตา ชุดสีขาวบริสุทธิ์ของพวกเขาดูสะอาดสะอ้านจนน่าสยดสยอง ท่ามกลางความโกลาหลของหอสมุดที่กำลังล่มสลาย

“พวกมันมาแล้ว” ชายชุดเทาคว้าข้อมือของเธอ “บรอนเวน ฟังฉันให้ดี สิ่งที่คุณต้องทำไม่ใช่การต่อสู้ด้วยกำลัง แต่คือการ ‘จารึก’ ความจริงที่พวกมันไม่สามารถลบได้ คุณต้องหาทางไปยัง ‘หอจดหมายเหตุที่ถูกลืม’ (The Forgotten Archive) มันซ่อนอยู่ในรอยแยกมิติที่ลึกที่สุด ที่นั่นคือที่เดียวที่อักขระต้นแบบของคุณจะสามารถทำหน้าที่เป็นเข็มทิศนำทางไปสู่การกู้คืนความจริงทั้งหมดได้”

“แล้วคุณล่ะ?” บรอนเวนถาม ขณะที่เงาร่างของคนชุดขาวเริ่มปรากฏชัดขึ้นในระยะสายตา

“ฉันเป็นเพียงผู้คุมกฎที่ล้มเหลว” เขายิ้มอย่างขื่นขม “หน้าที่ของฉันคือการพาคุณไปให้ถึงจุดเริ่มต้น แม้ว่าฉันจะต้องกลายเป็นหมึกที่ถูกลบเลือนไปในระหว่างทางก็ตาม”

บรอนเวนไม่รอช้า เธอรู้ดีว่าเวลาของเธอเหลือไม่มาก ร่างกายของเธอเริ่มรู้สึกถึงความไม่มั่นคง เส้นขอบของนิ้วมือเริ่มพร่าเลือนและเปลี่ยนสภาพเป็นอักขระสีแดงจางๆ เธอพยายามรวบรวมสมาธิ ใช้ความทรงจำเกี่ยวกับกลิ่นกระดาษเก่า ความเย็นของแก้ว และรสชาติของความโดดเดี่ยวมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวตัวตน

ขณะที่เธอกำลังจะก้าวถอยหลังเพื่อหาทางหนี แสงสีขาวสว่างวาบก็พุ่งเข้าจู่โจมพื้นที่รอบตัว แรงกระแทกนั้นไม่ได้ทำให้เธอเจ็บปวดทางกาย แต่มันทำให้ความทรงจำของเธอสั่นคลอน เธอเห็นภาพตัวเองในวัยเด็กที่สำนักอาลักษณ์ เห็นใบหน้าของเพื่อนร่วมงานที่ค่อยๆ เลือนหายไปราวกับถูกยางลบยักษ์ถูออก บรอนเวนกรีดร้องออกมาแต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดจากลำคอที่มีแต่หมึก

“จารึกมันไว้!” เสียงของชายชุดเทาตะโกนก้องท่ามกลางเสียงระเบิดของมิติ “จารึกว่าคุณคือใคร!”

บรอนเวนหลับตาลงอย่างแรง เธอไม่ได้พยายามใช้เข็มจารึกมิติเหมือนครั้งก่อนๆ แต่เธอใช้ ‘หัวใจ’ ของเธอเอง เธอขุดค้นลงไปในส่วนที่ลึกที่สุดของจิตวิญญาณ ส่วนที่แม้แต่กลุ่มคนชุดขาวก็ยังเข้าไม่ถึง เธอเริ่มจารึกความรู้สึกของการเป็น ‘คนนอก’ การเป็นคนที่ถูกไล่ออกเพราะความสงสัย และการเป็นคนที่ปฏิเสธจะยอมรับความจริงที่ถูกสร้างขึ้น

ทันใดนั้น อักขระสีเลือดในตัวเธอก็ปะทุออกมา มันไม่ได้เป็นเพียงหมึก แต่มันคือเปลวไฟแห่งความจริงที่แผดเผาแสงสีขาวของพวกคนชุดขาวให้ถอยร่นไปชั่วขณะ ร่างกายที่เคยพร่าเลือนกลับมาแข็งแกร่งขึ้น แต่มันก็แลกมาด้วยความเจ็บปวดที่เหมือนถูกกรีดด้วยใบมีดแหลมคมนับพัน

“ทางนี้!” ชายชุดเทาชี้ไปยังรอยแยกมิติที่กำลังเปิดออกจากการปะทะกันของพลัง แสงสีเทาหม่นดูเหมือนจะเป็นช่องว่างที่ปลอดภัยกว่าแสงขาวที่กำลังไล่ล่า “เราต้องไปที่รอยแยกมิติก่อนที่ดวงตาบนฟากฟ้าจะปิดตายทางออก!”

บรอนเวนออกวิ่งไปตามเศษซากของหอสมุดแก้ว ทุกย่างก้าวของเธอทิ้งรอยอักขระสีเลือดไว้บนพื้นกระดาษและเศษแก้ว เธอรู้สึกได้ว่าโลกใบนี้กำลังจางหายไปเรื่อยๆ ราวกับภาพวาดที่ถูกพ่นน้ำใส่จนสีละลาย แต่ในความเลือนลางนั้น เธอกลับมองเห็นเส้นทางที่ชัดเจนขึ้น—เส้นทางที่ไม่ได้ถูกเขียนโดยใครคนอื่น แต่เป็นเส้นทางที่เธอต้องเป็นคนขีดเขียนมันขึ้นมาเอง

ทว่า ในจังหวะที่เธอกำลังจะก้าวข้ามรอยแยกมิติ สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่ซ่อนอยู่หลังเงาของคนชุดขาวกลุ่มหนึ่ง มันคือร่างของใครบางคนที่คุ้นเคย... ร่างที่ดูเหมือนจะหลุดออกมาจากหน้าหนังสือที่เธอเคยอ่าน และดูเหมือนร่างนั้นกำลังพยายามจะยื่นมือมาหาเธอ พร้อมกับกระซิบคำเตือนสุดท้ายที่ทำให้เลือดในกายของเธอเย็นเฉียบ

“อย่าเชื่อ... แม้แต่ความทรงจำของตัวเอง...”

--- บรอนเวนค้นพบว่าอักขระต้นแบบในสายเลือดคืออาวุธเดียวที่จะต่อต้านการเขียนทับโลกของกลุ่มคนชุดขาว เธอตัดสินใจใช้พลังแห่งตัวตนเพื่อเปิดทางหนีผ่านรอยแยกมิติพร้อมกับชายชุดเทา ท่ามกลางคำเตือนปริศนาที่ทำให้เธอเริ่มไม่มั่นใจในความทรงจำของตนเอง