ตอนที่ 122 — เสียงเพรียกจากรากอักขระ
ความเงียบสงัดในห้องใต้ดินของหอสมุดแก้วไม่ใช่ความเงียบที่ให้ความรู้สึกสงบ แต่มันคือความเงียบที่อื้ออึงไปด้วยเสียงสั่นสะเทือนของพลังงานที่มองไม่เห็น บรอนเวนรู้สึกได้ถึงแรงกดอากาศที่เปลี่ยนไป ราวกับว่าโลกทั้งใบกำลังถูกบีบอัดลงในพื้นที่แคบๆ ระหว่างหน้ากระดาษ รอยสลักอาคมที่เอเลียสพยายามใช้เพื่อเบี่ยงเบนพลังงาน บัดนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่บนพื้นหินหรือผลึกแก้ว แต่มันกำลังขยายตัวอย่างบ้าคลั่ง ราวกับรากไม้สีดำสนิทที่หิวโหย มันเลื้อยผ่านรอยแตกของพื้นหิน พุ่งทะยานขึ้นสู่ชั้นวางหนังสือโบราณด้วยความเร็วที่น่าขวัญเสีย
“มันไม่หยุด!” เสียงของเอเลียสดังแทรกความเงียบ เขาหอบหายใจหนัก ใบหน้าเปรอะเปื้อนด้วยเขม่าและรอยเลือดจางๆ จากการฝ่าแรงปะทะของพลังงาน มือของเขายังคงกำเหล็กสลักไว้แน่น แต่มันสั่นระริกจนแทบจะรักษาทรงไม่ได้ “ผมพยายามตัดวงจรแล้ว แต่มัน... มันเหมือนรากไม้พวกนี้มีชีวิต มันไม่ได้แค่ไหลไปตามรอยสลัก แต่มันกำลัง ‘เติบโต’ เข้าหาแหล่งพลังงาน!”
บรอนเวนมองตามทิศทางที่รากไม้เหล่านั้นมุ่งไป หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยจังหวะที่ผิดเพี้ยน รอยสลักสีดำขลับเหล่านั้นไม่ได้มีลักษณะเหมือนหมึกที่ถูกหยดลงบนพื้น แต่มันดูเหมือนเส้นเลือดที่เต้นตุบๆ อยู่ใต้ผิวโลก ทุกครั้งที่มันขยับขยาย บรอนเวนจะเห็นเศษเสี้ยวของตัวอักษรที่บิดเบี้ยวพยายามจะก่อตัวขึ้น—อักขระที่เธอไม่เคยเห็นในตำราเล่มใด มันคืออักขระที่ดูเก่าแก่และทรงอำนาจจนน่าขนลุก
“มันกำลังมุ่งหน้าไปที่หนังสือโบราณ!” เซเลสเทนตะโกนขึ้น เธอพยายามใช้พลังแสงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดสร้างเกราะป้องกันบางๆ รอบตัวหนังสือเล่มสำคัญ แสงสีทองของเธอหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัดจากการสูบพลังงานไปใช้ในการผนึกผลึกแก้วเมื่อครู่ “บรอนเวน! มันกำลังพยายามจะกลืนกินประวัติศาสตร์!”
บรอนเวนไม่รอช้า เธอทิ้งตัวลงบนพื้นหินที่เย็นเฉียบ พยายามยื่นมือออกไปหาหนังสือโบราณที่กำลังถูกรากไม้สีดำพันธนาการไว้ เธอมองเห็นภาพนิมิตที่น่าสะพรึงกลัว—ไม่ใช่ภาพการล่มสลายที่เธอเคยเขียนทับ แต่เป็นภาพของโลกที่กลายเป็นหน้ากระดาษเปล่าที่ไร้ซึ่งร่องรอยของมนุษย์ ไร้ซึ่งความทรงจำ ไร้ซึ่งตัวตน ทุกอย่างถูกขีดฆ่าจนเหลือเพียงความว่างเปล่าที่ขาวโพลน
“เราต้องเขียนทับมัน!” บรอนเวนตะโกนบอกเพื่อนๆ เธอหยิบสมุดบันทึกของแสงสะท้อนขึ้นมา ความรู้สึกของอักขระต้นแบบในสายเลือดของเธอเริ่มปะทุขึ้น มันร้อนผ่าวราวกับมีเข็มพันเล่มทิ่มแทงอยู่ในเส้นเลือด “ถ้ามันจะใช้การเขียนเพื่อสร้างโลกใหม่ เราก็ต้องใช้การเขียนเพื่อรักษาโลกเดิมไว้!”
ขณะที่เธอกำลังจะเริ่มจารึกอักขระปฏิเสธลงบนอากาศเพื่อสร้างแนวป้องกัน เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น—ไม่ใช่เสียงตะโกนของทหาร หรือเสียงระเบิดของพลังงาน แต่มันเป็นเสียงกระซิบที่แหบพร่าและเยือกเย็น ราวกับเสียงของคนนับพันที่พูดพร้อมกันในลำคอ
“จงคืนสู่ต้นฉบับ... จงลบเลือนความวุ่นวาย... ให้ทุกสิ่งกลับสู่ความบริสุทธิ์แห่งความว่างเปล่า...”
ร่างเงาหลายร่างเริ่มก่อตัวขึ้นจากความมืดที่ขอบแสงสว่าง พวกเขาไม่ได้สวมเกราะเหมือนทหารราชสำนัก แต่สวมชุดคลุมสีขาวสะอาดตาที่ดูขัดกับบรรยากาศอันโกลาหล ใบหน้าของพวกเขาถูกปกปิดด้วยหน้ากากสีขาวเรียบสนิท ไม่มีดวงตา ไม่มีปาก มีเพียงความว่างเปล่าที่จ้องมองมายังพวกเธอ
“อาลักษณ์ไร้เสียง...” เอเลียสพึมพำด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น เขาขยับตัวมาบังบรอนเวนไว้ “พวกเขามารอคอยสิ่งนี้อยู่แล้ว... พวกเขาไม่ได้มาเพื่อหยุดความวุ่นวาย แต่มาเพื่อทำให้มันสิ้นสุดลงด้วยการลบทุกอย่างทิ้ง!”
กลุ่มคนชุดขาวเคลื่อนที่อย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว ราวกับกลุ่มควัน พวกเขาไม่ได้ใช้ดาบหรือเวทมนตร์ที่รุนแรง แต่ทุกครั้งที่พวกเขาผ่านไป พื้นหินที่เคยมีรอยสลักอาคมจะกลายเป็นพื้นผิวที่เรียบเนียนจนน่าประหลาด เหมือนความทรงจำของหินก้อนนั้นถูกลบออกไปโดยสิ้นเชิง
“บรอนเวน! อย่าหยุด!” เซเลสเทนร้องเตือนเมื่อเห็นหนึ่งในคนชุดขาวกำลังพุ่งตรงมาทางเธอ แสงสีทองของเธอถูกปะทะด้วยคลื่นพลังงานสีขาวที่ดูดกลืนแสงสว่างไปจนหมดสิ้น เซเลสเทนทรุดลงกับพื้น ร่างกายของเธอสั่นสะท้านด้วยความเหนื่อยล้า
บรอนเวนกัดฟันแน่น ความเจ็บปวดจากการที่ร่างกายกำลังเปลี่ยนสภาพเป็นอักขระเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น เธอใช้มือที่สั่นเทาจารึกอักขระ 'คงอยู่' ลงบนอากาศ ความร้อนจากพลังงานของเธอปะทะกับรากไม้สีดำที่กำลังรัดรึงหนังสือโบราณ เกิดเป็นเสียงปะทะที่ดังสนั่นราวกับฟ้าผ่าในห้องใต้ดิน
“มันไม่ใช่แค่การเขียนทับธรรมดา...” บรอนเวนคิดในใจขณะที่ดวงตาของเธอเริ่มเห็นเส้นใยของความเป็นจริงที่กำลังฉีกขาด “พวกเขากำลังใช้รากไม้นี้เป็นเข็ม เพื่อเย็บโลกใบนี้เข้ากับความว่างเปล่า!”
ทันใดนั้น รากไม้ที่กำลังลามไปหาหนังสือโบราณก็หยุดชะงัก แต่มันไม่ได้ถอยกลับ แต่มันกลับเปลี่ยนทิศทาง มันไม่ได้มุ่งหน้าสู่หนังสืออีกต่อไป แต่มันเริ่มไชลงไปลึกขึ้น ลึกลงไปใต้ฐานรากของหอสมุดแก้ว ลึกลงไปสู่รากฐานของเมืองเอลเดอร์เมียร์
“พวกมันไม่ได้ต้องการแค่หนังสือ!” เอเลียสตะโกนบอกขณะที่เขาพยายามใช้เหล็กสลักต้านทานเงาของคนชุดขาวที่กำลังล้อมเข้ามา “พวกมันกำลังจะเปลี่ยนเมืองทั้งเมืองให้กลายเป็นหน้ากระดาษเปล่า!”
บรอนเวนมองเห็นภาพที่น่าสยดสยองยิ่งกว่าเดิมผ่านแรงสั่นสะเทือนใต้ฝ่าเท้า รากไม้แห่งอักขระเหล่านี้ไม่ได้ทำลายสิ่งก่อสร้าง แต่มันกำลัง 'ย่อยสลาย' ความเป็นจริงของเมืองเอลเดอร์เมียร์ให้กลายเป็นเพียงหมึกและกระดาษ เพื่อที่กลุ่มอาลักษณ์ไร้เสียงจะได้เริ่มการเขียนบทใหม่ที่พวกเขาต้องการ
ในวินาทีนั้นเอง ร่างของชายชุดเทาก็ปรากฏขึ้นที่ปลายทางเดินมืดสลัว เขาไม่ได้เข้ามาช่วย แต่เขายืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะทิ้งคำพูดสั้นๆ ที่ทำให้บรอนเวนรู้สึกเย็นวาบไปถึงกระดูก
“บทที่หนึ่งจบลงแล้ว บรอนเวน... ตอนนี้ถึงเวลาที่เจ้าต้องเลือกว่า จะเป็นผู้จารึกเรื่องราวที่เหลือ หรือจะเป็นเพียงหมึกที่ถูกใช้เพื่อลบเลือนมันทิ้ง”
ก่อนที่เธอจะได้ถามอะไรต่อ แรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้น รากไม้สีดำพุ่งทะลุพื้นหินขึ้นมาล้อมรอบตัวพวกเธอไว้ ราวกับจะดึงทุกคนลงสู่ก้นบึ้งของหน้ากระดาษที่ไร้จุดจบ
--- บรอนเวนและเพื่อนๆ พบว่ากลุ่มอาลักษณ์ไร้เสียงใช้รอยสลักอาคมเป็นรากไม้เพื่อมุ่งเป้าไปที่การลบเลือนรากฐานของเมืองเอลเดอร์เมียร์ให้กลายเป็นหน้ากระดาษเปล่า