ตอนที่ 132 — รอยหมึกที่ซ่อนอยู่ในหน้าตำราของมาสเตอร์เอเดรียน
เสียงขีดเขียนของปากกาขนนกกระทบกับแผ่นหนังแกะดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอท่ามกลางความเงียบสงัดของหอจดหมายเหตุกลาง เอเลียสขยับแว่นสายตาพลางปัดฝุ่นละอองที่ลอยฟุ้งอยู่ในแสงสลัวจากผลึกแก้ว เขาจ้องมองกองตำราที่วางระเกะระกะอยู่บนโต๊ะไม้โอ๊กตัวยาวด้วยสายตาตำหนิ
“ถ้าเรายังปล่อยให้การจัดหมวดหมู่ตำนานยุคก่อตั้งเป็นแบบนี้ต่อไป ฉันเกรงว่าประวัติศาสตร์ของเอลเดอร์เมียร์จะกลายเป็นเพียงนิทานก่อนนอนที่ไร้หลักฐาน” เอเลียสเอ่ยเสียงเรียบพลางถอนหายใจยาว เขาหันไปมองนักประวัติศาสตร์อาวุโสที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม “เรามีเวลาไม่มาก ก่อนที่ราชสำนักจะส่งคนมาตรวจสอบความคืบหน้าเรื่องการบันทึกตำนานฉบับสมบูรณ์”
“ความจริงมันไม่ได้เรียบง่ายเหมือนการคัดลอกอักขระลงบนแผ่นกระดาษหรอกนะ เอเลียส” นักประวัติศาสตร์ตอบพลางใช้มือลูบไล้ขอบตำราเก่าคร่ำคร่า “ตำนานบางบทในบันทึกยุคแรกมันขัดแย้งกันเอง ราวกับว่าผู้เขียนแต่ละคนจงใจทิ้งช่องว่างไว้ให้เราเดา”
เอเลียสขมวดคิ้ว “ช่องว่างหรือความผิดพลาด? ในฐานะอาลักษณ์แสง เราไม่มีสิทธิ์ปล่อยให้ความไม่ชัดเจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของบันทึกถาวร ทุกอย่างต้องมีที่มา มีต้นฉบับที่จับต้องได้”
เขาลุกขึ้นเดินไปที่ชั้นวางหนังสือแถวที่สี่ ซึ่งเป็นโซนเก็บรักษาบันทึกที่ถูกระบุว่า ‘ไม่สมบูรณ์’ เขาใช้นิ้วเรียวยาวไล่ไปตามสันหนังสือที่หุ้มด้วยหนังสีเข้มจนกระทั่งหยุดลงที่เล่มหนึ่ง มันคือบันทึกรวบรวมพงศาวดารเมืองเอลเดอร์เมียร์ที่ถูกเขียนโดยมาสเตอร์เอเดรียน ผู้ล่วงลับไปนานแล้ว
“มาสเตอร์เอเดรียน... ชายที่ทิ้งปริศนาไว้มากกว่าคำตอบ” เอเลียสพึมพำ เขาหยิบเล่มนั้นออกมา วางลงบนโต๊ะทำงานกลางห้องที่มีแสงจากผลึกแก้วส่องสว่างพอประมาณ “เขาเป็นคนวางรากฐานระบบการบันทึกแบบใหม่ แต่ทำไมบันทึกช่วงรอยต่อของยุค RY10 ถึงมีร่องรอยการลบเลือนที่ผิดปกติขนาดนี้?”
“อาจจะเป็นเพราะความเสียหายจากพลังงานรอยแยกมิติที่กำลังเกิดขึ้นก็ได้” เสียงร่าเริงที่แฝงความกังวลดังขึ้นจากประตู เซเลสเทนเดินเข้ามาพร้อมกับถุงใส่ผลึกแก้วขนาดเล็กในมือ “ฉันเพิ่งไปเช็กค่าความเสถียรของแสงในห้องเก็บข้อมูลมา มันแกว่งไปมาเหมือนคนกำลังสับสน ถ้าเราจะบันทึกอะไรตอนนี้ ต้องใช้ผลึกเกรดเอเท่านั้นนะ ไม่อย่างนั้นหมึกแสงจะพร่ามัวจนอ่านไม่ได้เลย”
“เซเลสเทน ช่วยเตรียมผลึกแก้วสำหรับขยายภาพให้ฉันที” เอเลียสสั่งการโดยไม่ละสายตาจากหน้ากระดาษ “เราต้องตรวจสอบความลึกของหมึกในหน้าเหล่านี้”
เซเลสเทนพยักหน้าเร็วๆ เธอวางผลึกแก้วลงบนแท่นรอง แสงสีฟ้าอ่อนเริ่มแผ่ออกมาครอบคลุมหน้ากระดาษที่ดูเหมือนจะว่างเปล่าในตอนแรก เอเลียสใช้กล้องขยายส่องดูรอยกดของปากกาที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เขาพบว่ามีแรงกดที่สม่ำเสมอผิดปกติในบางจุดของหน้ากระดาษ
“ดูนี่สิ” เอเลียสชี้ให้ดู “มันไม่ใช่แค่รอยกด แต่มันคือรหัสการจัดวางตำแหน่งอักขระที่จงใจไม่เขียนเป็นคำ”
เขาลองใช้นิ้วลูบไปตามรอยเหล่านั้นอย่างระมัดระวัง ความรู้สึกสากๆ ของหมึกที่แห้งกรังแต่มีความหนาแน่นสูงผิดปกติทำให้เขาต้องหยุดชะงัก เขาเริ่มหยิบขวดน้ำยาประสานแสงที่ใช้ในงานอาลักษณ์ขึ้นมา แต้มลงบนพื้นที่ว่างอย่างเบามือ
เมื่อน้ำยาทำปฏิกิริยากับรอยกด อักขระสีทองจางๆ ก็เริ่มปรากฏขึ้นมาทีละตัว มันไม่ได้เรียงเป็นประโยคตามหลักไวยากรณ์ปกติ แต่มันซ่อนอยู่ในช่องว่างระหว่างบรรทัดของตำนานเมือง
“พระนาง... ผู้จะมาจุติ...” เซเลสเทนอุทานออกมา เสียงของเธอเบาหวิว “นั่นมัน... คำทำนายในบันทึกโบราณที่เขาว่ากันว่าหายสาบสูญไปแล้วนี่?”
เอเลียสหัวใจเต้นแรงขึ้น เขาไม่ได้สนใจความตื่นเต้นของเซเลสเทน แต่เขาสนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ‘คำทำนายถึงราชินีผู้จะมาจุติเพื่อนำความสมดุลมาสู่โลก’ ข้อความนี้ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนท่ามกลางความว่างเปล่า มันไม่ใช่แค่คำทำนายลอยๆ แต่มันถูกเขียนด้วยเทคนิคการซ่อนหมึกที่ต้องใช้ความรู้ระดับมาสเตอร์เท่านั้น
“มาสเตอร์เอเดรียนไม่ได้แค่บันทึกประวัติศาสตร์” เอเลียสพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย “เขาซ่อน ‘ความจริง’ ไว้ในตำนาน เพื่อรอให้ใครบางคนที่มีความสามารถในการอ่านแสงมองเห็นมัน”
เขาพลิกหน้าถัดไป พบว่าบันทึกที่ซ่อนอยู่ไม่ได้มีเพียงหน้าเดียว แต่มันถูกแทรกไว้ในทุกๆ บทที่พูดถึงความไม่สงบในอดีต เมื่อนำรอยหมึกเหล่านี้มาต่อกัน มันกลายเป็นแผนผังที่อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานรอยแยกมิติและสภาวะสมดุลของเอลเดอร์เมียร์
“นี่มันไม่ใช่แค่เรื่องตำนานแล้วเอเลียส” เซเลสเทนพูดเร็วขึ้นตามนิสัย “ถ้าสิ่งที่เขาเขียนเป็นจริง แสดงว่ารอยแยกมิติที่พวกเราเจอ ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุทางเทคโนโลยี แต่มันคือส่วนหนึ่งของวงจรที่คำทำนายนี้กล่าวถึง!”
เอเลียสมองดูข้อความที่เริ่มขยายตัวกว้างขึ้นภายใต้แสงผลึกแก้ว ความเข้าใจที่เขามีต่อประวัติศาสตร์เมืองเอลเดอร์เมียร์พังทลายลงและถูกสร้างขึ้นใหม่ในชั่วพริบตา ตำนานที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพียงเรื่องเล่าเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ กลับกลายเป็นแผนที่นำทางไปสู่ความจริงที่สั่นคลอนทั้งราชสำนักและสำนักอาลักษณ์
เขารู้ดีว่าเมื่อข้อมูลนี้ถูกเปิดเผยออกไป ความสงบสุขจอมปลอมของเอลเดอร์เมียร์จะสิ้นสุดลง แต่เขาก็ไม่อาจถอยหลังกลับได้อีกแล้ว
“เราต้องบันทึกสิ่งนี้ไว้ให้สมบูรณ์ที่สุด” เอเลียสสั่งการด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ไม่ใช่ในฐานะบันทึกประวัติศาสตร์ทั่วไป แต่ในฐานะหลักฐานที่เปลี่ยนโลก”
ขณะที่เขากำลังจะเริ่มจรดปากกาเพื่อคัดลอกสิ่งที่พบ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารราชสำนักก็ดังขึ้นที่หน้าประตูหอจดหมายเหตุ พร้อมกับแสงจากคบเพลิงที่ส่องลอดเข้ามาตามช่องประตู บ่งบอกว่าความลับที่พวกเขาเพิ่งค้นพบ อาจไม่ได้ถูกเก็บไว้เป็นความลับได้นานอย่างที่คิด
--- เอเลียสและทีมค้นพบการซ่อนข้อความลับในตำนานของมาสเตอร์เอเดรียน ซึ่งเผยให้เห็นคำทำนายเกี่ยวกับราชินีผู้จะมาจุติและเชื่อมโยงกับรอยแยกมิติ ท่ามกลางความระแวงจากราชสำนักที่กำลังใกล้เข้ามา