← All chapters

The Glass Library

Chapter 121Free

ตอนที่ 121 — รากไม้แห่งอักขระที่หิวกระหาย

ความเงียบสงัดที่ควรจะเกิดขึ้นหลังพายุพลังงานสงบลง กลับกลายเป็นความเงียบที่หนักอึ้งและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม บรอนเวนยืนหอบหายใจถี่ กลิ่นไหม้ของโอโซนและกลิ่นจางๆ ของหมึกเวทมนตร์ยังคงอบอวลอยู่ในอากาศที่เย็นเยียบของห้องโถงผลึก แสงสีรุ้งที่เคยเจิดจ้าจากการประสานพลังของพวกเขาทั้งสาม บัดนี้มอดดับลง เหลือเพียงแสงสลัวจากรอยแตกของแก้วที่ยังคงสั่นไหว

"มันไม่หยุด..." เสียงของเซเลสเทนสั่นพร่า เธอทรุดกายลงข้างผลึกแก้วหลักที่บัดนี้ดูสงบนิ่งราวกับก้อนหินไร้ชีวิต แต่ดวงตาของเธอยังคงเบิกกว้างด้วยความตระหนก "เอเลียส บรอนเวน ดูนั่นสิ!"

เอเลียสละสายตาจากสัญลักษณ์สุดท้ายที่เขาเพิ่งสลักลงบนพื้นหิน เขาขยับตัวเข้ามาใกล้ แสงจากคบไฟที่พกติดตัวสะท้อนให้เห็นสิ่งที่กำลังคืบคลานอยู่บนพื้นห้องโถง รอยสลักอาคมที่เขาพยายามสร้างขึ้นเพื่อเบี่ยงเบนพลังงานไม่ได้หยุดลงเพียงแค่ที่ผลึกแก้ว แต่มันกำลังแตกตัวออกเป็นเส้นสายเล็กละเอียด ราวกับรากไม้สีดำสนิทที่หิวกระหาย มันชอนไชไปตามรอยแตกของพื้นหิน เคลื่อนที่อย่างมีทิศทางและรวดเร็วเกินกว่าจะเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางเวทมนตร์ที่ไร้เจตจำนง

"มันกำลังหาทางไปต่อ" เอเลียสพึมพำ เสียงของเขาทุ้มต่ำและเต็มไปด้วยความกังวล "รอยสลักเหล่านี้... มันไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงวงจรเบี่ยงเบน แต่มันกำลังใช้พลังงานที่เหลืออยู่เป็นแรงขับเคลื่อนในการขยายตัว"

บรอนเวนไม่ได้ฟังคำอธิบายของเขา สายตาของเธอจับจ้องไปยังจุดหมายของรากไม้สีดำเหล่านั้น มันไม่ได้มุ่งหน้าไปยังประตูทางออก หรือมุ่งหน้าไปยังเสาแก้วต้นอื่นๆ แต่มันกำลังมุ่งตรงไปยัง 'หนังสือโบราณ' ที่เธอกำลังโอบกอดไว้ในอ้อมแขน หนังสือเล่มนั้นที่เพิ่งจะส่องแสงแห่งความหวังและการฟื้นฟูออกมาเมื่อครู่ บัดนี้กลับสั่นสะท้านอยู่ในมือของเธอ ราวกับสัตว์ป่าที่กำลังหวาดกลัวต่อผู้ล่าที่มองไม่เห็น

"ถอยออกมา! บรอนเวน!" เอเลียสตะโกนพร้อมกับพุ่งตัวเข้าหาเธอ

แต่ไม่ทันเสียแล้ว รากไม้เส้นหนึ่งพุ่งพรวดขึ้นจากพื้นหินเพียงไม่กี่นิ้วจากปลายเท้าของเธอ มันไม่ได้แตะต้องผิวหนังของเธอ แต่มันพุ่งเข้าหาขอบปกหนังสือโบราณอย่างแม่นยำ ทันทีที่อักขระสีดำสัมผัสกับหน้ากระดาษ หนังสือเล่มนั้นก็ส่งเสียงกรีดร้อง—ไม่ใช่เสียงจากลำคอของสิ่งมีชีวิต แต่เป็นเสียงเสียดสีของกระดาษและหมึกที่ดังระงมไปทั่วโถงแก้ว

"มันกำลังกินเนื้อหา!" บรอนเวนตะโกน เธอพยายามใช้มือทั้งสองข้างปิดปกหนังสือไว้ แต่มันเหมือนกับการพยายามกั้นเขื่อนด้วยปลายนิ้ว รอยสลักสีดำเริ่มแทรกซึมผ่านช่องว่างระหว่างหน้ากระดาษ มันไม่ได้เพียงแค่ลบข้อความ แต่มันกำลัง 'เขียนทับ' ด้วยภาษาที่บรอนเวนไม่เคยเห็นมาก่อน ภาษาที่ดูเหมือนอักขระที่มีชีวิต มันขยับเขยื้อนและดิ้นรนอยู่บนหน้ากระดาษราวกับหนอนที่กำลังชอนไช

"เซเลสเทน! ช่วยด้วย!" บรอนเวนเรียกหาเพื่อนร่วมทาง

เซเลสเทนพยายามรวบรวมพลังแสงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด เธอชูมือขึ้นเหนือหัว พยายามสร้างเกราะแสงเพื่อขวางกั้นรากไม้เหล่านั้น "ฉันพยายามอยู่! แต่มัน... มันดูดกลืนแสงของฉันไป!"

ความจริงที่น่ากลัวเริ่มปรากฏชัด รอยสลักสีดำไม่ได้เพียงแค่เคลื่อนที่ แต่มันกำลังเปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบข้าง ทุกที่ที่รากไม้ผ่านไป พื้นหินที่เคยแข็งแกร่งจะกลายเป็นอ่อนนุ่มเหมือนกระดาษเปียก และแสงวิเศษที่เคยส่องสว่างจะถูกดูดหายไปทิ้งไว้เพียงความมืดมิดที่ข้นคลัก บรอนเวนรู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านมาจากหนังสือ มันไม่ใช่ความเย็นของน้ำแข็ง แต่เป็นความเย็นของการ 'ไม่มีอยู่'—ความว่างเปล่าที่พร้อมจะลบทุกสิ่งให้หายไป

"เราต้องตัดวงจรมัน!" เอเลียสคว้าเหล็กสลักขึ้นมา เขามองไปที่วงจรที่เขาสร้างไว้ "ถ้าเราไม่สามารถหยุดมันที่หนังสือได้ เราต้องทำลายจุดเชื่อมต่อที่พื้น!"

"ถ้าทำแบบนั้น พลังงานที่เหลืออยู่จะระเบิดออกนะ!" เซเลสเทนท้วง ใบหน้าของเธอซีดเผือด "มันอาจจะทำให้หอสมุดถล่มลงมาทั้งหลัง!"

"แล้วจะให้รออะไร!" เอเลียสตอบกลับด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "ปล่อยให้มันกินหนังสือโบราณจนหมด แล้วความจริงทั้งหมดของเอลเดอร์เมียร์จะกลายเป็นเพียงหน้ากระดาษที่ว่างเปล่า!"

บรอนเวนก้มมองหนังสือในมือ เธอเห็นอักขระสีเลือดที่เธอเพิ่งจะเขียนทับลงไปเมื่อครู่ กำลังถูกรากไม้สีดำม้วนกลืนกินไปทีละคำ เธอรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แปลกประหลาด มันไม่ใช่ความเจ็บทางกาย แต่มันคือความเจ็บปวดของความทรงจำที่กำลังถูกบิดเบือน เธอเห็นภาพเมืองเอลเดอร์เมียร์ที่เธอรัก... ภาพตลาดที่วุ่นวาย ภาพแสงแดดที่ตกกระทบกระจกหอสมุด... ทั้งหมดนั้นกำลังถูกเปลี่ยนเป็นอักขระที่ไร้ความหมาย

'อย่าให้มันเขียนจบ...' เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวของเธอ มันเป็นเสียงที่แหบพร่าและเก่าแก่ ราวกับมาจากก้นบึ้งของกาลเวลา 'อย่าให้มันเขียนถึงจุดจบ...'

"บรอนเวน! ทำอะไรสักอย่างสิ!" เสียงของเอเลียสดึงเธอกลับมาสู่ความจริง

บรอนเวนกัดริมฝีปากจนได้รสเลือด ความกลัวถูกเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น เธอไม่ได้เป็นเพียงบรรณารักษ์ที่คอยเก็บรักษาหนังสืออีกต่อไป แต่เธอคือผู้ที่ถูกเลือกให้ 'เขียนทับ' เธอหลับตาลง พยายามนึกถึงอักขระต้นแบบที่ไหลเวียนอยู่ในสายเลือดของเธอ มันไม่ใช่แค่พลัง แต่มันคือเจตจำนงแห่งการดำรงอยู่

เธอไม่ได้พยายามจะหยุดรากไม้ด้วยกำลัง แต่เธอพยายามจะ 'เปลี่ยน' เนื้อหาของมัน

"เอเลียส! สลักวงจรใหม่! อย่าสลักเพื่อกั้น แตาสลักเพื่อนำทาง!" บรอนเวนตะโกนสั่งการ "เซเลสเทน! อย่าใช้แสงเพื่อผลักดัน แต่ใช้แสงเพื่อเป็นหมึก! ให้แสงของเธอเป็นตัวกลางในการเขียนทับรอยสลักพวกนี้!"

ทั้งสามคนเริ่มเคลื่อนไหวอย่างสอดประสานในจังหวะที่บ้าคลั่ง เอเลียสขยับมือสลักลงบนพื้นหินด้วยความเร็วที่มองไม่ทัน เปลี่ยนทิศทางของรากไม้สีดำให้ม้วนตัวเข้าหากันแทนที่จะมุ่งไปที่หนังสือ เซเลสเทนทุ่มเทพลังแสงวิเศษทั้งหมดที่มี เธอไม่ได้ปล่อยมันออกมาเป็นลำแสง แต่เธอพยายามควบคุมให้มันข้นคลักและไหลลื่นเหมือนหมึกสีทองที่พุ่งเข้าสู่รอยแยกของอักขระสีดำ

ความขัดแย้งระหว่างแสงสีทองและหมึกสีดำทำให้เกิดเสียงระเบิดเล็กๆ ต่อเนื่องกันราวกับเสียงปืนกล ประกายไฟเวทมนตร์กระเด็นไปทั่วห้องโถง บรอนเวนใช้จังหวะนั้นเปิดหนังสือโบราณออกกว้าง เธอไม่ได้พยายามปิดมัน แต่เธอเริ่ม 'เขียน' ลงไปในความว่างเปล่าที่รากไม้กำลังสร้างขึ้น

เธอใช้ปลายนิ้วที่สั่นเทา จารึกอักขระแห่งการคงอยู่ลงบนความมืดมิดนั้น เธอไม่ได้เขียนเพื่อลบรากไม้ แต่เธอเขียนเพื่อเปลี่ยนรากไม้ให้กลายเป็น 'เส้นเรื่อง' ใหม่

"มันกำลังดึงดูดพลังงานจากฐานราก!" เอเลียสตะโกนเตือน ขณะที่พื้นหินใต้เท้าของเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง "บรอนเวน! มันไม่ได้แค่กินหนังสือ แต่มันกำลังใช้หนังสือเป็นสะพานเชื่อมลงไปข้างล่าง!"

คำพูดของเขาทำให้บรอนเวนเย็นวาบไปถึงสันหลัง หากรากไม้นี้ลามลงไปถึงฐานรากของเมืองเอลเดอร์เมียร์ ตามที่เอเลียสสงสัย... ทุกอย่างที่สร้างขึ้นบนพื้นดินนี้ ทั้งบ้านเรือน ถนนหนทาง และผู้คน จะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเพียงตัวอักษรบนหน้ากระดาษที่ว่างเปล่า

ทันใดนั้น รอยสลักที่กำลังต่อสู้กันอยู่ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ รากไม้สีดำไม่ได้ถอยร่น แต่มันกลับ 'ขยายตัว' อย่างกะทันหัน มันไม่ได้มุ่งหน้าสู่หนังสืออีกต่อไป แต่มันพุ่งทะลุพื้นหินลงไปสู่ความมืดมิดเบื้องล่างอย่างรวดเร็วราวกับลูกศรที่ถูกปล่อยจากคันธนู

"ไม่นะ!"

เสียงของบรอนเวนหายไปในความสั่นสะเทือนที่รุนแรงจนทำให้เพดานแก้วด้านบนสั่นไหว รอยสลักที่เคยเป็นเพียงเส้นสายบนพื้น บัดนี้กลายเป็นเหวขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยอักขระที่ดิ้นรน และในขณะที่พวกเขากำลังจะสูญเสียการควบคุม บรอนเวนก็สังเกตเห็นบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า

ที่ปลายสุดของรากไม้ที่กำลังดิ่งลงสู่ใต้ดินนั้น ไม่ใช่ความว่างเปล่า... แต่มันคือเงาร่างของใครบางคน ร่างหนึ่งที่ยืนตระหง่านอยู่ในความมืดมิดใต้ฐานรากของเมือง เป็นร่างที่สวมชุดขาวบริสุทธิ์ และกำลังถือปากกาขนนกขนาดใหญ่ที่กำลังจุ่มลงในหมึกสีเลือด

"เหล่าอาลักษณ์ไร้เสียง..." บรอนเวนพึมพำด้วยความหวาดกลัว

พวกเขามิได้ต้องการเพียงแค่ลบประวัติศาสตร์ แต่พวกเขากำลังเตรียมที่จะ 'เขียนหน้าใหม่' โดยใช้เมืองเอลเดอร์เมียร์ทั้งเมืองเป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียว

--- รอยสลักอาคมลุกลามกลายเป็นรากไม้ที่พยายามกลืนกินหนังสือโบราณและมุ่งหน้าสู่ฐานรากของเมือง บรอนเวนและเพื่อนๆ พยายามใช้พลังเขียนทับเพื่อควบคุมสถานการณ์ แต่กลับพบว่าศัตรูที่แท้จริงคือกลุ่มอาลักษณ์ไร้เสียงที่กำลังรอคอยการ 'เขียน' โลกใหม่จากใต้ดิน