← 章節目錄

Inscriptions of the Sand City

章節 51免費

ตอนที่ 51 — เสียงเพรียกจากซากปรักและเงาแห่งความจริง

เสียงกรีดร้องของมิติที่กำลังพังทลายยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของกานต์ แม้ว่าความเงียบงันที่เย็นเยียบจะเริ่มเข้าปกคลุมพื้นที่รอบกายก็ตาม เขาลืมตาขึ้นพบกับภาพที่พร่าเลือนจากการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง นครเสียงสะท้อนที่เคยตั้งตระหง่านด้วยคลื่นเสียงแข็งตัว บัดนี้กำลังแตกสลายลงราวกับปราสาททรายที่ถูกคลื่นยักษ์ซัดสาด เศษซากของคลื่นเสียงที่กลายเป็นผลึกแก้วโปร่งแสงร่วงหล่นจากฟากฟ้าดั่งห่าฝนที่ไร้เสียง กานต์พยายามยันกายขึ้นจากพื้นผิวที่สั่นไหว ร่างกายของเขาหนักอึ้ง ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปตามรอยสลักที่ประดับอยู่บนผิวหนังแก้วทราย รอยจารึกเหล่านั้นไม่ได้เพียงแค่สวยงาม แต่มันกำลังแผดเผาและดึงรั้งตัวตนของเขาไว้ในจังหวะที่ผิดเพี้ยน

“กานต์! อย่าเพิ่งขยับ!” เสียงของเซนอสดังขึ้นข้างกาย มันเป็นเสียงที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า เซนอสโผล่ออกมาจากม่านฝุ่นแก้ว ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนและฝุ่นทรายที่เกาะกินตามเสื้อผ้า แววตาของเพื่อนร่วมเดินทางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกเมื่อมองไปยังทิศทางที่พวกเขาเพิ่งจากมา

เบื้องหลังของพวกเขานั้น สิ่งที่เคยเป็นนครอันวิจิตรกลับกลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความทรงจำที่กำลังแตกสลาย เหล่าผู้พิทักษ์จังหวะไม่ได้หายไป พวกมันเพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบจากการไล่ล่าที่รุนแรง เป็นการเคลื่อนที่อย่างเงียบเชียบและมั่นคงในเงามืดของซากปรักหักพัง ร่างกายที่เป็นแสงสีขาวนวลตาของพวกมันเคลื่อนไหวผ่านเศษแก้วราวกับวิญญาณที่ไร้ความรู้สึก ทุกย่างก้าวของพวกมันคือการลบเลือน ทุกสัมผัสคือการทำให้พื้นที่รอบข้างกลายเป็นความว่างเปล่า

“พวกมันกำลังปิดล้อมเรา” เซนอสกระซิบพลางคว้าไหล่กานต์ให้ลุกขึ้น “การที่นครล่มสลายแบบนี้ ไม่ใช่แค่เพราะพลังของแกนเสียงดนตรี แต่มันคือการที่ระบบกำลังพยายาม 'ล้างกระดาน' ใหม่ทั้งหมด กานต์... ความทรงจำที่นายพยายามรักษาไว้ มันกำลังทำให้โลกนี้รับไม่ได้”

กานต์ไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขาก้มลงมองมือของตนเอง ผิวหนังที่เป็นแก้วทรายของเขาสั่นสะเทือนตามจังหวะการเต้นของหัวใจที่เริ่มไม่เป็นมนุษย์ รอยสลักบนแขนของเขากำลังเรืองแสงสีทองอ่อนๆ มันคือเศษเสี้ยวของความจริงที่เขาเพิ่งได้รับรู้—ความจริงที่ว่าอารยันนครไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากความรุ่งโรจน์ แต่ถูกสร้างขึ้นบนซากศพของความทรงจำที่ถูกจงใจลบเลือนเพื่อแลกกับสันติภาพที่จอมปลอม

“ถ้าความทรงจำคือไวรัส... แล้วการที่ฉันพยายามสลักมันลงไปล่ะ?” กานต์ถาม เสียงของเขาฟังดูคล้ายเสียงแก้วกระทบกัน “มันคือการแพร่เชื้อ หรือเป็นการรักษา?”

ก่อนที่เซนอสจะได้ตอบ เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา มันไม่ใช่เสียงพูด แต่เป็นแรงสั่นสะเทือนที่กดทับลงบนชั้นบรรยากาศจนอากาศรอบตัวหนักอึ้ง กานต์หันไปมองตามสัญชาตญาณ และพบกับร่างหนึ่งที่ยืนอยู่ท่ามกลางเศษซากของหอคอยที่เพิ่งถล่มลงมา ร่างนั้นดูสูงโปร่งและสง่างามจนน่าประหลาด ท่ามกลางความโกลาหลของการล่มสลาย ร่างนั้นกลับดูนิ่งสงบราวกับเป็นศูนย์กลางของพายุ

“ความจริงไม่ใช่สิ่งที่ควรถูกรักษาไว้ด้วยความเจ็บปวด” ร่างนั้นเอ่ยขึ้น เสียงของเขานุ่มนวลแต่ทรงพลังพอที่จะทำให้คลื่นเสียงรอบข้างสงบนิ่งลงชั่วขณะ “แต่ความจริงคือสิ่งที่ต้องถูกขัดเกลาให้บริสุทธิ์ หากมันยังคงบิดเบี้ยวเช่นนี้ มันก็เป็นเพียงแค่ขยะทางประวัติศาสตร์ที่ไร้ค่า”

กานต์เบิกตากว้าง ร่างนั้นมีใบหน้าที่คล้ายคลึงกับเซนอสอย่างน่าประหลาด ทว่าแววตานั้นกลับว่างเปล่าและเย็นชา ราวกับเป็นกระจกเงาที่สะท้อนเพียงความว่างเปล่าของจักรวาล “นายเป็นใคร?” กานต์ถาม พยายามทรงตัวท่ามกลางพื้นดินที่เริ่มสั่นสะเทือนอีกครั้ง

“ฉันคือเสียงสะท้อนที่เหลืออยู่ของสิ่งที่พวกเจ้าเคยเป็น” ร่างปริศนาขยับก้าวเข้ามา ความเงียบเริ่มแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา ราวกับว่าเขาสามารถดูดกลืนเสียงทุกอย่างรอบข้างเข้าไปได้ “กานต์ ช่างสลักผู้พยายามจะเขียนบทกวีลงบนผืนทรายที่กำลังถูกลมพัด นายรู้หรือไม่ว่ายิ่งนายสลักลึกเท่าไหร่ นายก็ยิ่งทำให้แกนกลางของโลกนี้เปราะบางลงเท่านั้น”

เซนอสขยับมาบังหน้ากานต์ไว้ มือของเขากำอาวุธแน่น “หยุดพล่ามไร้สาระได้แล้ว! นายคือหนึ่งในพวก Resonators หรือเป็นแค่ภาพหลอนที่เกิดจากแกนเสียงกันแน่?”

ร่างปริศนาไม่ได้ตอบคำถาม แต่กลับชี้มือไปยังเส้นขอบฟ้าที่นครเสียงสะท้อนกำลังพังทลาย “ดูนั่นสิ... จังหวะที่แท้จริงกำลังจะกลับมา ความโกลาหลที่เจ้าสร้างขึ้นกำลังจะกลายเป็นจุดจบของทุกสิ่ง หรือไม่ก็... จุดเริ่มต้นของความเงียบชั่วนิรันดร์”

ทันใดนั้น พื้นดินใต้เท้าของพวกเขาก็แยกออก เสียงคำรามของมิติที่แตกสลายดังสนั่นหวั่นไหว เศษแก้วขนาดมหึมาพุ่งขึ้นมาจากรอยแยก กานต์รู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลที่พยายามจะกระชากเขาลงไปสู่เบื้องล่าง ร่างกายแก้วทรายของเขาเริ่มปริแตกจากแรงกดดันมหาศาล ความทรงจำที่เขาเก็บรักษาไว้—ภาพของอารยันนครที่รุ่งเรือง ภาพของครอบครัวที่เลือนราง และความเจ็บปวดจากการสูญเสีย—ทั้งหมดนั้นกำลังไหลทะลักออกมาเป็นคลื่นเสียงที่ไร้การควบคุม

“กานต์! จับมือฉันไว้!” เซนอสตะโกนสุดเสียง ท่ามกลางเสียงกัมปนาทที่กลบทุกสรรพสิ่ง

กานต์เอื้อมมือออกไป แต่แทนที่จะได้สัมผัสผิวหนังของเซนอส เขากลับสัมผัสได้เพียงความเย็นเยียบของอากาศที่ว่างเปล่า ร่างของเซนอสถูกคลื่นเสียงมหาศาลซัดจนกระเด็นออกไป กานต์พบว่าตัวเองกำลังร่วงหล่นลงสู่ใจกลางของรอยแยกที่กำลังขยายตัว ในขณะที่ร่วงหล่น เขามองเห็นเงาร่างปริศนานั้นยืนมองเขาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ไม่มีความสงสาร ไม่มีความโกรธ มีเพียงความนิ่งเฉยที่น่าสยดสยอง

ในวินาทีที่ความมืดมิดกำลังจะกลืนกินเขา กานต์ไม่ได้รู้สึกกลัวอย่างที่ควรจะเป็น เขากลับรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่คุ้นเคย—มันคือจังหวะของ 'แกนเสียงดนตรีแห่งทราย' ที่กำลังเรียกหาเขาจากก้นบึ้งของความล่มสลายนี้ มันไม่ใช่คำเชิญ แต่มันคือคำสั่งให้เขาต้องเลือกระหว่างการเป็นผู้จารึกประวัติศาสตร์ที่แตกสลาย หรือจะเป็นเพียงเศษแก้วที่ถูกลืมเลือนไปพร้อมกับเสียงสุดท้ายของโลกใบนี้

กานต์หลับตาลง ปล่อยให้ความเจ็บปวดนำทาง และในความมืดมิดนั้นเอง เขาได้ยินเสียงเพลง... เพลงที่ไม่ได้บรรเลงด้วยเครื่องดนตรี แต่บรรเลงด้วยความทรงจำที่กำลังจะสูญสิ้นไปตลอดกาล

--- กานต์และเซนอสเผชิญกับการล่มสลายอย่างสมบูรณ์ของนครเสียงสะท้อนและได้พบกับร่างปริศนาที่คล้ายเซนอสซึ่งท้าทายการคงอยู่ของความทรงจำ ก่อนที่กานต์จะถูกแรงดึงดูดจากรอยแยกมิติกระชากลงสู่ความมืดมิดที่นำไปสู่แกนเสียงดนตรี