← สารบัญตอน

รอยจารึกแห่งนครทราย

ตอนที่ 80ฟรี

ตอนที่ 80 — เสียงกระซิบสุดท้ายจากแก่นแก้ว

ความมืดที่กัดกินทุกสิ่งคือผืนผ้าใบใหม่ที่รอการแต่งแต้มด้วยอักขระแห่งการคงอยู่ของกานต์ ร่างกายที่บัดนี้กลายเป็นผลึกแก้วทรายอันบอบบาง แตกเป็นเสี่ยงๆ ดุจกระจกที่ถูกทุบอย่างโหดร้าย ยังคงสั่นสะท้านภายใต้แรงกดดันอันมหาศาลจาก 'เจตจำนงแห่งความเงียบ' ที่แผ่ขยายออกราวกับหมึกสีดำกำลังย้อมสีน้ำใสให้ขุ่นมัว เสียงแห่งความว่างเปล่าดังระงมอยู่ในหู ราวกับเสียงกระซิบของนับพันล้านชีวิตที่ถูกลบเลือนไปตลอดกาล กานต์พยายามรวบรวมเศษเสี้ยวความทรงจำสุดท้ายที่ยังคงเกาะเกี่ยวอยู่กับจิตวิญญาณอันเปราะบางของเขา ราวกับนักปีนป่ายที่เกาะกุมก้อนหินสุดท้ายบนหน้าผาสูงชัน ทุกเศษเสี้ยวคือความเจ็บปวด ความสุข ความรัก ความสูญเสีย — ทุกอย่างที่หล่อหลอมให้เขากลายเป็น 'กานต์' การสลักอักขระแห่งการคงอยู่บนแกนเสียงดนตรีแห่งทรายคือเดิมพันครั้งสุดท้ายที่เขาต้องทำ ก่อนที่ประตูมิติอันเป็นทางรอดเพียงหนึ่งเดียวจะปิดลงตลอดกาล

“ต้อง… ทำ… ให้… ได้…” เสียงแหบพร่าหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากที่เริ่มกลายเป็นแก้วทราย เขาหลับตาลง สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่เย็นเยียบของแกนเสียงที่ถูกครอบงำด้วยอักขระสีดำเหล่านั้น พลังของ 'เจตจำนงแห่งความเงียบ' แผ่ซ่านเข้ามาทุกอณู ราวกับมันกำลังพยายามจะฉีกทึ้งตัวตนของเขาออกเป็นชิ้นๆ พลังงานอันมหาศาลที่ดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว ทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังลอยเคว้งคว้างอยู่กลางมหาสมุทรอันไร้ที่สิ้นสุด แต่ภายในความว่างเปล่านั้น เขากลับมองเห็นภาพรางเลือนของอารยันนคร เมืองแห่งความทรงจำที่เขาเคยรู้จัก เมืองที่บัดนี้กำลังถูกกลืนกินโดยพายุแห่งความเงียบเช่นกัน ภาพของเซนอส ใบหน้าของเขาที่เต็มไปด้วยความกังวล แต่ดวงตาของเขากลับฉายแววแห่งความหวัง เป็นภาพสุดท้ายที่ยังคงติดตรึงอยู่ในจิตใจ

“เซนอส…” เขาพึมพำชื่อของสหายรักออกมา เสียงสะท้อนกลับมาเป็นเพียงเสียงกระซิบแผ่วเบาที่จางหายไปในความว่างเปล่า เขาถอนหายใจ พยายามรวบรวมสมาธิอีกครั้ง มือที่กลายเป็นแก้วทรายเริ่มขยับช้าๆ สัมผัสได้ถึงโครงสร้างอันซับซ้อนของแกนเสียงดนตรีแห่งทราย พลังงานที่สั่นสะเทือนอย่างแผ่วเบา ทว่าถูกกดทับด้วยอักขระแห่งความเงียบ กานต์นึกถึงเสียงเพลงที่แกนเสียงนี้เคยบรรเลง เสียงเพลงที่ปลุกความทรงจำ เสียงเพลงที่รักษาบาดแผล เสียงเพลงที่มอบชีวิตให้กับอารยันนคร เสียงเพลงนั้น… จะต้องไม่ถูกลบเลือนไป

เขาเริ่มสลักอักขระแห่งการคงอยู่ลงบนพื้นผิวของแกนเสียง ราวกับกำลังวาดเส้นชีวิตลงบนผืนผ้าใบแห่งความตาย ทุกเส้น ทุกมุม ทุกการโค้งงอของอักขระคือความพยายามครั้งสุดท้ายของเขาที่จะยืนหยัดต่อสู้กับความว่างเปล่านี้ เขาหล่อหลอมเศษเสี้ยวความทรงจำที่เหลืออยู่ – เสียงหัวเราะของเด็กๆ ในอารยันนคร, กลิ่นหอมของดอกทรายยามเช้า, สัมผัสอันอบอุ่นของมือเซนอส, ความเจ็บปวดจากการสูญเสีย, ความหวังที่ริบหรี่ – ทั้งหมดหลอมรวมเป็นพลังงานที่ร้อนแรง พุ่งเข้าไปในอักขระที่เขากำลังสลัก

“จงดำรงอยู่!” เขาตะโกนก้อง เสียงของเขาดังขึ้นเรื่อยๆ พลังงานที่หลั่งไหลออกมาจากตัวเขาสะท้อนกลับไปมาระหว่างร่างกายแก้วทรายที่แตกสลายของเขาและแกนเสียงดนตรีแห่งทราย อักขระที่เขาค่อยๆ สลักลงไปเริ่มเปล่งแสงสีทองอันอบอุ่น ส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิดที่กำลังโอบล้อมเขา แสงนั้นค่อยๆ แผ่ขยายออก กลืนกินอักขระสีดำที่ครอบงำแกนเสียงอยู่

ทันใดนั้นเอง ประตูมิติที่ปรากฏขึ้นอยู่เบื้องหน้าก็เริ่มสั่นไหว แสงสีฟ้าเรืองรองที่เคยสว่างไสว บัดนี้เริ่มหรี่ลงอย่างรวดเร็ว ราวกับว่ามันกำลังจะปิดตัวลง กานต์รู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดอันมหาศาลที่กำลังพยายามฉุดกระชากเขาออกไปจากแกนเสียงดนตรี “ไม่! ยังไม่เสร็จ!” เขาพยายามยึดเกาะแกนเสียงไว้ให้แน่น ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่าง ผลึกแก้วทรายบนร่างกายของเขาเริ่มร้าวมากขึ้น เสียงดัง 'แคร็ก' ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

‘เจตจำนงแห่งความเงียบ’ ส่งเสียงคำรามออกมา ราวกับไม่พอใจกับการต่อต้านของเขา มันแผ่ขยายความว่างเปล่าเข้ามาใกล้ขึ้นอีก จนกานต์สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่กำลังกัดกินผิวหนังแก้วทรายของเขา “ขอโทษนะ เซนอส… ฉันอาจจะ… ไปไม่ถึง…” เขาหลับตาลงอีกครั้ง นึกถึงใบหน้าของสหายรัก และเมืองที่เขารัก

แต่แล้ว… บางสิ่งบางอย่างก็เกิดขึ้น เสียงเพลงที่เคยถูกกดทับด้วยความเงียบ บัดนี้ดังขึ้นอย่างแผ่วเบา แต่กลับทรงพลัง มันคือเสียงเพลงแห่งการคงอยู่ ที่กานต์เพิ่งจะสลักลงไป เสียงเพลงนั้นค่อยๆ แผ่ขยายออก กระจายไปทั่วร่างของเขา และสัมผัสกับแกนเสียงดนตรีแห่งทรายอย่างเต็มที่ อักขระสีดำที่เคยครอบงำแกนเสียง บัดนี้เริ่มสลายไป ราวกับหิมะที่ละลายใต้แสงอาทิตย์

แกนเสียงดนตรีแห่งทรายกลับมามีชีวิตอีกครั้ง! มันเปล่งเสียงดนตรีที่ไพเราะ แต่แฝงไปด้วยความโหยหาและความเจ็บปวด – เสียงเพลงที่กานต์รู้จัก เสียงเพลงที่เขาพยายามจะรักษาไว้ แสงสีทองที่สลักอยู่บนแกนเสียงสว่างวาบขึ้น ปกป้องกานต์จากแรงดึงดูดอันมหาศาลของ ‘เจตจำนงแห่งความเงียบ’

ประตูมิติที่กำลังจะปิดลง บัดนี้กลับสว่างไสวขึ้นอีกครั้ง แสงสีฟ้าเรืองรองเปล่งประกายเจิดจ้ากว่าเดิม ราวกับจะเชื้อเชิญให้กานต์ก้าวข้ามผ่านมันไป ทว่า… ร่างกายของเขาที่เต็มไปด้วยรอยร้าว และน้ำหนักของอักขระแห่งการคงอยู่บนแกนเสียงที่เขาเพิ่งสลักลงไป ทำให้เขาไม่สามารถขยับตัวได้

“ไปสิ กานต์! ไป!” เสียงของเซนอสดังขึ้นจากภายในประตูมิติ เป็นเสียงที่ดังชัดเจนกว่าที่เคย ราวกับเขาได้ปลดปล่อยพลังบางอย่างออกมา “ฉันจะถ่วงเวลาให้! ไป!”

กานต์เงยหน้าขึ้นมองประตูมิติ ภาพของเซนอสที่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงสีฟ้าสว่างไสวปรากฏขึ้นในดวงตาของเขา แม้จะอยู่ในสภาพที่บอบช้ำที่สุด แต่ใบหน้าของเซนอสกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เขาเห็นเซนอสพยายามใช้พลังบางอย่าง ดึงดูดความสนใจของ 'เจตจำนงแห่งความเงียบ' ให้หันเหความสนใจไปจากกานต์

“เซนอส!” กานต์ตะโกนกลับไป แต่เสียงของเขากลับถูกกลืนกินโดยเสียงดนตรีแห่งทรายที่ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง

กานต์รู้ดีว่านี่คือโอกาสเดียวที่เขามี เขาจะปล่อยให้การเสียสละของเซนอสสูญเปล่าไม่ได้ เขาพยายามรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย ผลักดันแกนเสียงดนตรีแห่งทรายให้พุ่งทะยานไปข้างหน้า

“ขอบคุณ… เซนอส…” เขาพึมพำ ก่อนจะทุ่มสุดแรงเกิด สลักอักขระแห่งการคงอยู่สุดท้ายลงบนแกนเสียง ก่อนจะปล่อยมันไป

แกนเสียงดนตรีแห่งทรายเปล่งแสงสีทองสว่างวาบ ร่างกายของกานต์ที่บอบช้ำ ปลิวตามแรงส่งของแกนเสียง เข้าสู่ประตูมิติที่กำลังจะปิดลงอย่างรวดเร็ว.

วินาทีสุดท้ายก่อนที่เขาจะก้าวข้ามผ่านมิติ กานต์มองเห็นภาพรางเลือนของ 'เจตจำนงแห่งความเงียบ' กำลังพุ่งเข้าใส่เซนอส.

แล้วทุกอย่างก็มืดลง…

เมื่อสติกลับคืนมา กานต์พบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในความว่างเปล่าอีกต่อไป เขาไม่ได้สัมผัสถึงความเย็นยะเยือกของ 'เจตจำนงแห่งความเงียบ' อีกแล้ว แทนที่ด้วยความอบอุ่นอันคุ้นเคย… และกลิ่นอายของทราย

เขาพยายามลืมตาขึ้น ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือผืนทรายสีทองอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา แสงแดดสีทองสาดส่องลงมา ทำให้ผืนทรายเปล่งประกายระยิบระยับราวกับอัญมณี

“ที่นี่… ที่ไหน?” เขาพึมพำ เสียงของเขาแหบแห้ง แต่ทว่า… ร่างกายของเขาไม่ได้แตกสลายอีกต่อไปแล้ว

เขาสำรวจร่างกายของตนเอง ผลึกแก้วทรายที่เคยแตกเป็นเสี่ยงๆ บัดนี้กลับมาเชื่อมต่อกันอย่างน่าอัศจรรย์ แม้จะยังมีรอยร้าวบางๆ หลงเหลืออยู่ แต่ก็ไม่รุนแรงเท่าเมื่อครู่ เขาหยิบแกนเสียงดนตรีแห่งทรายขึ้นมา มันยังคงสั่นสะเทือนอยู่ในมือของเขา และที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้น… มันส่องแสงสีทองอันอบอุ่น

“แกนเสียง…” เขาหยิบมันขึ้นมาสัมผัส “มัน… ยังอยู่…”

ขณะที่เขากำลังประหลาดใจกับสภาพของตนเองและแกนเสียง ดวงตาของเขาก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ไกลออกไป….

โครงสร้างสูงตระหง่านที่สร้างจากผลึกแก้วทราย ส่องประกายระยิบระยับภายใต้แสงอาทิตย์… มันคือ…

“อารยันนคร?” เขาอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง.

แต่แล้ว… ความรู้สึกประหลาดก็แล่นเข้ามาในหัวของเขา.

นครแห่งนี้… มันดู… เงียบสงัดเกินไป.

ไม่มีเสียงผู้คน ไม่มีเสียงลมพัด ไม่มีเสียงใดๆ เลย.

ราวกับว่ามันเป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นจากผลึกแก้วที่ไร้ชีวิตชีวา.

กานต์ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง เท้าของเขาก้าวลงบนผืนทรายนุ่มที่ดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด เขาเดินเข้าไปใกล้นครแห่งนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเข้าใกล้เท่าไหร่ ความรู้สึกถึงความผิดปกตินี้ก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเท่านั้น.

เมื่อเขามาถึงกำแพงเมือง ผลึกแก้วทรายส่องประกายราวกับกระจกเงา แต่เมื่อมองเข้าไปในนั้น… กานต์กลับไม่เห็นภาพสะท้อนของตนเอง.

มีเพียงความว่างเปล่า.

“เกิดอะไรขึ้น?” เขาถามตัวเอง.

เขาเริ่มตระหนักได้ว่า แม้เขาจะหลุดพ้นจาก 'เจตจำนงแห่งความเงียบ' และกลับมายังอารยันนครได้ แต่สิ่งที่รอคอยเขาอยู่ที่นี่… อาจจะโหดร้ายยิ่งกว่า.

นครแห่งนี้… ไม่ใช่ 'อารยันนครแห่งความทรงจำ' ที่เขาเคยรู้จัก.

มันคือ 'อารยันนครแห่งความสมบูรณ์แบบ' ที่ถูกสร้างขึ้นโดยปราศจากความทรงจำ.

และเขาก็ได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบา… ดังมาจากใจกลางของนครแห่งผลึกแก้วนั้น.

เสียงนั้น… ไม่ใช่เสียงแห่งความเงียบ.

แต่เป็นเสียงที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า…

เสียงแห่ง 'ความจอมปลอม' ที่พยายามจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง…

--- กานต์สลักอักขระแห่งการคงอยู่บนแกนเสียงดนตรีแห่งทรายด้วยเศษเสี้ยวความทรงจำสุดท้าย ก่อนจะถูกแรงส่งเข้าสู่ประตูมิติที่กำลังจะปิดลงพร้อมกับการเสียสละของเซนอส เขาตื่นขึ้นมาในอารยันนครที่บัดนี้กลายเป็นนครผลึกแก้วอันสมบูรณ์แบบแต่ไร้ชีวิตชีวาและเงียบสงัดอย่างน่าขนลุก โดยมีเสียงกระซิบที่น่าสะพรึงกลัวดังมาจากใจกลางนคร