← 章節目錄

The Monsoon Pier

章節 35免費

ตอนที่ 35 — แท่นหินลอยฟ้าและเสียงเพรียกแห่งความว่างเปล่า

ความหนาวเย็นเสียดแทงเข้าถึงกระดูก ไม่ใช่ความหนาวของสายฝนที่รินคุ้นเคยในเดลต้า แต่มันคือความเย็นยะเยือกที่ไร้ซึ่งความชื้น เป็นความเย็นที่แห้งผากและว่างเปล่าราวกับอากาศรอบกายถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น รินลืมตาขึ้นด้วยความรู้สึกเหมือนปอดถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น เธอนอนหอบหายใจอยู่บนพื้นหินที่แข็งและขรุขระ สัมผัสของมันเย็นจัดจนผิวหนังแทบจะติดไปกับแท่นหิน เมื่อเธอพยายามยันตัวขึ้น ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับไม่ใช่ท้องฟ้าสีเลือดหรือห้องโถงคริสตัลที่เคยเห็น แต่มันคือมหาสมุทรแห่งหมอกสีขาวโพลนที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา

แท่นหินที่เธอนอนอยู่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นดิน แต่มันลอยคว้างอยู่ท่ามกลางทะเลหมอกที่ดูเหมือนจะไม่มีจุดสิ้นสุด เบื้องล่างคือความเวิ้งว้างที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง มีเพียงกลุ่มเมฆหมอกที่เคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าเหมือนสายน้ำที่ไหลวนอยู่ในความเงียบสงัด รินพยายามสูดอากาศเข้าปอด ลมหายใจของเธอออกมาเป็นไอสีขาวจางๆ ท่ามกลางความเงียบที่น่าอึดอัด เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสิ่งแปลกปลอมเพียงหนึ่งเดียวในจักรวาลที่หยุดนิ่งแห่งนี้

“ปู่...” เสียงของเธอแหบพร่าและเบาหวิวราวกับเศษใบไม้ที่ร่วงหล่น รินพยายามเรียกชื่อผู้เป็นปู่ แต่ไม่มีเสียงใดตอบกลับมา มีเพียงเสียงหวีดหวิวของลมที่พัดผ่านซอกหิน ซึ่งฟังดูคล้ายเสียงกระซิบของวิญญาณที่หลงทาง

ทันใดนั้น ความเจ็บปวดก็แล่นพล่านขึ้นมาจากผิวหนัง รอยสักบนแขนและลำตัวของเธอเริ่มเรืองแสงเป็นสีน้ำเงินเข้มจัด แต่มันไม่ใช่แสงที่ให้ความอบอุ่น มันคือแสงที่เต้นเร่าราวกับมีสิ่งมีชีวิตกำลังดิ้นรนอยู่ใต้ผิวหนัง รินกรีดร้องออกมาเมื่อรู้สึกว่าเส้นหมึกเหล่านั้นกำลังขยายตัวและฝังลึกเข้าไปในกล้ามเนื้อ รอยสักแผนที่ที่เคยเป็นเพียงลวดลายบนผิว บัดนี้มันเริ่มขยับเขยื้อนเหมือนงูที่พยายามจะชอนไชเข้าไปในกระแสเลือดของเธอ

เหนือศีรษะของเธอ รอยแยกมิติขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น มันไม่ได้ดูเหมือนรอยแตกของกระจก แต่มันเหมือนแผลเหวอะหวะบนผืนฟ้าที่ฉีกขาดออก เผยให้เห็นความมืดมิดที่ข้นคลั่กกว่าความมืดใดๆ ที่รินเคยพบเห็น พลังงานบางอย่างพุ่งพล่านออกมาจากรอยแยกนั้น มันไม่ใช่แค่ลม แต่มันคือแรงดึงดูดที่มหาศาล รอยสักบนตัวเธอเริ่มตอบสนองต่อรอยแยกนั้น มันดึงดูดพลังงานจากความว่างเปล่าและส่งผ่านความเจ็บปวดเข้าสู่ร่างกายของเธอโดยตรง

“หยุดนะ! ได้โปรดหยุด!” รินตะโกนใส่ความว่างเปล่า เธอพยายามใช้มือทั้งสองข้างกดทับรอยสักที่ลำคอ หวังจะหยุดยั้งการขยายตัวของมัน แต่ยิ่งเธอขัดขืน รอยสักก็ยิ่งดูดกลืนพลังงานจากจิตวิญญาณของเธอมากขึ้น รินรู้สึกเหมือนความทรงจำ ความรู้สึก และตัวตนของเธอกำลังถูกสูบออกไปผ่านทางรอยสักเหล่านั้น ภาพของอาส้ม ภาพของเรือนแพ และกลิ่นอายของตลาดน้ำในเดลต้าเริ่มเลือนลางลง ราวกับเธอกำลังถูกลบออกจากโลกใบเดิม

ท่ามกลางความทรมานนั้น รอยแยกมิติเบื้องบนเริ่มสั่นสะเทือน เงาทมิฬที่เธอเห็นในอควาเลียเริ่มแทรกตัวออกมาจากรอยแตก มันไม่ได้มาในรูปแบบของสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างชัดเจน แต่มันมาในรูปแบบของกลุ่มควันสีดำที่เคลื่อนที่อย่างมีจุดมุ่งหมาย พวกมันดูเหมือนมือขนาดมหึมาที่พยายามจะคว้าเอาแท่นหินที่เธอยืนอยู่ลงไปสู่ก้นบึ้งของความว่างเปล่า

“เจ้ากำลังทำลายสมดุล... กุญแจที่ไร้ผู้ควบคุม...”

เสียงหนึ่งดังขึ้น ไม่ได้มาจากอากาศรอบตัว แต่ดังขึ้นในหัวของรินโดยตรง มันเป็นเสียงที่ทุ้มต่ำและเย็นเยียบ ราวกับเสียงของหินที่บดขยี้กัน รินสะดุ้งสุดตัว เธอหันมองไปรอบๆ แท่นหินที่ว่างเปล่า แต่แล้วเธอก็เห็นเงาร่างหนึ่งยืนอยู่ตรงขอบของแท่นหิน ท่ามกลางหมอกที่หนาทึบ ชายสวมหน้ากากปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ผ้าคลุมของเขาพริ้วไหวไปตามแรงดึงดูดที่ผิดเพี้ยน ดวงตาหลังหน้ากากนั้นดูสงบนิ่งจนน่ากลัว ท่ามกลางความโกลาหลที่รินกำลังเผชิญ

“คุณ! ช่วยฉันด้วย!” รินร้องเรียกด้วยความหวังสุดท้าย “ช่วยหยุดมันที! รอยสักนี้มันกำลังจะฆ่าฉัน!”

ชายหน้ากากไม่ขยับเขยื้อน เขาเพียงแต่มองดูรอยแยกมิติที่กำลังขยายตัวและมองดูรอยสักที่กำลังกัดกินริน “ข้าไม่ได้มาเพื่อช่วยเจ้า ริน... ข้ามาเพื่อดูว่ากุญแจดอกนี้จะพังทลายลง หรือจะกลายเป็นสิ่งที่เปิดประตูสู่จุดจบของทุกสรรพสิ่งกันแน่”

คำพูดของเขาทำให้รินรู้สึกหนาวสั่นยิ่งกว่าเดิม รอยแยกมิติเบื้องบนเริ่มส่งเสียงคำราม มันไม่ใช่เสียงลม แต่มันคือเสียงกรีดร้องของมิติที่กำลังถูกฉีกขาด สิ่งบรรพกาลที่ถูกกักขังไว้เริ่มแสดงตัวชัดขึ้น เงาดำเหล่านั้นเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างที่คล้ายมนุษย์แต่บิดเบี้ยวและไร้ใบหน้า พวกมันเริ่มคืบคลานเข้ามาบนแท่นหินด้วยความเร็วที่ผิดธรรมชาติ

รินพยายามถอยหนี แต่แท่นหินที่เธออยู่กลับดูเหมือนจะเล็กลงเรื่อยๆ จากแรงดึงดูดของรอยแยก รอยสักที่แขนของเธอเริ่มเปล่งแสงสีทองจางๆ ออกมาเป็นครั้งแรก มันเป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งบรรพกาลที่กำลังเข้าใกล้ รินรู้สึกได้ถึงพลังงานมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่รอบตัว แต่มันเป็นพลังงานที่ควบคุมไม่ได้ มันเหมือนกับการพยายามถือกระแสน้ำวนด้วยมือเปล่า

“ถ้าเจ้าอยากรอด เจ้าต้องหยุดขัดขืน!” ชายหน้ากากตะโกนสั่ง เสียงของเขาเข้มขึ้น “อย่าพยายามบีบอัดมัน แต่จงปล่อยให้มันไหลผ่านตัวเจ้า เหมือนที่สายน้ำไหลผ่านร่องหิน! ถ้าเจ้าไม่เป็นหนึ่งเดียวกับมัน มันจะกลืนกินเจ้า!”

รินหลับตาลงด้วยความสับสน ความเจ็บปวดจากการถูกสูบวิญญาณยังคงดำเนินต่อไป แต่เธอก็เริ่มรับรู้ถึงจังหวะบางอย่าง รอยสักไม่ได้แค่ดูดพลังงาน แต่มันกำลังพยายาม 'สื่อสาร' กับความว่างเปล่ารอบตัว เธอสัมผัสได้ถึงกระแสพลังที่ไหลเวียนอยู่ระหว่างรอยแยกมิติและตัวเธอ มันคือจังหวะชีพจรของจักรวาลที่บิดเบี้ยว

เธอพยายามทำตามที่เขาบอก เธอเลิกเกร็งกล้ามเนื้อ เลิกพยายามขัดขืนความเจ็บปวด และลองปล่อยให้ความรู้สึกของรอยสักไหลเวียนไปตามเส้นเลือด ทันใดนั้น ความเจ็บปวดที่เคยแหลมคมก็เปลี่ยนเป็นความรู้สึกที่หนักอึ้งแต่คงที่ รอยสักเริ่มเปลี่ยนจากการกัดกินเป็นการเชื่อมต่อ รินรู้สึกว่าเธอสามารถ 'เห็น' กระแสน้ำแห่งพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ในมิติแห่งนี้ได้

แต่ความสำเร็จนั้นมีราคาที่ต้องจ่าย เงาดำที่กำลังคืบคลานเข้ามาหยุดชะงักลงชั่วครู่ พวกมันดูเหมือนจะรับรู้ได้ว่ากุญแจกำลังเริ่มทำงาน รอยแยกมิติเบื้องบนเริ่มสั่นสะเทือนรุนแรงขึ้นจนแท่นหินลอยฟ้าเริ่มเอียงวูบ รินต้องใช้แรงทั้งหมดที่มียึดเกาะขอบหินไว้เพื่อไม่ให้ร่วงหล่นลงไปในทะเลหมอก

“มันกำลังจะเปิดออกแล้ว...” ชายหน้ากากพึมพำ ดวงตาของเขาฉายแววบางอย่างที่รินอ่านไม่ออก ไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นความคาดหวังที่น่าขนลุก

ทันใดนั้น รอยแยกมิติเบื้องบนก็ระเบิดออก แสงสีขาวและดำสลับกันพุ่งเข้าใส่แท่นหินราวกับพายุคลั่ง รินรู้สึกเหมือนร่างกายของเธอถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ ก่อนจะถูกประกอบขึ้นใหม่ในชั่วพริบตา ท่ามกลางแสงสว่างที่ทำให้ตาพร่ามัว เธอเห็นบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัวกำลังโผล่พ้นออกมาจากรอยแยกนั้น... สิ่งที่ใหญ่โตเกินกว่าที่ดวงตามนุษย์จะรับไหว และมันกำลังจ้องมองมาที่เธอ

เสียงหนึ่งดังขึ้นในจิตใต้สำนึกของเธอ ไม่ใช่เสียงของปู่เถาว์ แต่เป็นเสียงที่เย็นเยียบและทรงพลังยิ่งกว่า “ในที่สุด... กุญแจก็ได้พบกับเจ้าของที่แท้จริง...”

รินกรีดร้อง แต่เสียงของเธอกลับถูกกลืนหายไปในความเงียบที่กำลังจะมาเยือน พร้อมกับความรู้สึกที่ว่าโลกที่เธอเคยรู้จักกำลังจะสูญสิ้นไปตลอดกาล

--- รินตื่นขึ้นบนแท่นหินลอยฟ้าท่ามกลางทะเลหมอกและต้องเผชิญกับรอยแยกมิติที่กำลังดึงดูดสิ่งบรรพกาลออกมาผ่านรอยสักบนร่างกาย เธอพยายามควบคุมพลังโดยการทำตามคำแนะนำของชายหน้ากาก จนกระทั่งสิ่งบรรพกาลขนาดมหึมาเริ่มปรากฏตัวผ่านรอยแยกมิติ