← 章節目錄

The Scales of Oakmere

章節 37免費

ตอนที่ 37 — เศษซากแห่งความสมดุล

กลิ่นไหม้ของโอโซนและดินเปียกชื้นคละคลุ้งอยู่ในอากาศที่หนาวเหน็บจนบาดผิว อัลดริกพยายามสูดลมหายใจเข้าปอด แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงฝุ่นผงจากอิฐและหินที่พังทลายลงมา เขาหมอบราบอยู่กับพื้นดินที่ยังคงสั่นสะเทือนเบาๆ ราวกับเสียงครางต่ำของสัตว์ร้ายที่เพิ่งผ่านการหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เบื้องหน้าของเขาคือภาพของนรกบนดินที่ไม่มีใครในโอ๊คเมียร์เคยจินตนาการถึง รอยแยกขนาดมหึมาฉีกกระชากแผ่นดินออกเป็นปากเหวที่ไร้ก้นบึ้ง แสงสีฟ้าหม่นจากกลไกโบราณเบื้องล่างพุ่งทะยานขึ้นมาเป็นสายธารแห่งพลังงานที่บิดเบี้ยว มันไม่ใช่แสงสว่างที่ให้ความหวัง แต่มันคือแสงที่ประกาศถึงการล่มสลาย

“เซอร์กัลเลน!” อัลดริกตะโกนเรียกสุดเสียง ทว่าเสียงของเขาถูกกลืนหายไปในเสียงครืนครั่นของแผ่นดินที่กำลังแยกตัวออก เขาเห็นเพียงเศษเสี้ยวของชุดเกราะสีเงินที่คุ้นตาถูกแรงดึงดูดมหาศาลฉุดกระชากลงสู่ความมืดมิด เสียงเหล็กกระทบหินและเสียงกรีดร้องที่ขาดห้วงของทหารหลวงดังระงมอยู่เพียงชั่วอึดใจ ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกกลืนหายไปในรอยแยกนั้นอย่างเงียบเชียบและโหดร้าย ความเงียบที่ตามมานั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงกัมปนาท เพราะมันคือความเงียบของสุสาน

อัลดริกยันกายขึ้นด้วยแขนที่สั่นเทา เล็บของเขาจิกลงบนดินที่เต็มไปด้วยเศษซาก ความเจ็บปวดแล่นพล่านจากข้อมือขึ้นสู่หัวไหล่ แต่ความกลัวในใจนั้นรุนแรงกว่า เขามองไปรอบตัว เมืองโอ๊คเมียร์ที่เขาเคยคิดว่าสงบสุข บัดนี้กลายเป็นเพียงซากปรักหักพัง บ้านเรือนริมทุ่งนาพังทลายลงเหมือนบ้านที่สร้างจากกระดาษ รอยแยกไม่ได้หยุดอยู่แค่ใต้ตาชั่งหลวง แต่มันกำลังแผ่ขยายออกไปราวกับรากไม้ปีศาจที่ชอนไชไปทั่วทุกทิศทาง

“มันไม่ใช่แค่การพังทลาย...” เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาสั่นพร่า “มันคือการปรับสมดุล... ที่ผิดพลาด”

ภาพของอักขระปริศนาที่เขาเพิ่งพบใต้ดินผุดขึ้นมาในหัว คำเตือนที่ว่า ‘ผู้เฝ้าประตู’ ได้ตื่นขึ้นแล้วไม่ใช่เรื่องเกินจริง สิ่งที่อยู่เบื้องล่างไม่ใช่แค่เครื่องจักร แต่มันคือสิ่งมีชีวิตที่ไร้จิตใจ เป็นกลไกที่คอยรักษาสมดุลระหว่างโลกเบื้องบนและโลกเบื้องล่าง และการที่เขาพยายามประสานกลไกเมื่อครู่—แม้จะทำเพื่อช่วยเมือง—แต่มันกลับเป็นการไปกระตุกเส้นประสาทของยักษ์หลับให้ตื่นขึ้นมาด้วยความโกรธเกรี้ยว

เขาเห็นเอลิดี้วิ่งฝ่าฝุ่นควันออกมาจากทิศทางของโรงสี ใบหน้าของเธอเปื้อนไปด้วยเขม่าดินและคราบน้ำตา ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกเมื่อเห็นสภาพของรอยแยก

“อัลดริก! ท่านยังอยู่!” เธอตะโกนพลางพุ่งเข้ามาประคองเขา ทว่าสัมผัสของเธอช่างเบาหวิวท่ามกลางความหนักอึ้งของโศกนาฏกรรม “ทหารหลวง... พวกเขา... พวกเขาหายไปหมดแล้ว”

“พวกเขาสูญเสียการควบคุมไปแล้ว เอลิดี้” อัลดริกตอบพลางพยายามปรับจังหวะการหายใจ “ความโลภของพวกเขา... มันไปกระตุ้นสิ่งที่เกินกว่ามนุษย์จะรับมือได้”

เอลิดี้มองไปยังรอยแยกที่ยังคงพ่นไอความเย็นสีฟ้าออกมา “ราชสำนักจะส่งคนมาเพิ่ม... ถ้าเรื่องนี้ไปถึงหูเอลเดอร์เมียร์ พวกเขาจะไม่มาเพื่อช่วย แต่จะมาเพื่อขุดค้นสิ่งที่เหลืออยู่”

คำพูดของเธอเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงใจ อัลดริกมองไปที่ตาชั่งหลวงที่ตั้งเด่นอยู่บนเนินเขา แม้ตัวแท่นจะเอียงกะเท่เล่และร้าวราน แต่ตัวตาชั่งโลหะยังคงตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น มันดูเหมือนเป็นสิ่งเดียวที่ยังคงรักษาความเที่ยงตรงไว้ได้ท่ามกลางความโกลาหล แต่เขารู้ดีว่าความเที่ยงตรงนั้นกำลังจะสูญสิ้นไป หากกลไกเบื้องล่างยังคงหมุนวนด้วยจังหวะที่คลุ้มคลั่งเช่นนี้

ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนครั้งใหม่ก็เกิดขึ้น มันไม่ได้มาในรูปแบบของคลื่นแผ่นดินไหว แต่มันคือแรงดึงดูดที่กระชากอากาศรอบตัวเขาไป อัลดริกรู้สึกได้ว่าเศษหินและเศษไม้รอบตัวกำลังลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างช้าๆ ก่อนจะถูกดูดลงไปในรอยแยกราวกับพายุหมุนที่มองไม่เห็น เขาคว้าแขนของเอลิดี้ไว้แน่น พยายามใช้ตัวของเขาเป็นสมอเหนี่ยวรั้งเธอไว้กับพื้นดิน

“เราต้องไปที่จุดศูนย์กลาง!” อัลดริกตะโกนสั่ง ท่ามกลางเสียงลมที่หวีดหวิวราวกับเสียงโหยหวนของวิญญาณ

“ท่านจะทำอะไร? มันกำลังจะพังทลายลงมาหมดแล้ว!” เอลิดี้แย้งด้วยความหวาดกลัว

“ถ้าเราไม่ไปปรับจังหวะของมันตอนนี้ รอยแยกนี้จะไม่หยุดแค่ที่โอ๊คเมียร์ แต่มันจะลามไปถึงรากฐานของทั้งอาณาจักร Castellane!” อัลดริกจ้องมองเข้าไปในความมืดมิดของรอยแยก เขาไม่ได้เห็นแค่ความตาย แต่เขาเห็นความไม่สมดุลที่กำลังจะกลืนกินโลกใบนี้

เขานึกถึงหน้าที่ของตนเอง—ผู้ดูแลตาชั่ง ผู้รักษาความเที่ยงตรง หน้าที่นั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่การชั่งน้ำหนักข้าวในถุงผ้าอีกต่อไป แต่มันคือการชั่งน้ำหนักระหว่างความอยู่รอดของมนุษย์และความสมดุลของจักรวาล เขาต้องเป็นคนถือตาชั่งนั้นไว้ แม้ว่ามือของเขาจะสั่นเทาและเต็มไปด้วยบาดแผลก็ตาม

ขณะที่เขากำลังจะเริ่มเคลื่อนที่ เสียงคำรามลึกลับที่ไม่ได้มาจากแผ่นดิน แต่มาจาก ‘บางสิ่ง’ ที่อยู่ในรอยแยก ก็ดังขึ้น มันเป็นเสียงที่สั่นประสาท ราวกับโลหะขนาดยักษ์ที่เสียดสีกันภายใต้แรงกดดันมหาศาล อัลดริกเห็นเงาสีดำขนาดมหึมาวูบผ่านไปในแสงสีฟ้าเบื้องล่าง มันไม่ใช่แค่เครื่องจักร แต่มันคือ ‘ผู้เฝ้าประตู’ ที่กำลังเคลื่อนไหว และมันกำลังจ้องมองมาที่เขา

“เตรียมตัวให้พร้อม” อัลดริกกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่เสียงของชายวัยกลางคนที่เหนื่อยล้าอีกต่อไป แต่เป็นเสียงของผู้ที่ตัดสินใจแล้วว่าจะแบกรับชะตากรรม “เราไม่ได้กำลังสู้กับแผ่นดินไหว... เรากำลังสู้กับผู้คุมกฎ”

เขาลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง แม้รอบกายจะเต็มไปด้วยเศษซากความพินาศ เขามองไปที่รอยแยกที่กำลังขยายตัวกว้างขึ้นเรื่อยๆ และรู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้เห็นแสงตะวันของโอ๊คเมียร์

--- อัลดริกเผชิญกับความพินาศของโอ๊คเมียร์หลังการตื่นขึ้นของ 'ผู้เฝ้าประตู' และตระหนักว่าเขาต้องลงไปจัดการกับกลไกเบื้องล่างเพื่อรักษาความสมดุลของโลกก่อนที่รอยแยกจะขยายตัวไปทั่วอาณาจักร