ตอนที่ 8 — ทางเดินใต้ดินและรอยเปื้อนที่คุ้นตา
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของหน่วยตรวจการสภาจารึกดังสะท้อนผ่านผนังหินเย็นเฉียบ ไมโลหอบหายใจถี่จนหน้าอกกระเพื่อม รอยแผลถลอกที่เข่าแสบแปลบทุกครั้งที่เขาพยายามตะเกียกตะกายลงสู่ช่องแคบระหว่างซอกหิน เขาเหลือบมองไปด้านหลัง แสงคบไฟจากกลุ่มผู้ไล่ล่าวูบวาบอยู่ตรงปากทางเข้าอุโมงค์ที่เขาเพิ่งมุดลงมา
“เร็วเข้า ไมโล! ถ้าเจ้าหยุดเดิน ข้าจะทิ้งเจ้าไว้ให้พวกมันจับไปเผา!” เสียงกระซิบที่ฟังดูเหมือนเสียงขูดหินของเซราฟิน่าดังมาจากทิศทางที่เขาไม่แน่ใจว่าเธออยู่ตรงไหน หรือเธอแค่กำลังหลอกล่อให้เขาเดินไปในทิศทางที่ถูกต้องกันแน่
ไมโลไม่ได้ตอบ เขาใช้มือที่สั่นเทาคลำไปตามผนังหินที่ชื้นแฉะ ผิวสัมผัสของมันไม่ได้เรียบเนียนเหมือนหินในเขตเมือง แต่มันขรุขระและมีเมือกบางอย่างเคลือบอยู่ เขาต้องรีบหาทางลับที่อคิราห์เคยบอกไว้ก่อนจะถูกคุมตัวไป ทว่าความมืดในอุโมงค์นี้หนาทึบจนดูเหมือนจะกลืนกินแสงสว่างจากตะเกียงจิ๋วในมือเขาไปจนหมดสิ้น
กริ๊ก!
เท้าของเขาเหยียบลงบนแผ่นหินที่ขยับได้ผิดจังหวะ ไมโลชะงักกึก หัวใจเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมาจากอก เขาพยายามนิ่งสนิท แต่เสียงหึ่ง ๆ ของแมลงบางอย่างที่บินวนอยู่รอบศีรษะทำให้เขาเสียสมาธิ ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนเบา ๆ ก็ส่งผ่านมาจากใต้ฝ่าเท้า
“อย่าขยับ...” เขาพึมพำกับตัวเอง พลางมองไปที่รอยแยกบนพื้น
ก่อนที่เขาจะได้ตัดสินใจถอยหลัง ลูกศรหินขนาดเล็กก็พุ่งทะลุออกมาจากผนังด้านข้างด้วยความเร็วสูง มันไม่ได้พุ่งมาที่ตัวเขาโดยตรง แต่พุ่งผ่านไหล่ไปเพียงไม่กี่นิ้ว แรงลมจากมันทำให้เขารู้สึกเย็นวาบที่ต้นคอ ไมโลตัดสินใจออกตัววิ่งทันที เขาไม่มีเวลามานั่งวิเคราะห์กลไกกับดักอีกต่อไป
ในขณะที่เขากำลังวิ่งหลบหลีกซอกมุมที่ดูเหมือนจะเป็นทางตัน สิ่งมีชีวิตบางอย่างก็กระโจนออกมาจากเงามืด มันคือ ‘เงาเลื้อย’ สัตว์เลื้อยคลานไร้ดวงตาที่มีผิวหนังขรุขระเหมือนหินปูน มันพุ่งเข้าใส่ขาของเขาด้วยความเร็วสูง ไมโลใช้ไม้เท้าสั้นที่ติดตัวมาฟาดลงไปที่ลำตัวของมัน เสียงกระดูกหักดังกรอบแกรบพร้อมกับของเหลวสีคล้ำที่กระเซ็นใส่ข้อมือของเขา
เขารีบวิ่งหนีออกมาจากจุดนั้น ทว่าเมื่อแสงจากตะเกียงส่องกระทบกับกลไกของกับดักลูกศรที่เพิ่งทำงานไป ไมโลก็ต้องหยุดชะงัก รอยสลักบนกลไกหินนั้นไม่ใช่ลายเส้นที่สมมาตรและเป็นระเบียบเหมือนอักขระศักดิ์สิทธิ์ที่สภาจารึกใช้ แต่มันคือเส้นสายที่บิดเบี้ยว ไหลเยิ้ม และดูไร้ทิศทาง
“นี่มัน...” ไมโลย่อตัวลง มองดูรอยสลักที่ดูเหมือนรอยเปื้อนหมึกบนหิน “ทำไมมันถึงเหมือนกับ... รอยบนตัวของผู้ติดเชื้อโรคหมึกละลาย?”
เขานึกถึงภาพใบหน้าของชาวเมืองที่กำลังกรีดร้องเมื่ออักขระบนผิวหนังเริ่มจางหาย กลายเป็นรอยเปื้อนสีดำที่ไร้ความหมาย รอยสลักบนกับดักนี้มีลักษณะเดียวกันเป๊ะ มันคือความโกลาหลที่ถูกจารึกไว้บนวัตถุแข็ง ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว—หากสิ่งนี้คือกับดักที่ทำงานได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องอาศัยการควบคุมจากอักขระที่สมบูรณ์ แสดงว่ารอยเปื้อนพวกนี้ไม่ใช่แค่ความเสื่อมสลาย แต่มันคือ ‘พลัง’ รูปแบบใหม่
เสียงฝีเท้าของหน่วยตรวจการใกล้เข้ามาทุกที ไมโลต้องตัดสินใจ เขาเห็นช่องแคบที่ดูเหมือนจะเป็นทางลงสู่ชั้นที่ลึกกว่า เขาตัดสินใจทิ้งตะเกียงลงไปเพื่อดูว่ามันจะตกลงบนพื้นหรือไม่ ทันทีที่แสงจางหายไป เขาก็เห็นเงาของกลุ่มคนจำนวนมากอยู่เบื้องล่าง
เขาตัดสินใจกระโดดลงไปในช่องแคบนั้น ร่างของเขากระแทกกับเนินดินและรากไม้ที่นุ่มกว่าหินด้านบน เขารูดตัวลงมาตามความลาดชันจนกระทั่งตกลงมาบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยเศษผ้าและกลิ่นอับชื้น
“ใครน่ะ!” เสียงตะโกนแหบพร่าดังขึ้นทันที ไมโลเงยหน้าขึ้นมอง เขาพบว่าตัวเองอยู่กลางห้องโถงใต้ดินขนาดใหญ่ที่ถูกขุดเจาะอย่างลวก ๆ รอบข้างไม่ได้มีแค่ความมืด แต่มีแสงจากกองไฟเล็ก ๆ หลายจุดที่ถูกจุดขึ้นอย่างระมัดระวัง
ชายคนหนึ่งในชุดผ้าคลุมขาดวิ่นเดินเข้ามาหาเขา ในมือถือมีดสั้นที่ปลายมีดถูกจารึกด้วยอักขระที่ดูสั่นคลอน “เจ้าเป็นคนของสภาใช่ไหม? บอกมาว่าตามพวกเรามาหรือเปล่า!”
ไมโลชูมือขึ้นทั้งสองข้าง “เปล่า! ข้า... ข้าแค่หลงทาง ข้าหนีพวกหน่วยตรวจการมา!”
ชายคนนั้นหรี่ตามอง ก่อนจะลดมีดลงเมื่อเห็นรอยเปื้อนหมึกที่ข้อมือของไมโลจากการต่อสู้กับเงาเลื้อย “เจ้าหนีรอดมาได้งั้นหรือ? เข้ามาเร็ว เข้ามาในวงไฟก่อนที่พวกมันจะตามกลิ่นมาเจอ”
ไมโลมองไปรอบ ๆ เขาเห็นผู้คนมากมาย ทั้งเด็กและคนชรา ทุกคนมีลักษณะคล้ายกัน—ผิวหนังของพวกเขามีรอยเปื้อนสีดำที่ดูคล้ายกับโรคหมึกละลาย แต่ดวงตาของพวกเขาไม่ได้ดูเลื่อนลอยเหมือนผู้ป่วยที่เสียความทรงจำ ในทางกลับกัน แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและการเฝ้ารอ
“ที่นี่คือที่ไหน?” ไมโลถามพลางขยับตัวนั่งลงข้างกองไฟ
“ที่ที่สภาจารึกศักดิ์สิทธิ์ไม่มีวันมาถึง” หญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ตอบ เธอมีรอยอักขระที่แขนที่กำลังค่อย ๆ จางหายไป แต่เธอกลับใช้หมึกสีดำเข้มข้นเขียนทับมันลงไปใหม่ด้วยความมั่นใจ “ที่นี่คือบ้านของคนที่ความทรงจำไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำสั่งของพวกคนบนยอดเขา”
ไมโลมองดูมือของตัวเองที่ยังสั่นไม่หาย เขามองเห็นความหวังที่แฝงอยู่ในความมืดมิดนี้ ความจริงที่ว่าอักขระที่ดูเหมือนความตายอาจจะเป็นกุญแจสู่เสรีภาพ เขาจะไม่หนีอีกต่อไป หากการหนีหมายถึงการต้องอยู่อย่างหวาดกลัวภายใต้กฎเกณฑ์ของคัลลัน เขาจะเลือกยืนอยู่ตรงนี้... ในที่ที่ความทรงจำถูกปกป้องด้วยหยาดเหงื่อและหมึกที่เปื้อนเปรอะ
--- ไมโลใช้ทางลับใต้ดินเพื่อหนีจากการตามล่าของสภาจารึก แต่กลับต้องเผชิญกับกับดักโบราณและสัตว์ประหลาด ก่อนจะค้นพบว่ากลไกกับดักเหล่านั้นใช้อักขระรูปแบบเดียวกับโรคหมึกละลาย และในที่สุดเขาก็พบกลุ่มกบฏที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน