← 章節目錄

The Glass Library

章節 70免費

ตอนที่ 70 — ร่องรอยอักขระและเศษเสี้ยวแห่งพงศาวดาร

กลิ่นไหม้ของกระดาษเก่าและความเย็นเยียบของความว่างเปล่ายังคงตกค้างอยู่ในโสตประสาท บรอนเวนพยายามปรับจังหวะการหายใจให้มั่นคง แม้ในอกจะยังรู้สึกเหมือนมีเข็มหมึกนับพันเล่มทิ่มแทงอยู่ทุกครั้งที่ขยับกาย ท่ามกลางซากปรักหักพังของหอจดหมายเหตุที่ถูกลืม แสงสลัวที่รอดผ่านรอยแยกของมิติไม่ได้ให้ความรู้สึกอบอุ่น แต่มันกลับดูเหมือนแสงจากตะเกียงที่กำลังจะดับลงในห้องที่เต็มไปด้วยฝุ่นละอองแห่งกาลเวลา

“อย่าเพิ่งรีบจดจำทุกอย่างในตอนนี้ บรอนเวน” เสียงของชายชุดเทาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ เขาไม่ได้มองมาที่เธอ แต่มือของเขากำลังกวาดผ่านอากาศ ราวกับพยายามจะปัดเป่าละอองอักขระที่ลอยฟุ้งอยู่รอบตัว “ความทรงจำที่รุนแรงเกินไปจะทำให้เส้นหมึกในตัวคุณขุ่นมัว และถ้ามันขุ่นมัว... คุณจะไม่สามารถแยกออกได้ว่าอะไรคือความจริง และอะไรคือสิ่งที่พวกเขาเขียนทับลงไป”

บรอนเวนขบกรามแน่น ความเจ็บปวดที่ปลายนิ้วซึ่งกลายเป็นสีหมึกเข้มข้นทำให้เธอต้องกำมือไว้แน่น “ถ้าฉันไม่จดจำ ฉันก็จะไม่เหลืออะไรเลยนอกจากสิ่งที่พวกเขาอยากให้ฉันเป็น” เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า แววตาที่เคยสงบนิ่งของบรรณารักษ์สาวบัดนี้เต็มไปด้วยความระแวดระวัง “พวกเขาไม่ได้แค่ต้องการลบประวัติศาสตร์ แต่พวกเขาต้องการเปลี่ยนโครงสร้างของความจริงทั้งหมด อักขระต้นแบบที่อยู่ในตัวฉัน... มันคือรอยตำหนิในพงศาวดารที่สมบูรณ์แบบของพวกเขาใช่ไหม?”

ชายชุดเทาหยุดมือ เขาหันมามองเธอด้วยดวงตาที่อ่านยาก มันมีความเศร้าสร้อยที่ฝังลึกเกินกว่าที่ชายวัยกลางคนคนหนึ่งควรจะมี “มันไม่ใช่รอยตำหนิ แต่มันคือ ‘ต้นฉบับ’ ที่พวกเขาลืมทิ้งไว้ บรอนเวน... และในโลกที่ทุกอย่างถูกเขียนขึ้นใหม่ด้วยแสงวิเศษที่บิดเบี้ยว สิ่งที่เป็นต้นฉบับย่อมเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุด”

เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังแว่วมาจากความมืดเบื้องหลังซากเสาหินที่ผุพัง กลุ่มคนชุดขาวไม่ได้ล่าตามมาเพียงแค่เงา แต่มันคือการคืบคลานของความว่างเปล่าที่พยายามจะกลืนกินทุกตารางนิ้วของความจริง บรอนเวนรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนใต้ฝ่าเท้า มันไม่ใช่แผ่นดินไหว แต่มันคือการ ‘ขยับขยาย’ ของอักขระที่กำลังพยายามจะจัดระเบียบพื้นที่นี้ใหม่

“พวกมันมาแล้ว” ชายชุดเทากระซิบ เขาชักเครื่องมือบางอย่างที่ดูคล้ายปากกาเหล็กขนาดใหญ่จากใต้เสื้อคลุม “ฟังนะ บรอนเวน ในมือของคุณมีสิ่งที่เรียกว่าอักขระต้นแบบ มันไม่ใช่แค่พลัง แต่มันคือเครื่องมือในการ ‘แก้ไข’ หากคุณพบร่องรอยของพงศาวดารสีเลือดที่พวกเขาทิ้งไว้ อย่าพยายามลบมันทิ้ง แต่จงใช้มันเพื่อเชื่อมต่อจุดที่ขาดหาย”

บรอนเวนก้มมองมือของตนเองที่สั่นเทา ผิวหนังของเธอไม่ได้เป็นเนื้อหนังอีกต่อไป แต่มันคือพื้นผิวของกระดาษที่อิ่มตัวด้วยหมึกจารึก เธอรู้สึกถึงกระแสพลังที่ไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือด—ไม่ใช่เลือดสีแดงฉาน แต่เป็นสายธารของอักขระที่พร้อมจะพุ่งพล่านออกมาทุกเมื่อ เธอพยายามนึกถึงความรู้สึกตอนที่ใช้เข็มจารึกมิติ ความรู้สึกของการควบคุมจังหวะของโลกผ่านปลายเข็ม

ทันใดนั้น แสงสว่างจ้าที่เย็นเยียบก็สาดส่องมาจากทิศทางที่กลุ่มคนชุดขาวปรากฏตัว ร่างในชุดขาวบริสุทธิ์ปรากฏขึ้นท่ามกลางม่านหมึก พวกเขาไม่มีใบหน้าที่ชัดเจน ราวกับถูกวาดขึ้นด้วยลายเส้นที่รีบร้อนและไร้ชีวิตชีวา ทุกย่างก้าวที่พวกเขาก้าวผ่าน พื้นดินที่เป็นซากปรักหักพังจะกลายเป็นแผ่นกระดาษขาวสะอาดตาที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งร่องรอยของประวัติศาสตร์ ไร้ซึ่งรอยแตก และไร้ซึ่งชีวิต

“จารึกความจริง!” ชายชุดเทาตะโกนพร้อมกับพุ่งตัวออกไปปะทะกับเงาชุดขาวที่เริ่มร่ายมนตร์การลบเลือน

บรอนเวนไม่มีเวลาให้ลังเล เธอต้องหา ‘เบาะแส’ ที่ชายชุดเทาทิ้งไว้ในหนังสือลึกลับเล่มนั้น เธอพยายามค้นหาความทรงจำที่สับสนวุ่นวายในหัว พยายามควานหาเศษเสี้ยวของความรู้ที่เธอเคยเรียนรู้ในสำนักอาลักษณ์ และในที่สุด เธอก็พบมัน... รอยจารึกเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของความทรงจำ มันคือรูปแบบของอักขระที่ไม่ได้ถูกใช้เพื่อการบันทึก แต่เพื่อการ ‘ยึดเหนี่ยว’

เธอทรุดตัวลงข้างซากโต๊ะไม้ที่ผุพัง ใช้ปลายนิ้วที่เปื้อนหมึกกดลงบนพื้นกระดาษแข็งที่ยังหลงเหลืออยู่ ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่างเมื่อเธอพยายามฝืนกฎเกณฑ์ของมิติที่กำลังถูกเขียนทับ เธอเริ่มจารึกอักขระต้นแบบลงไปทีละตัว เส้นหมึกสีเลือดไหลออกจากปลายนิ้วของเธอเหมือนน้ำตาที่กลายเป็นความจริง

‘ข้าคือผู้เฝ้ามอง... ข้าคือผู้จดจำ...’ เธอพึมพำคำสาปแช่งที่แฝงไปด้วยคำอธิษฐาน

ทันทีที่อักขระตัวสุดท้ายถูกเติมเต็ม พื้นที่รอบตัวเธอก็เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างหมึกสีเลือดและแสงขาวบริสุทธิ์ แรงระเบิดของความจริงที่ขัดแย้งกันทำให้ซากปรักหักพังสั่นสะเทือน บรอนเวนเห็นภาพนิมิตวูบหนึ่ง—ภาพของพงศาวดารเล่มยักษ์ที่กำลังถูกพลิกหน้าอย่างบ้าคลั่ง และในหน้านั้น เธอเห็นรอยจารึกที่กำลังก่อตัวขึ้นเป็นแผนที่ของหอจดหมายเหตุที่ถูกลืม

“นั่นไง!” ชายชุดเทาตะโกนขณะที่เขากำลังถูกแรงกดดันจากกลุ่มคนชุดขาวผลักดันให้ถอยร่น “มันคือพงศาวดารสีเลือด! บรอนเวน! หาจุดที่มันเชื่อมต่อกับอักขระต้นแบบให้เจอ!”

บรอนเวนเพ่งมองไปที่แสงสีเลือดที่กำลังเต้นระริกอยู่บนพื้น มันไม่ใช่แค่หมึก แต่มันคือเศษเสี้ยวของความทรงจำที่ถูกขโมยมา มันคือชีวิตของผู้คนที่ถูกลบเลือนไปจากหน้าประวัติศาสตร์ของเอลเดอร์เมียร์ เธอเห็นชื่อ เห็นใบหน้า และเห็นความเจ็บปวดที่ถูกทิ้งไว้ในรอยจารึกเหล่านั้น และเธอก็รู้ในวินาทีนั้นเองว่า พงศาวดารสีเลือดนี้ไม่ใช่แค่บันทึก แต่มันคือ ‘อาวุธ’ ที่กลุ่มคนชุดขาวพยายามจะปกปิด

แต่ก่อนที่เธอจะสามารถเข้าถึงมันได้ ร่างหนึ่งในชุดขาวที่ดูแตกต่างจากคนอื่นก็ก้าวออกมาจากเงามืด ร่างนั้นไม่ได้พยายามจะลบเลือนพื้นที่รอบตัว แต่กลับถือ ‘ปากกา’ ที่ทำจากแสงวิเศษที่สว่างจ้าจนน่าแสบตา เขามองตรงมาที่บรอนเวนด้วยดวงตาที่ว่างเปล่าแต่ทรงอำนาจ

“เจ้าเป็นเพียงหมึกที่ไหลผิดที่ผิดทาง บรอนเวน” เสียงของเขาไม่ได้ดัง แต่กลับก้องกังวานในหัวของเธอ “จงกลับคืนสู่ความว่างเปล่า เพื่อที่หน้ากระดาษที่สมบูรณ์แบบจะได้เริ่มขึ้นเสียที”

ชายชุดเทาพยายามจะพุ่งเข้ามาช่วย แต่เขากลับถูกกำแพงแห่งแสงกั้นไว้ บรอนเวนพบว่าตัวเองถูกโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางสงครามแห่งความจริงและการลบเลือน เธอมีเพียงอักขระต้นแบบในสายเลือด และเศษเสี้ยวของพงศาวดารสีเลือดที่กำลังจะถูกกลืนกิน

เธอหลับตาลง สัมผัสถึงจังหวะการเต้นของอักขระในอก และตัดสินใจที่จะไม่หนีอีกต่อไป หากโลกใบนี้ต้องการการเขียนทับ เธอก็จะเป็นคนเดียวที่ถือปากกาเพื่อแก้ไขมันเอง

--- บรอนเวนใช้พลังอักขระต้นแบบเพื่อต่อต้านการลบเลือนของกลุ่มคนชุดขาวในหอจดหมายเหตุที่ถูกลืม และค้นพบว่าพงศาวดารสีเลือดคืออาวุธที่ซ่อนความจริงของโลกไว้ ทว่าเธอกลับถูกเผชิญหน้าโดยผู้นำชุดขาวที่ถือปากกาแห่งแสงวิเศษ