← 章節目錄

The Monsoon Pier

章節 36免費

ตอนที่ 36 — เงาที่ทาบทับและจังหวะชีพจรที่สั่นคลอน

ความเย็นเยียบที่บาดลึกเข้าไปในไขกระดูกไม่ใช่ความรู้สึกของน้ำในฤดูมรสุม แต่มันคือความว่างเปล่าที่กำลังกัดกินตัวตนจากภายใน รินหมอบราบอยู่บนแท่นหินลอยฟ้าที่สั่นสะเทือนด้วยแรงสั่นสะเทือนที่มองไม่เห็น ทะเลหมอกรอบกายไม่ใช่หมอกสีขาวนวลอย่างที่เคยเห็นในยามเช้าที่เดลต้า แต่มันคือกลุ่มควันสีเทาหม่นที่หมุนวนราวกับมีชีวิต และในใจกลางของความโกลาหลนั้น รอยแยกมิติขนาดมหึมาได้ฉีกกระชากม่านแห่งความจริงออก เผยให้เห็นความมืดมิดที่ลึกยิ่งกว่าก้นบึ้งของมหาสมุทรใดๆ

รอยสักบนผิวหนังของเธอ—แผนที่ที่เคยเป็นเพียงหมึกจางๆ บนกระดาษเก่าของปู่เถาว์—บัดนี้มันคือเส้นเลือดที่เต้นตุบๆ อยู่ใต้ชั้นผิวหนัง มันไม่ใช่แค่ลวดลาย แต่มันคือสิ่งมีชีวิตที่กำลังหิวโหย ทุกครั้งที่สิ่งบรรพกาลขยับกายผ่านรอยแยก รอยสักจะเรืองแสงสีครามจัดจนน่ากลัว และทุกครั้งที่มันเรืองแสง รินจะรู้สึกเหมือนมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าที่เส้นประสาทเพื่อสูบเอาเศษเสี้ยวแห่งความทรงจำและจิตวิญญาณของเธอไปเป็นเชื้อเพลิงในการเปิดประตู

“อย่าปล่อยให้มันกลืนกินความทรงจำของเจ้า!” เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นท่ามกลางเสียงคำรามของมิติที่กำลังปริแตก ชายสวมหน้ากากปรากฏตัวขึ้นข้างกายเธอ ร่างของเขาดูเลือนลางราวกับภาพสะท้อนในผิวน้ำที่ถูกกวนจนขุ่น “หากเจ้าเสียตัวตนไป เจ้าจะไม่ใช่ผู้ควบคุมกุญแจอีกต่อไป แต่เจ้าจะเป็นเพียงเปลือกหอยที่ว่างเปล่าให้พวกมันสิงสู่!”

รินพยายามจะเปล่งเสียงตอบ แต่ลำคอของเธอแห้งผากราวกับผืนดินที่ขาดน้ำมานานนับปี สายตาของเธอจับจ้องไปยังรอยแยกที่บิดเบี้ยวเบื้องหน้า สิ่งบรรพกาลที่เพิ่งปรากฏตัวออกมาไม่ใช่เพียงแค่เงา แต่มันคือมวลสารมหาศาลที่ขัดต่อกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ มันมีรูปลักษณ์คล้ายรยางค์ขนาดมหึมาที่ทำจากของเหลวสีดำสนิท ซึ่งพยายามจะแทรกตัวผ่านช่องว่างของมิติเข้ามา มันไม่ได้เคลื่อนที่ แต่มัน ‘ไหล’ เข้ามาในอากาศ ราวกับว่าความว่างเปล่าเองกำลังเคลื่อนที่เข้าหาเธอ

“ฉัน... ฉันต้องหยุดมัน...” รินเค้นเสียงออกมาอย่างยากลำบาก มือที่สั่นเทาของเธอเอื้อมไปแตะที่รอยสักตรงหน้าอก ความร้อนแรงของมันทำให้ผิวหนังของเธอไหม้เกรียม แต่เธอไม่มีทางเลือก เธอต้องใช้พลังนี้เพื่อสร้างสิ่งที่แข็งแกร่งพอจะต้านทานแรงดึงดูดจากก้นบึ้ง

รินหลับตาลง พยายามนึกถึงกระแสน้ำในคลองคำสาป นึกถึงจังหวะของคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งที่เดลต้า นึกถึงเสียงพายกระทบน้ำยามเย็นที่แสนสงบ เธอพยายามจะดึงความรู้สึกเหล่านั้นมาเป็นสมอเหนี่ยวรั้งจิตใจไม่ให้หลุดลอยไปกับความมืด แต่ทันทีที่เธอพยายามจะ ‘สั่งการ’ พลัง รอยสักกลับตอบโต้ด้วยความรุนแรง มันไม่ได้ทำตามคำสั่งของเธอ แต่มันกำลัง ‘ตอบสนอง’ ต่อสิ่งที่อยู่ข้างนอกนั่น

รอยสักเริ่มขยายตัวออกไปตามลำแขนและลำคอ ราวกับรากไม้ที่กำลังชอนไช รินกรีดร้องเมื่อรู้สึกว่าความเจ็บปวดนั้นไม่ได้อยู่ที่ผิวหนัง แต่อยู่ที่ลึกลงไปในจิตใต้สำนึก ภาพของปู่เถาว์ที่กำลังยิ้มให้เธอท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ ถูกแทนที่ด้วยภาพของมหาสมุทรที่กลายเป็นสีเลือด และดวงตายักษ์ที่จ้องมองมาจากความมืด

“มันกำลังเชื่อมต่อ!” ชายหน้ากากตะโกน เขาพุ่งตัวเข้ามาคว้าไหล่ของรินไว้ “ริน! ตัดการเชื่อมต่อเดี๋ยวนี้! อย่าให้มันดึงเจ้าลงไป!”

แต่รินไม่สามารถทำได้ ร่างกายของเธอไม่ใช่ของเธออีกต่อไป เธอรู้สึกเหมือนตนเองเป็นเพียงสะพานที่เชื่อมระหว่างโลกเบื้องบนและโลกใต้บาดาล และสะพานแห่งนี้กำลังถูกบดขยี้ด้วยน้ำหนักของสิ่งบรรพกาลที่พยายามจะข้ามผ่านมา รอยแยกมิติขยายกว้างขึ้นจนแท่นหินที่เธอยืนอยู่เริ่มปริแตก เสียงหินแตกกระจายดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงฟ้าร้องในกลางมรสุม

ท่ามกลางความโกลาหล รินสังเกตเห็นบางอย่าง ดวงตาปริศนาที่เคยจ้องมองเธอผ่านรอยสัก บัดนี้มันไม่ได้อยู่แค่ในความคิด แต่มันปรากฏขึ้นในอากาศเบื้องหน้า รอยแยกมิติไม่ได้เป็นเพียงช่องว่าง แต่มันคือ ‘ดวงตา’ ขนาดมหึมาที่กำลังจ้องมองมาที่เธอด้วยความกระหาย รินรับรู้ได้ถึงความหมายของมัน—เธอไม่ใช่แค่กุญแจ แต่เธอคือ ‘เหยื่อ’ ที่ถูกล่อมาเพื่อเปิดทางให้ราชาแห่งความมืดได้กลับคืนสู่บัลลังก์

“ไม่...” รินพึมพำ น้ำตาไหลอาบแก้มขณะที่ความมืดเริ่มเอ่อล้นออกจากรอยแยกมาสัมผัสที่ปลายเท้าของเธอ มันเย็นจัดจนความรู้สึกชาเริ่มลามขึ้นมาถึงเข่า “ฉันจะไม่เป็นเครื่องมือของพวกมัน...”

เธอตัดสินใจทำในสิ่งที่บ้าบิ่นที่สุด แทนที่จะพยายามต้านทานหรือพยายามควบคุม เธอตัดสินใจ ‘ปล่อย’ ให้กระแสน้ำไหลผ่านตัวเธอไปอย่างอิสระ เธอเลิกพยายามจะปิดกั้นความเจ็บปวด แต่ยอมรับมันราวกับเป็นส่วนหนึ่งของสายน้ำ เธอพยายามทำตัวให้เบาหวิวราวกับฟองอากาศ เพื่อไม่ให้แรงดึงดูดของรอยสักสามารถยึดเหนี่ยวจิตวิญญาณของเธอไว้ได้

ทันใดนั้น พลังที่เคยพุ่งพล่านอย่างบ้าคลั่งกลับเปลี่ยนเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ รอยสักบนตัวเธอเริ่มสั่นไหวเป็นจังหวะเดียวกับเสียงหัวใจของเธอ แต่มันไม่ใช่จังหวะที่สงบ มันคือจังหวะของพายุที่กำลังก่อตัว รอยแยกมิติเริ่มสั่นสะท้าน ไม่ใช่เพราะมันกำลังจะเปิดออกกว้างขึ้น แต่เพราะมันกำลัง ‘บีบอัด’ ตัวเองลง

“เจ้าทำอะไรลงไป?!” ชายหน้ากากอุทานด้วยความตกตะลึง เขาพยายามจะดึงตัวรินออกมาจากจุดศูนย์กลางของพายุ แต่แรงกดดันมหาศาลกลับผลักเขาออกไป

รินไม่ได้ยินเสียงของเขาอีกต่อไป ในหูของเธอมีเพียงเสียงกระซิบของสายน้ำที่ไหลวนอยู่ในร่าง รอยสักเริ่มเปล่งแสงสีขาวบริสุทธิ์—ไม่ใช่สีครามของพลังมิติ แต่เป็นสีขาวนวลราวกับแสงจันทร์ที่สะท้อนบนผิวน้ำในคืนมรสุมที่สงบที่สุด มันเป็นแสงที่ไม่ได้มาจากพลังของรอยสัก แต่เป็นแสงที่ออกมาจากความพยายามที่จะรักษาความเป็นมนุษย์ของเธอไว้

ทว่า ความพยายามนั้นกลับส่งผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง เมื่อแสงสีขาวปะทะกับความมืดมิดของสิ่งบรรพกาล แทนที่จะเป็นการทำลายล้าง มันกลับเกิดการ ‘ผสาน’ รอยแยกมิติเริ่มบิดเบี้ยวในลักษณะที่แปลกประหลาด มันไม่ได้เปิดออก หรือปิดลง แต่มันกำลัง ‘กลืนกิน’ สิ่งที่อยู่รอบข้างเข้าไป รยางค์สีดำของสิ่งบรรพกาลถูกดูดเข้าไปในรอยแยกอย่างรวดเร็ว พร้อมกับแท่นหินที่รินยืนอยู่ซึ่งเริ่มสลายกลายเป็นฝุ่นผง

รินรู้สึกถึงสภาวะไร้น้ำหนัก ความเจ็บปวดหายไป แทนที่ด้วยความว่างเปล่าที่แท้จริง เธอเห็นร่างของชายหน้ากากค่อยๆ เลือนหายไปในม่านหมอก และเห็นดวงตายักษ์นั้นขยับเขยื้อนด้วยความโกรธเกรี้ยว ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลง

เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง รินไม่ได้อยู่บนแท่นหิน และไม่ได้อยู่ในความมืดมิด เธอพบว่าตนเองกำลังลอยคว้างอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีทั้งบนและล่าง รอยสักบนแขนของเธอไม่ได้เรืองแสงอีกต่อไป แต่มันกลับกลายเป็นสีดำสนิทราวกับถ่าน และที่สำคัญที่สุด... เธอสามารถ ‘ได้ยิน’ เสียงของคลองคำสาป แว่วมาจากที่ไกลแสนไกล แต่มันไม่ใช่เสียงของน้ำที่ไหลตามธรรมชาติ มันเป็นเสียงของน้ำที่กำลังร่ำไห้ และท่ามกลางเสียงนั้น มีเสียงฝีเท้าของใครบางคนกำลังเดินใกล้เข้ามาบนผิวน้ำที่ไร้ขอบเขต

--- รินพยายามใช้การปล่อยวางแทนการควบคุมเพื่อรับมือกับรอยสักที่กำลังกลืนกินวิญญาณ ส่งผลให้เกิดการบิดเบี้ยวของมิติที่ดูดกลืนทั้งสิ่งบรรพกาลและแท่นหินจนเธอหลุดเข้าสู่สภาวะที่ไร้ทิศทาง พร้อมกับเสียงฝีเท้าปริศนาที่ดังขึ้นบนผิวน้ำ