← สารบัญตอน

รอยจารึกแห่งนครทราย

ตอนที่ 81ฟรี

ตอนที่ 81 — เสียงกระซิบจากแก่นแก้ว

ประกายแสงสีทองสว่างวาบราวกับดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวันกำลังจะระเบิด ท่ามกลางความเงียบที่หนาวเหน็บจนสัมผัสได้ถึงกระดูก กานต์ยืนนิ่งงัน ลมหายใจติดขัดอยู่ในอก ร่างกายที่เคยเป็นมนุษย์บัดนี้ถูกหล่อหลอมใหม่ให้กลายเป็นผลึกแก้วทราย เปราะบางราวกับน้ำแข็งบางๆ ยามต้องแสงแดดอันแผดเผาของอารยันนครที่กำลังกลายสภาพ.

ภาพตรงหน้าคืออารยันนครที่เขาคุ้นเคย ทว่ากลับแปลกแยกอย่างน่าประหลาด ตึกรามบ้านช่องที่เคยมีชีวิตชีวา บัดนี้ถูกเคลือบไว้ด้วยชั้นผลึกแก้วสีทองอร่ามสะท้อนแสงยามเช้าจนเจิดจ้าเกินกว่าจะมองตรงๆ ถนนหนทาง ท่ามกลางหมู่เมฆอันเป็นผืนฟ้าของนครลอยฟ้าแห่งนี้ ถูกแต่งแต้มด้วยประกายระยิบระยับราวกับถูกโรยด้วยผงเพชร ความสมบูรณ์แบบที่ไร้ที่ติ งดงามจนน่าพรั่นพรึง.

“นี่คือ…ชัยชนะ?” เสียงของเขาแหบพร่า ราวกับเศษแก้วที่กำลังครูดเบียดกัน เขากลืนน้ำลายฝืดๆ พลางยกมือขึ้นมอง มือของเขากลายเป็นผลึกแก้วใสที่มองเห็นเส้นเลือดสีทองไหลเวียนอยู่ภายใน มันงดงามอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่ก็เย็นชาจนสัมผัสได้ถึงความว่างเปล่า

เสียงกระซิบที่เขาได้ยินเมื่อครู่ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ ไม่ใช่เสียงของลมพายุ แต่เป็นเสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของผลึกแก้วเอง ราวกับนครทั้งนครกำลังจะเปล่งเสียงออกมาพร้อมกัน

“ทุกอย่าง…สมบูรณ์แบบแล้ว…” “ปราศจากความทรงจำ…ปราศจากความเจ็บปวด…” “ทุกสิ่ง…สงบนิ่ง…”

เสียงกระซิบเหล่านั้นวนเวียนอยู่รอบตัวเขา ราวกับต้องการจะกล่อมให้เขายอมรับความสมบูรณ์แบบอันน่าหวาดหวั่นนี้ กานต์กวาดสายตาไปรอบๆ พยายามมองหาใบหน้าที่คุ้นเคย ร่องรอยของชีวิตที่เคยมีอยู่ แต่สิ่งที่เขาเห็นมีเพียงเงาสะท้อนของตัวเองที่บิดเบี้ยวไปมาบนผืนแก้วของสิ่งก่อสร้างต่างๆ

“เซนอส!” เขาตะโกนเรียกชื่อเพื่อนสนิท แต่เสียงของเขากลับถูกกลืนหายไปในความเงียบสงัดของนครแห่งนี้ มีเพียงเสียงกระซิบที่ตอบกลับมาเป็นระลอกคลื่น

“ไม่มี…ผู้ใด…อยู่ที่นี่…” “มีเพียง…ความสมบูรณ์…”

หัวใจของกานต์บีบรัดแน่น เขาจำได้ถึงการเสียสละของเซนอส การเสียสละเพื่อช่วยให้เขาหลุดพ้นจากอักขระแห่งความเงียบ และกลับมายังนครแห่งนี้ ทว่า…นี่คือผลลัพธ์ที่เขาคาดหวังไว้หรือ? อารยันนครที่กลายเป็นผลึกแก้วอันงดงาม แต่กลับไร้ซึ่งชีวิตชีวา ไร้ซึ่งความทรงจำ ไร้ซึ่งตัวตน

เขาจำได้ถึงการต่อสู้ การเสียสละ และความหวังที่เขาเคยมี ความหวังที่จะกอบกู้ความทรงจำของนครแห่งนี้ แต่สิ่งที่เขาได้กลับมาคือความเงียบสงัดอันน่าสะพรึงกลัว

“ไม่…นี่ไม่ใช่ชัยชนะ…” กานต์พึมพำกับตัวเอง ขาของเขาก้าวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า มุ่งหน้าไปยังใจกลางของนครที่เสียงกระซิบดังมาจากที่นั่น เขาต้องหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้น และจะทำอย่างไรเพื่อปลุกชีวิตชีวาให้กลับคืนมาสู่ที่แห่งนี้

ขณะที่เขาเดินไปตามถนนที่ปูด้วยผลึกแก้ว ผิวของเขาก็เริ่มมีรอยร้าวปรากฏขึ้น รอยร้าวเล็กๆ ที่ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น ราวกับร่างกายที่กลายเป็นแก้วของเขาไม่สามารถทนทานต่อความสมบูรณ์แบบอันเย็นชาของนครแห่งนี้ได้

“พลังของแกนเสียง…มัน…มันเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง…” เขาสัมผัสรอยร้าวบนแขนตนเอง ความเจ็บปวดเล็กๆ แล่นผ่าน แต่ก็เป็นความเจ็บปวดที่คุ้นเคย เป็นสัญญาณแห่งการมีชีวิต

เมื่อเดินมาถึงใจกลางของนคร กานต์ก็พบกับสิ่งที่ทำให้เขาต้องหยุดชะงัก เบื้องหน้าคือแท่นบูชาขนาดใหญ่ที่สร้างจากผลึกแก้วสีเข้ม ยิ่งกว่าส่วนใดๆ ของนคร และบนแท่นบูชานั้น…คือ ‘แกนเสียงดนตรีแห่งทราย’ ที่ถูกสลักด้วยอักขระโบราณสีดำสนิทราวกับเงาของความมืด

อักขระเหล่านั้นกำลังเปล่งประกายสีดำออกมาอย่างช้าๆ ราวกับกำลังสูบฉีดความว่างเปล่าเข้าไปในแกนเสียง ทำให้พลังงานที่เคยอบอุ่นและเต็มเปี่ยมด้วยชีวิต กลายเป็นความเย็นชาและไร้ซึ่งจิตวิญญาณ

“แกนเสียง…” กานต์เอ่ยชื่อวัตถุโบราณที่เขาตามหามาตลอดด้วยความรู้สึกที่ปวดร้าว “มัน…มันถูกครอบงำ…”

เสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มาจากแกนเสียงโดยตรง มันไม่ใช่เสียงที่มาจากภายนอกอีกต่อไป แต่เป็นเสียงที่ดังมาจากภายในตัวเขาเอง เป็นเสียงที่สะท้อนก้องอยู่ในจิตวิญญาณ

“ความทรงจำ…คือความเจ็บปวด…” “ความเจ็บปวด…คือความโกลาหล…” “ความโกลาหล…คือสิ่งที่จะต้องถูกกำจัด…”

กานต์หลับตาลง พยายามรวบรวมเศษเสี้ยวความทรงจำสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่ ความทรงจำเกี่ยวกับเซนอส ความทรงจำเกี่ยวกับอารยันนครในอดีต ความทรงจำเกี่ยวกับบทเพลงแห่งการดำรงอยู่

“ไม่…” เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาข้างหนึ่งที่เคยพร่ามัวบัดนี้เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ความทรงจำ…คือสิ่งที่ทำให้เราเป็นเรา…”

เขารู้ดีว่าการกระทำของเขาในการนำพาความทรงจำกลับคืนมานั้น ได้ปลุกบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา บางสิ่งที่ไม่ใช่แค่ ‘ผู้กวาดล้างจังหวะ’ แต่เป็น ‘เจตจำนงแห่งความเงียบ’ ที่แท้จริง

“มันต้องการจะลบเลือนทุกสิ่ง…ให้กลับสู่ความว่างเปล่า…”

กานต์ยกมือที่กลายเป็นผลึกแก้วขึ้น มือของเขาสั่นเล็กน้อย ทว่าบนฝ่ามือกลับปรากฏแสงสีทองเรืองรองขึ้นมา มันคือเศษเสี้ยวสุดท้ายของพลังที่เขาเหลืออยู่ เขาต้องสลักอักขระแห่งการคงอยู่ลงบนแกนเสียงอีกครั้ง แม้จะรู้ว่ามันอาจไม่ใช่การต่อสู้ที่เขาจะชนะได้

“ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าลบเลือนทุกสิ่ง…” เขากล่าวด้วยเสียงที่หนักแน่น “ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ…ตราบใดที่ยังมีเสียงเพลง…ข้าจะสู้…”

ทันใดนั้น ร่างกายของเขาก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง รอยร้าวบนผิวแก้วขยายใหญ่ขึ้น ราวกับจะปริแตกออกเป็นเสี่ยงๆ อักขระสีดำบนแกนเสียงดนตรีแห่งทรายก็เริ่มสว่างวาบขึ้น พร้อมกับเสียงกระซิบที่ดังขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นเสียงกรีดร้องที่บาดลึกเข้าไปในโสตประสาท

“เจ้า…ไม่เข้าใจ…” “ความสงบ…คือที่สุด…” “ความว่างเปล่า…คือการดำรงอยู่…”

กานต์รู้สึกเหมือนถูกดึงดูดเข้าหาแกนเสียงอย่างรุนแรง ร่างกายของเขากำลังจะแตกสลาย กลืนหายไปในความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด แต่เขายังคงยึดมั่นในความคิดเดียว…ต้องสลักอักขระแห่งการคงอยู่

ด้วยแรงเฮือกสุดท้าย เขากระชากมือที่สั่นเทาออกไป ปล่อยพลังงานที่เหลืออยู่ทั้งหมดเข้าปะทะกับแกนเสียง เสียงดังกึกก้องราวกับฟ้าถล่ม พื้นแก้วใต้เท้าแตกกระจายออกเป็นวงกว้าง แสงสีทองและสีดำปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง กานต์รู้สึกราวกับถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ

ภาพสุดท้ายที่เขาเห็น ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลง คืออักขระสีดำที่พยายามกลืนกินร่างของเขา และเสียงกระซิบที่ดังขึ้นอีกครั้ง…

“เจ้า…ล้มเหลว…”

แล้วทุกอย่างก็กลายเป็นความมืดมิด…ความว่างเปล่า…อันสมบูรณ์แบบ

แต่ในความมืดมิดนั้นเอง กานต์กลับสัมผัสได้ถึงสิ่งแปลกปลอมบางอย่าง…บางสิ่งที่เย็นเยียบและแข็งกระด้าง…มันไม่ใช่ผลึกแก้ว…แต่เป็น…หิน?

ความทรงจำสุดท้ายของเขาคือภาพของอารยันนครที่กลายเป็นนครผลึกแก้วอันงดงามแต่ไร้ชีวิตชีวา เสียงกระซิบที่ดังมาจากใจกลางนคร และการต่อสู้กับเจตจำนงแห่งความเงียบที่พยายามกลืนกินทุกสรรพสิ่ง

เขา…รอดมาได้อย่างไร?

และที่นี่…คือที่ไหนกันแน่?

ความรู้สึกเย็นยะเยือกเริ่มคืบคลานเข้ามา…ไม่เหมือนความเย็นของผลึกแก้ว…แต่เป็นความเย็นของหิน…หินที่ถูกกัดกร่อน…หินที่ถูกทิ้งร้าง…

--- ในนครผลึกแก้วอันสมบูรณ์แบบแต่ไร้ชีวิตชีวา กานต์เผชิญหน้ากับแกนเสียงดนตรีแห่งทรายที่ถูกครอบงำโดยอักขระแห่งความเงียบ เขาพยายามสลักอักขระแห่งการคงอยู่เพื่อต่อต้าน แต่กลับถูกความเงียบกลืนกินและพบว่าตนเองตื่นขึ้นมาในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยซึ่งเต็มไปด้วยหินที่ถูกทิ้งร้าง