← All chapters

The Call of Thunder Peak

Chapter 13Free

ตอนที่ 13 — เสียงกัมปนาทแห่งการสูญสิ้น

ความมืดมิดที่ปกคลุมหมู่บ้านคีรีอัสนีไม่ได้เป็นเพียงการขาดหายไปของแสงสว่าง แต่มันคือความว่างเปล่าที่กัดกินจิตวิญญาณ เมฆานั่งคู้ตัวอยู่บนพื้นไม้ที่เย็นเฉียบภายในกระท่อมร้าง แผ่นหลังของเขาพิงอยู่กับผนังดินที่สั่นไหวเบาๆ ตามแรงลมพายุภายนอก แม้สัมผัสพิเศษจากการรับรู้แรงสั่นสะเทือนที่เคยเป็นดั่งดวงตาที่สามจะถูกพรากไปจนหมดสิ้น ทิ้งให้เขากลายเป็นเพียงชายตาบอดที่หูหนวกในโลกที่เงียบงันอย่างสมบูรณ์ เขาพยายามขยับนิ้วมือ สัมผัสความหยาบกร้านของพื้นผิวไม้ แต่สิ่งเดียวที่เขารับรู้ได้คือความเย็นเยียบที่ซึมลึกเข้าสู่กระดูก

ความเงียบที่เขาเผชิญไม่ใช่ความสงบ แต่มันคือความอื้ออึงของความสูญเสีย ทุกอย่างที่เขาเคยใช้เชื่อมต่อกับโลก—ไม่ว่าจะเป็นไม้เท้าคลื่นสั่นสะเทือน คัมภีร์ หรือแม้แต่ความสามารถในการรับรู้จังหวะของผืนดิน—ล้วนถูกกลุ่มนักบวชและผู้พิทักษ์จังหวะพรากไปราวกับพายุที่กวาดล้างทุกสรรพสิ่ง ทิ้งไว้เพียงเศษซากของตัวตนที่แตกสลาย เมฆาหลับตาลง พยายามค้นหาเศษเสี้ยวของความรู้สึกใดๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ แต่ในหัวของเขามีเพียงความว่างเปล่าที่มืดมิดและหนาวเหน็บ

ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนหนึ่งก็กระแทกเข้าที่ใต้ฝ่าเท้า มันไม่ใช่ความสั่นสะเทือนจากพายุ แต่มันคือจังหวะการก้าวเดินที่หนักแน่นและเป็นระเบียบ เมฆาสะดุ้งโหยง ร่างกายของเขาตอบสนองโดยสัญชาตญาณ แม้จะไร้ซึ่งสัมผัสทางเสียง แต่แรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านพื้นไม้กระดานที่ผุพังบอกเขาว่า มีใครบางคนกำลังมุ่งตรงมายังที่นี่ จังหวะการก้าวเดินนั้นไม่เหมือนนักบวชที่มักจะเคลื่อนไหวด้วยความนุ่มนวลราวกับเสียงสวด แต่มันคือจังหวะของเหล็กกล้าที่กระทบหิน—หนักแน่น เฉียบขาด และเต็มไปด้วยอำนาจ

ประตูไม้ที่พังทลายอยู่แล้วถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง ลมหนาวที่หอบเอาเกล็ดหิมะเข้ามาปะทะใบหน้าของเมฆาจนชาหนึบ เขาพยายามเงยหน้าขึ้นมองผ่านความมืดมิดที่เลือนราง แสงจากฟ้าแลบภายนอกที่วาบขึ้นเป็นระยะเผยให้เห็นเงาร่างสูงใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่ที่ธรณีประตู เงาร่างนั้นสวมชุดเกราะโลหะสีเทาหม่นที่สะท้อนแสงอัสนีเป็นประกายเย็นเยียบ บนอกมีตราสัญลักษณ์รูปเขี้ยวสัตว์ที่พันรอบค้อนเหล็ก

'ผู้สืบทอดแห่งความเงียบงัน...' เสียงหนึ่งดังขึ้นในมโนสำนึกของเขา แม้เขาจะไม่ได้ยินด้วยหู แต่แรงสั่นสะเทือนจากลำคอของผู้พูดที่ส่งผ่านอากาศมาปะทะผิวหนังทำให้เขารู้ว่ามีคนกำลังพูด

ชายผู้นั้นเดินเข้ามาใกล้ เมฆาถดตัวหนีจนหลังชนผนัง ความหวาดกลัวเริ่มเกาะกุมหัวใจ เขาเห็นเพียงเงาลางๆ ของใบหน้าที่เคร่งขรึมและดวงตาที่วาวโรจน์ราวกับเปลวไฟในความมืด ชายคนนี้ไม่ใช่กลุ่มนักบวชที่ต้องการพิธีกรรม และไม่ใช่ผู้พิทักษ์ที่ต้องการปกป้องแกนกลาง แต่เขามีกลิ่นอายของ 'ผู้ล่า' ที่มาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์อย่างชัดเจน

'ข้าคือผู้คุมกฎแห่งพันธะโลหะ' ชายคนนั้นกล่าวผ่านแรงสั่นสะเทือนที่หนักหน่วงจนเมฆารู้สึกเจ็บที่หน้าอก 'พวกเราไม่ได้มาเพื่อสวดอ้อนวอน หรือเพื่อปกป้องขุนเขา แต่เรามาเพื่อทวงคืนสิ่งที่ควรเป็นของมนุษย์ผู้ครอบครองอำนาจที่แท้จริง'

เมฆาพยายามจะขยับปากถาม แต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา เขาทำได้เพียงมองดูชายคนนั้นหยิบวัตถุบางอย่างออกมาจากห่อผ้าข้างกาย มันคือ 'ตราประทับโลหะแห่งจังหวะสงคราม' วัตถุที่แผ่รังสีความกดอากาศที่หนักอึ้งออกมาจนเมฆารู้สึกอึดอัด

'หมู่บ้านนี้ไม่มีความหมายอีกต่อไปเมื่อไร้ซึ่งแสงและเสียง' ผู้คุมกฎแห่งพันธะโลหะกล่าวต่อ จังหวะการพูดของเขาเต็มไปด้วยความเด็ดขาด 'แต่สิ่งที่เจ้าถือครองอยู่... สิ่งที่เหลืออยู่เพียงชิ้นเดียวที่สามารถใช้เปิดประตูสู่คลังแสงใต้ดินของคีรีอัสนีได้... มันต้องเป็นของพวกเรา'

เมฆาเบิกตากว้าง หัวใจเต้นรัว สิ่งที่ชายคนนี้พูดถึงไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการจะปกป้องเพื่อชาวบ้าน แต่มันคือ 'เศษเสี้ยวแห่งแกนกลางอัสนี' ซึ่งเป็นก้อนแร่บริสุทธิ์ที่ฝังอยู่ในฐานรากของกระท่อมหลังนี้—มันคือสิ่งที่เมฆาตั้งใจจะใช้เป็นแหล่งพลังงานสำรองเพื่อสร้างความอบอุ่นให้ชาวบ้านที่เหลืออยู่ และเป็นสิ่งเดียวที่เขาสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่อ่อนโยนที่สุดท่ามกลางความบ้าคลั่ง

'เจ้าจะเอาไปไม่ได้!' เมฆาพยายามตะโกนออกไป แม้เขาจะรู้ดีว่าไม่มีใครได้ยินเสียงของเขา 'นั่นคือลมหายใจสุดท้ายของคนในหมู่บ้าน!'

แต่ผู้คุมกฎแห่งพันธะโลหะกลับไม่แยแส เขาขยับเข้ามาใกล้จนเมฆาสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากชุดเกราะ 'ความอยู่รอดของคนไม่กี่คน มิอาจเทียบเท่ากับอำนาจที่สั่นสะเทือนทั้งทวีปได้'

ทันใดนั้น ชายผู้นั้นก็ยื่นมือที่สวมถุงมือเหล็กออกมา เขาไม่ได้ใช้กำลังเข้าหักหาญ แต่เขาใช้ 'คลื่นเสียงกระแทก' ที่รุนแรงจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว แรงอัดอากาศนั้นกระแทกเข้าที่กลางอกของเมฆาจนเขาลอยไปกระแทกผนังอย่างแรง ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่างจนสายตาพร่ามัว

ในจังหวะที่เมฆากำลังจะหมดสติ เขาเห็นมือเหล็กนั้นเอื้อมลงไปที่ใต้พื้นไม้ที่เขาเคยนั่ง เขาไม่ได้หยิบสิ่งของ แต่เขาใช้พลังสั่นสะเทือนกระชากเอา 'ผลึกแกนกลางอัสนี' ที่ฝังลึกอยู่ใต้ดินขึ้นมาอย่างง่ายดาย ราวกับดึงเอาหัวใจออกจากร่างของหมู่บ้าน

แรงสั่นสะเทือนที่เคยให้ความอบอุ่นและเป็นเพื่อนเพียงหนึ่งเดียวของเขาในความมืดมิดหายไปทันที ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าที่เยือกเย็นยิ่งกว่าเดิม สิ่งที่เขาพยายามรักษาไว้เพื่อความอยู่รอดของทุกคนถูกพรากไปต่อหน้าต่อตา เพื่อนำไปใช้ในสงครามที่เขาไม่เคยต้องการ

เมฆานอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ มองดูเงาร่างของกลุ่มนักรบพันธะโลหะที่กำลังเดินออกจากกระท่อมไปพร้อมกับแสงสีส้มสลัวที่สั่นไหวอยู่ในมือของหัวหน้ากลุ่ม เขาถูกพราก 'ผลึกแกนกลางอัสนี' ไป ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสุดท้ายที่จะต่อลมหายใจให้หมู่บ้าน และเป็นแสงสว่างเดียวที่จะนำทางเขาในโลกที่มืดมิดนี้ ทิ้งให้เขาจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของความสิ้นหวังที่แท้จริง

--- เมฆาต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้คุมกฎแห่งพันธะโลหะที่บุกเข้ามาพราก 'ผลึกแกนกลางอัสนี' ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสุดท้ายที่จะช่วยให้หมู่บ้านรอดพ้นจากความหนาวตายไปใช้เพื่อจุดประสงค์ทางสงคราม