← 章節目錄

The Glass Library

章節 125免費

ตอนที่ 125 — การก่อตัวของภาพหลอนในมหาสมุทรอักขระ

แรงเหวี่ยงจากมิติอักขระสีเลือดกระชากร่างของบรอนเวนจนกระดูกสันหลังแทบหลุดออกจากกัน เธอลืมตาขึ้นท่ามกลางของเหลวข้นคลักที่ไม่ได้มีรสชาติเหมือนเลือด แต่มันคือหมึกดิบที่ร้อนระอุราวกับลาวา ทุกครั้งที่เธอขยับตัว อักขระที่หมุนวนอยู่รอบข้างจะกรีดร้องเป็นเสียงแหลมเล็กเหมือนโลหะเสียดสีกัน

“บรอนเวน! อย่าปล่อยมือจากขอบผลึก! ถ้าเธอจมลงไปในกระแสหมึกนั่น เธอจะไม่ใช่แค่ตาย แต่เธอจะถูกเขียนทับ!” เสียงของเอเลียสตะโกนก้องมาจากที่ไหนสักแห่ง มันฟังดูห่างไกลเหมือนเสียงที่ดังมาจากก้นบ่อ

บรอนเวนพยายามควานหาที่ยึดเหนี่ยว นิ้วมือของเธอจิกเข้ากับขอบผลึกแก้วที่ลอยคว้างอยู่กลางมหาสมุทรสีแดงฉาน เธอหันไปมองข้างๆ และเห็นเอเลียสกำลังใช้ไม้เท้าอาลักษณ์ต้านทานแรงดันของหมึก ใบหน้าของเขาซีดเผือดและเต็มไปด้วยเหงื่อ “มันไม่ใช่แค่การลบเลือนนะบรอนเวน...” เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ที่ฟังดูเหมือนคนกำลังจะขาดใจ “พวกอาลักษณ์ไร้เสียงไม่ได้แค่ต้องการลบประวัติศาสตร์ แต่พวกเขากำลังใช้ ‘แสงสะท้อนของกาลเวลา’ เพื่อสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาแทนที่”

“สร้างอะไร? หน้ากระดาษเปล่าเหรอ?” บรอนเวนเค้นเสียงถาม พลางพยายามพยุงตัวขึ้นจากพื้นผิวหมึกที่เหนียวหนืด

“เปล่า... มันคือ ‘ความฝัน’” เซเลสเทนโผล่หน้ามาจากด้านหลังผลึกแก้ว ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกที่ปิดไม่มิด “ฉันตรวจเช็คค่าความเข้มข้นของแสงจากผลึกแก้วในมิตินี้แล้ว มันผิดปกติไปหมด! แสงไม่ได้แค่สะท้อนภาพอดีต แต่มันกำลังควบแน่นเอาเจตจำนงบางอย่างมาสร้างเป็นวัตถุที่มีมวล! ดูนั่นสิ!”

เซเลสเทนชี้ไปที่เส้นขอบฟ้าของมหาสมุทรหมึก ที่นั่น สิ่งที่ควรจะเป็นเพียงกลุ่มก้อนอักขระไร้รูปทรงกำลังก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่างของเมืองเอลเดอร์เมียร์ที่สมบูรณ์แบบยิ่งกว่าความจริง แต่มันกลับดู ‘สว่าง’ จนเกินไป สถาปัตยกรรมของ Castellane ถูกสร้างขึ้นจากแสงที่จับต้องได้ ตึกรามบ้านช่องไม่ได้ก่อขึ้นจากหิน แต่ก่อขึ้นจากภาพจำที่งดงามที่สุดของมัน

“มันคือความฝันที่กลายเป็นจริง...” บรอนเวนพึมพำ เธอเห็นสวนดอกไม้ที่ไม่มีวันเหี่ยวเฉาผุดขึ้นมาจากหมึกสีเลือด ดอกไม้เหล่านั้นทำจากเส้นใยแสงที่ถักทออย่างประณีต “แต่มันไม่มีรากฐาน มันไม่มีต้นฉบับ มันคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นจากความว่างเปล่า”

“ไม่ใช่ความว่างเปล่า บรอนเวน!” เอเลียสตะโกนแทรก ขณะที่เขากำลังร่ายเวทเพื่อสร้างเกราะป้องกันอักขระที่พุ่งเข้าใส่พวกเขา “มันคือเจตจำนง! เจตจำนงที่รุนแรงพอจะบิดเบือนกฎของอาลักษณ์แสงได้!”

บรอนเวนจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกประหลาด เธอเห็นภาพของราชินีผู้สง่างามที่ก้าวเดินอยู่บนถนนที่สร้างจากแสงสว่าง นิมิตนั้นทำให้เธอนึกถึงบันทึกเก่าแก่ที่เธอเคยพบในห้องสมุดต้องห้าม ‘คำทำนายถึงราชินีผู้จะมาจุติเพื่อนำความสมดุลมาสู่โลก’ บันทึกนั้นบอกว่าเธอจะมาเพื่อประสานสิ่งที่แตกสลาย แต่สิ่งที่เธอกำลังเห็นอยู่ตอนนี้คือการทำลายล้างความจริงเพื่อสร้างโลกในอุดมคติที่ไม่มีอยู่จริง

“พวกอาลักษณ์ไร้เสียงกำลังใช้เจตจำนงของมนุษย์เป็นเชื้อเพลิง!” เซเลสเทนพูดรัวเร็ว มือของเธอสั่นขณะพยายามปรับจูนผลึกแก้วในมือ “พวกเขาไม่ได้ปลุกผู้บันทึกดั้งเดิมเพื่อมาจดบันทึก แต่พวกเขาปลุกเพื่อมา ‘เขียน’ ความฝันของทุกคนให้กลายเป็นความจริงโดยไม่ต้องมีต้นฉบับ!”

บรอนเวนพยายามจะขัดขืน เธอใช้พลังสร้างรอยขีดข่วนในกระแสหมึก เพื่อพยายามดึงความจริงที่บิดเบี้ยวกลับมา แต่ทุกครั้งที่เธอขีดเขียนลงไป รอยแผลนั้นกลับถูกเติมเต็มด้วยแสงสว่างทันที เหมือนกับว่าโลกใบใหม่นี้ปฏิเสธความเจ็บปวดและความไม่สมบูรณ์แบบ

“ทำไมมันถึงทำแบบนี้ได้?” บรอนเวนถาม เสียงของเธอสั่นเครือเป็นครั้งแรก “ความจริงต้องมีที่มา ต้องมีกระบวนการ แต่นี่มัน...”

“มันคือความเชื่อ!” เอเลียสตอบ เขาพยายามยันตัวขึ้นจากหมึกที่เริ่มสูงขึ้นถึงระดับเอว “เจตจำนงที่ขับเคลื่อนสิ่งนี้ไม่ใช่เวทมนตร์ แต่มันคือความเชื่อร่วมกันของมนุษย์ว่าโลกควรจะเป็นอย่างไร เมื่อความเชื่อนั้นรุนแรงพอที่จะกดทับความจริง... ความฝันก็จะมีตัวตนขึ้นมา”

บรอนเวนหยุดนิ่ง เธอจ้องมองไปที่ความฝันที่กำลังขยายตัวออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง เมืองเอลเดอร์เมียร์ในเวอร์ชันแสงสว่างกำลังกลืนกินท้องฟ้าและผืนดินที่แท้จริงไปทีละน้อย เธอเห็นผู้คน—หรือสิ่งที่เป็นตัวแทนของผู้คน—เดินออกมาจากแสงเหล่านั้น พวกเขาไม่มีเงา ไม่มีรอยตำหนิ ทุกอย่างสมบูรณ์แบบจนน่าคลื่นไส้

“ถ้าความเชื่อสร้างสิ่งนี้ได้...” บรอนเวนพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาและตรงไปตรงมา “งั้นถ้าเราเปลี่ยนความเชื่อล่ะ?”

“มันไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น บรอนเวน!” เซเลสเทนตะโกน “เรากำลังสู้กับแรงดึงดูดของมวลรวมทางจิตวิญญาณ! ดูนั่นสิ! มันกำลังจะถึงจุดวิกฤตแล้ว!”

ทันใดนั้น มหาสมุทรอักขระสีเลือดก็หยุดนิ่ง แสงที่สว่างจ้าเริ่มควบแน่นจนกลายเป็นคลื่นกระแทกขนาดมหึมาที่พุ่งตรงมายังตำแหน่งที่พวกเขายืนอยู่ บรอนเวนเห็นเงาร่างของอาลักษณ์ไร้เสียงปรากฏขึ้นเหนือคลื่นนั้น พวกเขาไม่ได้สู้ด้วยดาบหรือเวทมนตร์ แต่พวกเขากำลัง ‘จ้องมอง’ ไปที่ความฝันนั้นด้วยความศรัทธา

เสียงกัมปนาทดังขึ้นเมื่อคลื่นแห่งความฝันปะทะกับความจริงที่เหลืออยู่ บรอนเวนรู้สึกได้ถึงพื้นดินใต้เท้าที่สลายกลายเป็นละอองแสง เธอเห็นเอเลียสและเซเลสเทนถูกแรงอัดจนกระเด็นออกไปคนละทิศทาง แต่เธอกลับถูกดึงดูดเข้าหาใจกลางของแสงสว่างนั้น

ภาพตรงหน้าเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน จากมหาสมุทรหมึกสีเลือด กลายเป็นทุ่งกว้างที่ไร้ขอบเขตซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ทุกสิ่งถูกเขียนขึ้นด้วยอักขระที่ส่องประกาย นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนผ่าน แต่มันคือการกำเนิดใหม่

บรอนเวนยื่นมือออกไปสัมผัสอากาศที่เต็มไปด้วยละอองอักขระ เธอไม่ได้รู้สึกถึงความว่างเปล่าอีกต่อไป แต่เธอรู้สึกถึงความหนาแน่นของ ‘ความเป็นจริงใหม่’ ที่กำลังถูกเขียนทับลงบนโลกใบเดิม

“มันเริ่มขึ้นแล้ว...” เธอพึมพำ ขณะที่รอยแยกของมิติเปิดออกกว้างขึ้น เผยให้เห็นโลกที่ความฝันและความจริงไม่ได้แยกออกจากกันอีกต่อไป แต่กลายเป็นเนื้อเดียวกันอย่างน่าพรั่นพรพรึง

--- บรอนเวนและพวกพ้องเผชิญหน้ากับมหาสมุทรหมึกสีเลือดที่กำลังเปลี่ยนสภาพเป็นโลกแห่งความฝันที่สร้างจากเจตจำนงและความเชื่อของมนุษย์ เธอตระหนักว่าอาลักษณ์ไร้เสียงกำลังใช้พลังนี้เพื่อเขียนความจริงใหม่ขึ้นมาแทนที่โลกเดิม