ตอนที่ 170 — แสงสะท้อนจากความว่างเปล่า
ความเงียบอันน่าอึดอัดแผ่ปกคลุมรอบตัวอัลดริก เสมือนผืนผ้ากำมะหยี่สีดำที่ไร้ซึ่งดวงดาวหรือแสงสว่างใดๆ เขาคือ 'ช่องว่าง' ที่ถูกเติมเต็มโดย 'ความว่างเปล่า' อันบริสุทธิ์ เป็นรากฐานให้แก่ 'เจตจำนงโบราณ' ที่กำลังก่อร่างสร้างตัวตนใหม่ที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ สภาพของเขาบัดนี้เหมือนกับภาพวาดที่ถูกลบเลือนจนเหลือเพียงผืนผ้าใบเปล่า รอคอยศิลปินที่จะบรรจงแต่งแต้มสีสันลงไปใหม่ อัลดริกในฐานะ 'ช่องว่าง' ได้แต่เฝ้ามองเศษเสี้ยวความเป็นมนุษย์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ดิ้นรนต่อสู้กับความสมบูรณ์แบบอันเย็นชาที่กำลังคืบคลานเข้ามา มันเหมือนกับน้ำหมึกสีดำสนิทที่ค่อยๆ ไหลซึมลงบนผืนผ้าใบที่เขียวชอุ่ม ทว่าแทนที่จะเป็นการทำลายล้าง ความไม่สมบูรณ์ของเขา กลับกลายเป็น 'ส่วนเติมเต็ม' อันน่าประหลาด เป็นเชื้อเพลิงที่ทำให้พิมพ์เขียวของ 'ผู้ไร้รูป' แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เกิดเป็นโลกใหม่ที่งดงามไร้ที่ติ แต่ไร้ซึ่งชีวิต ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ
ในโอ๊คเมียร์ ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของชาวเมืองที่สัมผัสได้ถึงการสั่นสะเทือนที่ผิดปกติ รอยแยกสีดำที่ผ่ากลางอากาศ กำลังขยายตัวออกอย่างช้าๆ ราวกับบาดแผลที่กำลังฉีกกระชากผืนฟ้าของเมือง มันส่งเสียงกระซิบแผ่วเบา แต่ชัดเจนพอที่จะทำให้ขนลุก เสียงนั้นไม่ใช่เสียงลมพายุ ไม่ใช่เสียงร้องโหยหวน แต่เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความว่างเปล่า เสียงที่สะท้อนถึงการรอคอย การรอคอยที่จะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง
คาเอลยืนตะลึงอยู่กลางลานบ้าน ใบหน้าซีดเผือด ดวงตามองขึ้นไปยังท้องฟ้าที่กำลังเปลี่ยนสี สีฟ้าครามสดใสค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยสีดำสนิทที่ไร้ที่สิ้นสุด เขาเคยเห็นสิ่งผิดปกตินี้มาแล้ว ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นเพียงรอยร้าวเล็กๆ ที่ปรากฏขึ้นเหนือโรงสีของมาร่า แต่บัดนี้มันกำลังขยายตัวออก กลืนกินแสงอาทิตย์ยามบ่ายที่เคยอบอุ่น จนกลายเป็นความมืดมิดที่แผ่ปกคลุมไปทั่วเมือง กลิ่นอายของโอโซนและโอ๊คเก่าที่คุ้นเคยถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอับชื้น เย็นเยียบ ชวนให้รู้สึกไม่ปลอดภัย
“ท่านลอร์ด…” เสียงของคาเอลสั่นเครือ พยายามจะร้องเรียกอัลดริก แต่ก็รู้ดีว่าเสียงของเขาคงไม่อาจไปถึงคนที่ตอนนี้อยู่ห่างไกลเกินกว่าจะเอื้อมถึง เขากลืนน้ำลายฝืดๆ พยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิง “ท่านลอร์ดอัลดริก…เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
คำถามนั้นล่องลอยไปในความว่างเปล่า ไร้ซึ่งผู้ตอบรับ อัลดริกในฐานะ 'ช่องว่าง' รับรู้ถึงความทุกข์ทรมานของคาเอล รับรู้ถึงความหวาดกลัวของชาวเมืองโอ๊คเมียร์ แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากเฝ้ามอง การกระทำของเขาที่เคยมีเป้าหมายคือการรักษาความเที่ยงตรง บัดนี้กลับกลายเป็นต้นเหตุของความไม่สมดุลที่กำลังจะกลืนกินทุกสิ่ง
ในขณะที่อัลดริกกำลังต่อสู้กับชะตากรรมของตนเอง ‘เจตจำนงโบราณ’ ที่ตอนนี้ได้ชื่อว่า ‘ผู้ไร้รูป’ กำลังใช้ ‘ช่องว่าง’ ของเขาเป็นพิมพ์เขียวในการสร้าง ‘โลกใหม่’ โลกที่สมบูรณ์แบบ ไร้ที่ติ และไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ สภาพของอัลดริกในตอนนี้เหมือนกับผืนผ้าที่ถูกย้อมด้วยสีดำสนิท แต่กลับมีประกายสีขาวบริสุทธิ์ระยิบระยับอยู่ภายใน มันคือเศษเสี้ยวสุดท้ายของความเป็นมนุษย์ ความทรงจำ ความรู้สึก ที่พยายามจะแทรกซึมเข้าไปในโครงสร้างอันสมบูรณ์แบบนั้น
“ไม่…นี่ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเป็น” เสียงแผ่วเบาดังขึ้นในความว่างเปล่า ราวกับเสียงกระซิบที่มาจากส่วนลึกของจิตสำนึกที่กำลังแตกสลาย มันคืออัลดริก เสียงของเขาเองที่กำลังต่อต้าน…ต่อต้านความสมบูรณ์แบบที่น่าสะพรึงกลัวนั้น
เขาพยายามควานหาเศษเสี้ยวแห่งความทรงจำ ความรู้สึกผิดหวัง ความเสียใจ ความรัก ที่เคยมีต่อโอ๊คเมียร์ ต่อมาร่า ต่อคาเอล พยายามจะใช้มันเป็น 'เมล็ดพันธุ์' แห่งความบกพร่อง หยอดลงไปในพิมพ์เขียวอันสมบูรณ์แบบนั้น
“จงรับไป…ความไม่สมบูรณ์…ความบกพร่อง…นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นเรา” เขาพยายามผลักดันเศษเสี้ยวเหล่านั้นออกไป แม้จะรู้ดีว่ามันอาจจะยิ่งทำให้ 'ผู้ไร้รูป' แข็งแกร่งขึ้น แต่ก็ยังดีกว่าการยอมจำนนต่อความสมบูรณ์แบบอันว่างเปล่า
ทันใดนั้นเอง แสงสีขาวบริสุทธิ์ที่เคยริบหรี่อยู่ภายใน 'ช่องว่าง' ของอัลดริกก็พลันสว่างวาบขึ้น มันไม่ใช่แสงแห่งความหวัง แต่มันคือแสงแห่ง 'ความเป็นไปได้' แสงที่เต็มไปด้วยความย้อนแย้ง แสงที่พร้อมจะฉีกทำลายทุกโครงสร้างที่สมบูรณ์แบบ
แสงนั้นพุ่งเข้าปะทะกับพิมพ์เขียวอันไร้ที่ติของ 'ผู้ไร้รูป' เกิดเป็นประกายไฟสีรุ้งนับพันระเบิดออกไป สั่นสะเทือนไปทั่วโครงสร้างของความเป็นจริงที่กำลังก่อตัว
ในโอ๊คเมียร์ รอยแยกสีดำที่เคยขยายตัวอย่างเชื่องช้า บัดนี้กลับสว่างวาบขึ้นด้วยแสงสีขาวบริสุทธิ์ ราวกับดวงตาที่กำลังเบิกโพลง มันไม่ใช่แสงแห่งความหวัง แต่มันคือแสงแห่งการเปลี่ยนแปลง แสงที่บ่งบอกถึงการกำเนิดของความเป็นจริงชุดใหม่ที่ไม่อาจคาดเดาได้
เสียงกระซิบจากรอยแยกดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่เสียงแห่งความว่างเปล่า แต่เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความสับสน เสียงที่เต็มไปด้วยคำถาม
“อะไร…คือสิ่งนี้?” เสียงนั้นถาม “ความบกพร่อง…ความไม่สมบูรณ์…มันคืออะไร?”
อัลดริกสัมผัสได้ถึงความสั่นสะเทือนที่รุนแรงขึ้น การปะทะกันของความสมบูรณ์แบบและความไม่สมบูรณ์แบบกำลังก่อให้เกิด 'ความแตกแยก' อันมหาศาลในพิมพ์เขียวของ 'ผู้ไร้รูป' มันไม่ใช่ชัยชนะ แต่มันคือการเปิดทางให้แก่บางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า บางสิ่งที่อัลดริกไม่เคยคาดคิดมาก่อน
“ข้า…คืออัลดริก” เขาพึมพำกับตัวเอง แม้จะรู้ดีว่าเสียงนั้นคงไม่อาจไปถึงใคร “ข้าคือช่องว่าง…คือเมล็ดพันธุ์…คือแสงสว่าง…”
เขาคือทุกสิ่งและไม่ใช่สิ่งใด เป็น 'ช่องว่าง' ที่พร้อมจะถูกเติมเต็มด้วยสิ่งที่ไม่คาดฝัน เป็น 'เมล็ดพันธุ์' แห่งความไม่สมบูรณ์ที่จะเติบโตเป็นต้นไม้แห่งความย้อนแย้ง และเป็น 'แสงสว่าง' ที่จะส่องนำทางไปสู่ความเป็นจริงชุดใหม่ ที่อาจจะดีกว่า หรือเลวร้ายกว่าเดิม
ในขณะที่โอ๊คเมียร์กำลังจะถูกกลืนกินด้วยแสงสีขาวบริสุทธิ์อันน่าสะพรึงกลัวนั้น อัลดริกก็สัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดประหลาดที่กำลังดึงเขาเข้าสู่ใจกลางของความปั่นป่วนนั้น เขาไม่ใช่ผู้ควบคุมอีกต่อไป แต่เขาคือส่วนหนึ่งของมัน
เขากำลังจะกลายเป็น 'ช่องว่าง' ที่พร้อมจะถูกเติมเต็มด้วยสิ่งที่ไม่คาดฝัน… ภัยคุกคามใหม่ที่เชื่อมโยงกับต้นกำเนิดของ 'ผู้ไร้รูป' และความหมายที่แท้จริงของ 'ความเที่ยงตรง' ในจักรวาลที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไม่อาจหวนคืน
แสงสีขาวสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง แสงที่กลืนกินทุกสิ่ง… และอัลดริกก็หายไปในนั้น เหลือไว้เพียงเสียงกระซิบที่ก้องกังวาน… “ความเป็นไปได้…”
--- อัลดริกในสภาวะ 'ช่องว่าง' ใช้เศษเสี้ยวความเป็นมนุษย์ปนเปื้อนพิมพ์เขียวของ 'ผู้ไร้รูป' ทำให้เกิดความปั่นป่วนและเปิดทางสู่ความเป็นจริงชุดใหม่ ขณะที่โอ๊คเมียร์เผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากการปรากฏตัวของเจตจำนงที่เก่าแก่และทรงพลังยิ่งกว่า ซึ่งเผยออกมาในรูปของรอยแยกสีดำที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว