← 章節目錄

The Scales of Oakmere

章節 38免費

ตอนที่ 38 — เสียงเพรียกจากความว่างเปล่า

กลิ่นไหม้ของกำมะถันและไอเย็นเยียบจากรอยแยกที่เปิดอ้าอยู่กลางเมืองโอ๊คเมียร์แทรกซึมเข้าสู่โสตประสาทของอัลดริก มันไม่ใช่กลิ่นของไฟที่เผาไหม้ไม้หรือฟาง แต่มันคือกลิ่นของความว่างเปล่า กลิ่นของสิ่งที่ไม่มีตัวตนแต่กลับมีน้ำหนักมหาศาลกดทับลงบนหน้าอก ลอร์ดแห่งโอ๊คเมียร์ยืนอยู่บนขอบเหวที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นลานกว้างหน้าโรงสี บัดนี้มันกลายเป็นปากทางสู่ขุมนรกที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง แสงสีฟ้าซีดจางจากกลไกโบราณเบื้องล่างสาดสะท้อนขึ้นมาเป็นจังหวะ ราวกับดวงตาของอสูรกายที่กำลังพยายามกะพริบตาในความมืด

เขามองดูซากปรักหักพังของบ้านเรือนที่ถูกแรงดึงดูดมหาศาลกระชากหายไปในพริบตา กองทหารหลวงที่เคยโอหังบัดนี้เหลือเพียงเศษเสี้ยวของเกราะเหล็กที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศก่อนจะถูกกลืนกินลงสู่ความมืดมิด เซอร์กัลเลนไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว—ไม่ใช่เพราะเขาตาย แต่อัลดริกสัมผัสได้ว่าความโลภที่เคยแผดเผาชายผู้นั้นถูกดูดกลืนไปพร้อมกับความทะเยอทะยานที่ไร้ก้นบึ้ง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าสยดสยองยิ่งกว่าเสียงคำรามของแผ่นดิน

“อัลดริก...” เสียงเรียกแผ่วเบาดังขึ้นจากด้านหลัง เขาหันไปพบเอลิดี้ ร่างของเธอเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นผงและคราบเขม่า ดวงตาของหลวงสาวที่เคยมั่นคงและเต็มไปด้วยความลับ บัดนี้ฉายแววของความหวาดกลัวที่แท้จริง “มันไม่ใช่แค่เมืองที่กำลังจะพัง แต่มันคือรอยร้าวของโลก อัลดริก... ผู้เฝ้าประตูไม่ได้แค่ตื่นขึ้น แต่มันกำลัง... หายใจ”

อัลดริกข่มความสั่นเทาในมือ เขาไม่ได้รู้สึกถึงความกลัวในฐานะมนุษย์ที่กำลังจะตาย แต่เขารู้สึกถึงความรับผิดชอบที่หนักอึ้งเกินกว่าที่ไหล่ของชายวัยกลางคนคนหนึ่งจะแบกรับได้ ตาชั่งข้าวหลวงที่เขาดูแลมาทั้งชีวิต—เครื่องมือแห่งความเที่ยงตรงที่เขายึดถือเป็นหลักยึดเหนี่ยว—บัดนี้กลายเป็นเพียงของเล่นไร้ค่าเมื่อเทียบกับตาชั่งแห่งสมดุลโลกที่กำลังเอียงกระเท่ห์อยู่เบื้องล่าง

เขาสูดลมหายใจที่เต็มไปด้วยฝุ่นผง ก่อนจะตัดสินใจก้าวลงสู่บันไดหินที่เหลือเพียงซากเศษซากซึ่งทอดตัวลงสู่ปากเหว “ถ้ามันกำลังหายใจ แปลว่ามันยังมีจังหวะ” อัลดริกกล่าว เสียงของเขาแหบพร่าแต่หนักแน่น “และถ้ามันมีจังหวะ... มันก็ต้องมีจุดที่สมดุล”

การเดินทางลงสู่เบื้องล่างเป็นประสบการณ์ที่ทำลายตรรกะทุกอย่างที่อัลดริกเคยรู้จัก แรงโน้มถ่วงทำงานอย่างผิดเพี้ยน บางช่วงเขารู้สึกเหมือนตัวเบาหวิวราวกับขนนกที่ลอยล่องในอากาศ แต่เพียงชั่วอึดใจ แรงดึงดูดมหาศาลก็กระชากเขากลับลงสู่พื้นหินจนกระดูกแทบแตก เขาต้องคลานและเกาะเกี่ยวไปตามฟันเฟืองโลหะขนาดยักษ์ที่หมุนวนอย่างช้าๆ ท่ามกลางเสียงครืดคราดที่สั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณ

ยิ่งลึกลงไป แสงสีฟ้าจากกลไกโบราณก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น มันไม่ใช่แสงสว่าง แต่มันคือพลังงานที่สั่นไหวด้วยความถี่สูงจนมองเห็นเป็นเส้นสายระยิบระยับในอากาศ อัลดริกพบว่าตัวเองกำลังเคลื่อนที่ผ่าน ‘มิติที่ซ้อนทับ’ ที่ซึ่งความจริงของโลกเบื้องบนและกลไกเบื้องล่างมาบรรจบกัน เขาเห็นภาพนิมิตของรากไม้ที่เติบโตขึ้นจากฟันเฟืองเหล็ก และเห็นสายน้ำที่ไหลย้อนกลับขึ้นสู่ท้องฟ้า ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่ซับซ้อนเกินกว่าสติปัญญาของมนุษย์จะเข้าใจได้

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นจากเงามืดเบื้องหน้า อัลดริกชักมีดสั้นที่พกติดตัวไว้—เครื่องมือที่เคยใช้เพียงตัดเชือกมัดกระสอบข้าว—ขึ้นมาเตรียมพร้อม แต่สิ่งที่ปรากฏตัวออกมากลับไม่ใช่ทหารหรืออสูรกาย แต่เป็นเงาร่างของชายในชุดคลุมสีขาวสะอาดตาที่ดูขัดกับสภาพความพินาศรอบตัวอย่างสิ้นเชิง

“ท่านมาถึงช้ากว่าที่ข้าคาดไว้ ลอร์ดแห่งโอ๊คเมียร์” ชายชุดขาวกล่าว น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยราวกับกำลังคุยเรื่องดินฟ้าอากาศในโรงสี “แต่ก็ยังดีกว่าไม่มาเลย”

“คุณเป็นใคร?” อัลดริกถาม พลางพยายามทรงตัวบนฟันเฟืองที่กำลังเคลื่อนที่

“ข้าคือผู้ที่คอยเฝ้ามองจังหวะที่ผิดเพี้ยน” ชายผู้นั้นเดินเข้ามาใกล้ แสงจากกลไกทำให้ใบหน้าของเขาดูเลือนราง “และสิ่งที่ท่านปลุกขึ้นมา... มันไม่ใช่เครื่องจักรที่เสีย แต่มันคือสิ่งมีชีวิตที่กำลังพยายามจะรักษาสมดุลของตัวเองจากการแทรกแซงของพวกท่าน”

อัลดริกขมวดคิ้ว “พวกเราไม่ได้ตั้งใจ... เราเพียงแค่...”

“เพียงแค่พยายามครอบครองสิ่งที่พวกท่านไม่เข้าใจ” ชายชุดขาวขัดขึ้น “ท่านเห็นรอยแยกนั่นไหม? มันไม่ได้ดูดกลืนเพียงแค่ผู้คน แต่มันกำลังดูดกลืน ‘ความเป็นจริง’ ของโลก Alcoron เข้าไป เพื่อชดเชยพลังงานที่พวกท่านสูญเสียไปจากการทำลายสมดุล”

คำพูดนั้นเหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจ อัลดริกตระหนักได้ทันทีว่าภารกิจของเขาไม่ใช่แค่การซ่อมแซมเครื่องจักร แต่มันคือการหยุดยั้งกระบวนการที่โลกกำลัง ‘กินตัวเอง’ เพื่อรักษาเสถียรภาพ

“ข้าต้องทำอย่างไร?” อัลดริกถามโดยไม่รีรอ เขาไม่มีเวลามาสงสัยในตัวตนของชายปริศนาคนนี้

ชายชุดขาวชี้ไปที่จุดศูนย์กลางของกลไก ซึ่งมีรอยแยกขนาดเล็กที่หมุนวนด้วยความเร็วสูง “ท่านต้องไปที่ ‘แกนกลางแห่งน้ำหนัก’ ที่นั่นคือที่ที่ตาชั่งที่แท้จริงตั้งอยู่ ท่านต้องใช้ความเที่ยงตรงที่ท่านภาคภูมิใจ... ไม่ใช่ในฐานะลอร์ดผู้ปกครอง แต่ในฐานะผู้ประคองสมดุล (Balancer) ท่านต้องสละสิ่งที่สำคัญที่สุด เพื่อให้โลกยังคงมีน้ำหนักที่เหมาะสม”

อัลดริกมองลงไปที่แกนกลางที่อยู่ลึกลงไปอีก มันดูเหมือนหลุมดำที่กำลังหมุนวนและแผ่รังสีความตายออกมา เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเอลิดี้ถึงต้องเก็บความลับนี้ไว้ และทำไมราชสำนักถึงโหยหาพลังนี้—เพราะใครก็ตามที่ควบคุมแกนกลางนี้ได้ จะเป็นผู้กำหนดน้ำหนักของทุกสิ่งในอาณาจักร

เขาก้าวเดินต่อไปตามทางเดินแคบๆ ที่สร้างจากฟันเฟืองและคานเหล็ก ทุกย่างก้าวคือการเดิมพันด้วยชีวิต ความเหนื่อยล้าที่เคยเกาะกินหัวใจมานานหลายปีถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นที่เย็นเยียบ เขาไม่ได้ต้องการชื่อเสียง ไม่ได้ต้องการอำนาจ เขาเพียงต้องการให้โอ๊คเมียร์กลับมาสงบสุข และต้องการให้ตาชั่งของเขากลับมาทำหน้าที่ของมันอย่างเที่ยงตรงอีกครั้ง—แม้ว่าราคาที่ต้องจ่ายอาจจะเป็นตัวเขาเองก็ตาม

ขณะที่เขากำลังจะถึงเขตแกนกลาง เสียงคำรามที่ดังยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ก็ระเบิดขึ้นจากใต้ฝ่าเท้า รอยแยกเบื้องล่างขยายตัวออกอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่ากลไก... บางสิ่งที่ดูเหมือนดวงตานับพันที่กำลังจ้องมองขึ้นมาหาเขาจากความมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้ง

--- อัลดริกตัดสินใจลงสู่เบื้องล่างเพื่อกู้คืนสมดุล และได้พบกับชายชุดขาวปริศนาที่เตือนเขาว่าโลกกำลังพยายามชดเชยสมดุลด้วยการกลืนกินความเป็นจริง เขาต้องมุ่งหน้าสู่แกนกลางเพื่อทำหน้าที่ 'ผู้ประคองสมดุล' ท่ามกลางความสั่นสะเทือนที่ทวีความรุนแรง