← All chapters

The Call of Thunder Peak

Chapter 14Free

ตอนที่ 14 — จังหวะที่ถูกพรากจากรากฐาน

ความหนาวเย็นไม่ได้มาในรูปแบบของอากาศที่ลดต่ำลงเพียงอย่างเดียว แต่มันแทรกซึมผ่านชั้นผิวหนังเข้ามาเหมือนคมมีดที่มองไม่เห็น เมฆานั่งขดตัวอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของกระท่อมไม้ที่เคยเป็นที่พักพิงเพียงแห่งเดียว ความเงียบงันที่เขาเผชิญไม่ใช่ความสงบ แต่มันคือสุญญากาศที่กัดกินจิตวิญญาณ หลังจากที่ 'ผลึกแกนกลางอัสนี' ถูกพรากไป ความอบอุ่นที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิตก็เหือดแห้งไปพร้อมกับแสงสว่างที่เคยมี เหลือเพียงความมืดมิดที่ปกคลุมยอดเขาคีรีอัสนีราวกับผ้าคลุมศพ

เขายังคงพยายามขยับปลายนิ้ว สัมผัสพื้นดินที่สั่นไหวด้วยความหวังที่ริบหรี่ แต่ทว่าความว่างเปล่าคือคำตอบเดียวที่ได้รับ สัมผัสพิเศษที่เคยเป็นเหมือนดวงตาที่สาม—ความสามารถในการอ่านแรงสั่นสะเทือนของโลก—ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงด้วยน้ำมือของเหล่าผู้คุมกฎ ตอนนี้เขากลายเป็นเพียงชายหนุ่มที่หูหนวกและตาบอดต่อจังหวะของธรรมชาติ เขาเป็นเพียงเศษเสี้ยวของมนุษย์ที่หลงทางอยู่ในโลกที่ไร้เสียงและไร้สัมผัส

ลมพายุพัดกรรโชกผ่านร่องหิน เสียงหวีดหวิวของมันเดินทางผ่านโสตประสาทที่ตายด้านของเขาเป็นเพียงแรงกดดันที่น่าอึดอัด เมฆาพยายามรวบรวมสติ ท่ามกลางความหนาวเหน็บที่เริ่มทำให้ปลายนิ้วของเขาชาหนึบ เขาเหลือเพียงสิ่งเดียวที่ยังติดตัวมา... 'สร้อยคอหินแกนเสียง' มันเป็นหินก้อนเล็กๆ ที่ขรุขระซึ่งเขาเก็บได้จากซากวิหารเก่า มันไม่ได้มีพลังมหาศาล แต่มันคือสิ่งเดียวที่ยังสั่นไหวเบาๆ เมื่อเขาสัมผัส มันคือ 'จังหวะแห่งชีวิต' ที่เชื่อมโยงเขากับความทรงจำว่าเขาเคยเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้

ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนที่แตกต่างออกไปก็กระทบเข้าที่ฝ่าเท้า มันไม่ใช่แรงสั่นจากพายุ หรือแรงสั่นจากใต้ดินที่กำลังตื่นขึ้น แต่มันคือจังหวะที่หนักแน่น สม่ำเสมอ และเต็มไปด้วยอำนาจ เมฆาพยายามเงยหน้าขึ้นมองผ่านความมืดมิดที่ขุ่นมัวด้วยหิมะ เขาเห็นเงาร่างหลายร่างเคลื่อนที่ผ่านม่านหมอกขาวโพลน พวกเขาไม่ได้เดินอย่างระแวดระวังเหมือนนักล่า แต่เดินอย่างสง่าผ่าเผยเหมือนผู้ครอบครองดินแดน

ร่างเหล่านั้นสวมชุดคลุมสีเทาเข้มขลิบเงิน ประดับด้วยลวดลายคลื่นเสียงที่ปักด้วยด้ายโลหะ แสงสลัวจากคบเพลิงเวทมนตร์ที่ลอยอยู่รอบตัวพวกเขาทำให้เมฆาเห็นใบหน้าที่เรียบเฉยและเย็นชา พวกเขาคือ 'ภาคีผู้พิทักษ์จังหวะบรรพกาล' กลุ่มนักบวชระดับสูงที่ไม่ได้มาเพื่อชิงทรัพยากรเพื่อสงครามหรือพิธีกรรมเหมือนกลุ่มก่อนหน้า แต่พวกเขามาเพื่อ 'จัดระเบียบ' ทุกสิ่งตามครรลองที่พวกเขาเชื่อว่าถูกต้อง

ผู้นำของพวกเขาเป็นชายวัยกลางคนที่มีแววตาคมปลาบราวกับใบมีด เขาเดินตรงมายังจุดที่เมฆานั่งอยู่ เสียงฝีเท้าของเขาหนักแน่นจนเมฆาสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่กดทับลงบนหน้าอก ชายผู้นั้นหยุดยืนตรงหน้าเมฆา ก่อนจะยื่นมือที่สวมถุงมือหนังชั้นดีออกมา

เมฆาพยายามถอยหนี แต่ความเหนื่อยล้าและร่างกายที่อ่อนแอทำให้เขาทำได้เพียงขยับตัวอย่างเชื่องช้า ชายผู้นั้นไม่ได้ใช้กำลังบังคับ แต่กลับใช้อำนาจแห่งความเงียบกดดันจนเมฆาไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ เขารู้สึกได้ถึงความต้องการที่แผ่ออกมาจากร่างของนักบวชผู้นั้น มันไม่ใช่ความกระหายเลือด แต่มันคือความต้องการที่จะ 'ชำระล้าง' สิ่งที่ผิดเพี้ยน

"เจ้าครอบครองสิ่งที่ไม่ควรเป็นของเจ้า" ชายผู้นั้นไม่ได้พูดออกมาเป็นเสียงที่เมฆาจะเข้าใจได้ แต่แรงสั่นสะเทือนจากการเปล่งเสียงของเขาถูกส่งผ่านอากาศมาถึงร่างกายของเมฆาโดยตรง มันเป็นคำสั่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้

มือของนักบวชเอื้อมมาที่ลำคอของเมฆา เมฆาพยายามใช้แรงเฮือกสุดท้ายปัดป้อง แต่มือที่แข็งแกร่งดุจคีมเหล็กกลับรวบข้อมือของเขาไว้ได้ง่ายดาย ความรู้สึกเย็นเฉียบของโลหะสัมผัสเข้าที่ผิวหนัง ก่อนที่แรงกระชากจะดึงเอา 'สร้อยคอหินแกนเสียง' ออกจากลำคอของเขาไป

ทันทีที่สร้อยคอหลุดออก ความรู้สึกสุดท้ายที่เชื่อมโยงเขากับโลกก็ขาดสะบั้นลง เมฆารู้สึกเหมือนถูกโยนลงไปในมหาสมุทรที่มืดมิดและไร้ก้นบึ้ง ไม่ใช่แค่ความหูหนวกหรือการสูญเสียสัมผัสทางกายภาพ แต่มันคือการสูญเสีย 'จังหวะสุดท้าย' ที่เขาใช้ยืนยันว่าเขายังมีตัวตนอยู่

นักบวชผู้นั้นชูสร้อยคอขึ้นเหนือศีรษะ แสงจันทร์ที่ลอดผ่านเมฆพายุสะท้อนกับหินแกนเสียงเพียงชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะเก็บมันลงในกล่องโลหะที่ปิดสนิท "สิ่งนี้ต้องถูกนำไปฝังไว้ที่ใจกลางวิหาร เพื่อให้จังหวะของโลกกลับมาเป็นระเบียบอีกครั้ง แม้ว่ามันจะหมายถึงการดับสูญของเศษเสี้ยวแห่งอดีตก็ตาม"

เมฆาทรุดตัวลงกับพื้นดินที่เย็นเยียบ เขาไม่ได้ร้องไห้ เพราะน้ำตาแทบจะแข็งตัวเป็นน้ำแข็งก่อนจะไหลออกมา เขาทำได้เพียงมองดูเงาของกลุ่มนักบวชที่เดินจากไปพร้อมกับสิ่งที่พรากความเป็นมนุษย์ชิ้นสุดท้ายไปจากเขา ทิ้งให้เขาจมดิ่งลงสู่ความว่างเปล่าที่แท้จริง ในขณะที่แรงสั่นสะเทือนจากใต้ดินเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าโลกกำลังกรีดร้องด้วยความโกรธแค้นที่ไม่มีใครได้ยิน

--- เมฆาเผชิญหน้ากับภาคีผู้พิทักษ์จังหวะบรรพกาลที่เข้ามาเพื่อจัดระเบียบโลกตามความเชื่อของตน และพวกเขาได้พราก 'สร้อยคอหินแกนเสียง' ซึ่งเป็นสิ่งสุดท้ายที่เชื่อมโยงจิตวิญญาณของเขากับโลกไป