ตอนที่ 83 — รอยสลักบนไม้เนื้อดำ
“คามิน มือนิ่งหน่อยสิ ถ้าเจ้าขันน็อตพลาดไปมิลลิเมตรเดียว กระแสน้ำในคลองคำสาปจะฉีกเรือลำนี้เป็นชิ้นๆ ตั้งแต่ปากทางเข้า”
เสียงของรินดังขัดจังหวะเสียงเคาะค้อนไม้ คามินปาดเหงื่อที่ไหลซึมเข้าดวงตา เขาไม่ได้ตอบโต้ด้วยคำพูด แต่ความตึงเครียดในน้ำเสียงของเธอทำให้มือที่ถือประแจเหล็กสั่นขึ้นมาวูบหนึ่ง เขาก้มลงมองโครงสร้างใต้ท้องเรือที่พวกเขากำลังซ่อมแซม มันไม่ใช่แค่เรือ แต่มันคือเกราะป้องกันชีวิตเพียงหนึ่งเดียวที่จะพาพวกเขาฝ่ากระแสลมมรสุมที่บ้าคลั่งไปตามรอยสลักบนแผ่นไม้โบราณ
“ผมรู้ ริน... แต่ไม้กระดานแผ่นนี้มันเริ่มมีรอยปริ” คามินชี้ไปที่รอยแตกเล็กๆ บนผิวไม้ที่ดูเหมือนจะขยายตัวตามแรงกดของน้ำหนักเรือ “ถ้าเราใช้ไม้สนธรรมดามาอุด มันจะเอาไม่อยู่ แรงดันจากน้ำขึ้นน้ำลงในคลองคำสาปไม่ได้อ่อนโยนเหมือนในคลองหลักนะ”
“แล้วจะให้ทำยังไง? จะให้ไปขอเศษไม้จากพวกนายหัวเดชาเหรอ?” รินแค่นหัวเราะ เสียงของเธอขุ่นมัวด้วยความโกรธ “พวกนั้นผูกขาดไม้เนื้อแข็งไว้หมดแล้ว ตั้งแต่ไม้ตะเคียนทองยันไม้แดงชั้นดี ทุกอย่างถูกส่งเข้าโกดังของกลุ่มทุนต่างถิ่นเพื่อสร้างเขื่อนกักน้ำทั้งนั้น ชาวเรือแพอย่างเราจะเหลืออะไรให้ต่อเรือกัน?”
คามินนิ่งเงียบ เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้นเพราะเขารู้ดีว่าคำตอบมันอยู่ในกระเป๋าหนังเก่าๆ ที่เขาสอดไว้ใต้หมอนในเรือนแพ กลิ่นอับชื้นของป่าดิบชื้นและกลิ่นดินโคลนลอยวนอยู่ในหัวของเขา เขาไม่ได้แค่ต้องการไม้ แต่เขาต้องการ ‘ไม้ที่ฟังเสียงลมได้’
“ลองดูตรงนี้สิ” คามินดึงบันทึกเล่มเล็กที่ขอบกระดาษเริ่มเปื่อยยุ่ยออกมา แสงตะเกียงน้ำมันวูบไหวทำให้ตัวอักษรที่เถาว์เขียนไว้ดูเหมือนกำลังเต้นระบำ “เถาว์เคยเขียนไว้ว่า... 'เมื่อกระแสน้ำเปลี่ยนทิศ ให้มองหาไม้ที่เติบโตจากความเงียบ'”
“พูดจาเป็นปริศนาเหมือนเดิมเลยนะคุณเถาว์” รินถอนหายใจ พลางหยิบผ้ามาเช็ดคราบน้ำมันบนมือ “แต่นี่มันไม่ใช่เวลามานั่งตีความบทกวี คามิน เราต้องมีไม้ที่รับแรงบิดได้สูงกว่านี้ ไม้ที่เข้มแข็งพอจะต้านทานการกัดเซาะของเกลือและมรสุมได้ ไม้ที่พวกนายหัวเดชาไม่มีวันได้ครอบครอง”
คามินพยักหน้าช้าๆ เขาตัดสินใจแล้ว “ผมจะไปที่ป่าต้องห้ามท้ายดอนตอนน้ำลงคืนนี้ ริน... คุณต้องคอยดูทางให้ผม ถ้าพวกเรือตรวจการณ์ของนายหัวเดชามาเห็นเข้า เราจะจบเห่กันหมด”
“ป่าต้องห้ามเนี่ยนะ? นายบ้าไปแล้วหรือไงคามิน!” รินเสียงต่ำลงทันที เธอคว้าคอเสื้อเขา “นั่นมันเขตของพวกหมอผีริมน้ำ และเป็นเขตที่ไม้เนื้อดำโตขึ้น มันไม่ใช่แค่เรื่องผิดกฎหมาย แต่มันคือเรื่องอาถรรพ์ นายจะเข้าไปหาไม้ที่โตในที่ที่แสงอาทิตย์ส่องไม่ถึงเนี่ยนะ?”
“ถ้าไม่ทำ เราก็ไม่มีวันไปถึงรอยสลักนั่นได้” คามินสบตาเธอด้วยแววตามุ่งมั่น “ไม้เนื้อดำมันมีความหนาแน่นสูงกว่าไม้ทุกชนิดในตลาด มันจะไม่โก่งตัวเมื่อเจอคลองคำสาป และที่สำคัญ... มันมีคุณสมบัติในการดูดซับแรงสั่นสะเทือนจากเสียงลม”
คืนนั้น ท่ามกลางเสียงลมมรสุมที่พัดหวีดหวิวผ่านยอดไม้ คามินลอบพายเรือเล็กออกจากแพอย่างเงียบเชียบที่สุด เขาพายผ่านแนวป่าโกงกางที่รกชัฏจนกระทั่งเข้าสู่เขตป่าต้องห้ามที่ซึ่งน้ำนิ่งสนิทราวกับกระจกดำ กลิ่นของดินปนความชื้นแฉะรุนแรงขึ้นจนเขารู้สึกอึดอัด แสงจันทร์แทบจะส่องไม่ถึงพื้นดิน
เขาเห็นมัน... ต้นไม้ขนาดมหึมาที่ลำต้นดำสนิทราวกับถ่าน ลำต้นของมันดูเหมือนจะขยับได้ตามจังหวะการหายใจของป่า คามินหยิบขวานเหล็กขึ้นมา มือของเขาสั่นเทาไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะเขารู้ว่าทุกจังหวะที่ขวานกระทบเนื้อไม้ คือการท้าทายกฎของธรรมชาติ
ปึก! ปึก! ปึก!
เสียงขวานดังสะท้อนในความเงียบที่น่าขนลุก คามินเหงื่อท่วมตัว เขาต้องทำงานแข่งกับเวลา น้ำขึ้นแล้ว... เขาต้องรีบตัดไม้แผ่นที่เหมาะสมที่สุดก่อนที่ระดับน้ำจะสูงจนเรือเล็กของเขาจะติดตื้นหรือถูกตรวจพบโดยหน่วยลาดตระเวนของกลุ่มทุน
“อีกนิดเดียว...” เขาพึมพำกับตัวเอง ขณะที่ขวานจมลงไปในเนื้อไม้สีดำที่แข็งราวกับหิน “ขอให้มันคุ้มค่าเถอะ”
ทันใดนั้น เสียงฝีพายกระทบน้ำดังมาจากระยะไกล แสงไฟจากตะเกียงเรือตรวจการณ์สาดส่องผ่านแมกไม้เข้ามา คามินรีบคว้าท่อนไม้ที่ตัดเสร็จแล้วยัดลงในเรือเล็ก หัวใจของเขาเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากอก เขาหมอบลงกับพื้นเรือ นิ่งสนิทจนแทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของความมืด
“เห็นไหม? เหมือนมีแสงวูบวาบตรงป่าต้องห้าม” เสียงชายคนหนึ่งดังขึ้น เป็นเสียงที่คุ้นหู... เสียงของผู้ติดตามนายหัวเดชา “อาจจะเป็นพวกหัวขโมยไม้ก็ได้ รีบเร่งฝีพายไปดูเร็ว!”
คามินกลั้นหายใจ เขารู้สึกได้ถึงความเย็นของน้ำที่ซึมเข้าสู่เสื้อผ้า เขาพยายามประคองไม้เนื้อดำที่หนักอึ้งไม่ให้กระทบกับขอบเรือจนเกิดเสียง เขาต้องตัดสินใจระหว่างการรอให้พวกนั้นผ่านไป หรือจะฝืนพายหนีออกไปในตอนนี้
เขาเลือกที่จะรอ... รอจนกระทั่งแสงไฟนั้นค่อยๆ ลับตาไปกับแนวป่าทางทิศเหนือ คามินถอนหายใจยาวก่อนจะออกแรงพายอย่างสุดกำลัง เขารู้สึกได้ว่าน้ำหนักของไม้แผ่นนี้ไม่ได้หนักแค่ทางกายภาพ แต่มันหนักอึ้งด้วยภาระที่เขากำลังแบกรับ
เมื่อกลับมาถึงเรือแพ รินยืนรออยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เธอเห็นคามินปีนขึ้นมาบนเรือด้วยสภาพมอมแมมและรอยขีดข่วนตามตัว แต่ในมือของเขามีไม้สีดำขลับที่ดูมีมนต์ขลัง
“ได้มาจริงๆ ด้วย...” รินพึมพำ ดวงตาของเธอเป็นประกาย “มันดู... แข็งแกร่งกว่าที่ฉันคิดไว้เสียอีก”
“มันคือคำตอบของเถาว์” คามินพูดพลางวางไม้ลงบนโต๊ะทำงาน “ริน เราต้องเริ่มทันที ก่อนที่พวกนายหัวเดชาจะรู้ว่าเราหายไปนานเกินไป”
ตลอดทั้งคืน คามินทำงานอย่างหนักหน่วง เขาใช้ความรู้เรื่องกลไกไม้ที่เขามี เปลี่ยนโครงสร้างส่วนล่างของเรือให้สอดรับกับไม้เนื้อดำแผ่นใหม่ เขาไสไม้ ปรับแต่งรอยต่อ และใช้เรซินธรรมชาติอุดรอยรั่วอย่างประณีต เสียงค้อนและเลื่อยดังกังวานเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ท่ามกลางความเงียบสงัดของยามเช้ามืด
แสงแรกของดวงอาทิตย์เริ่มจับขอบฟ้า รินเดินเข้ามาหาเขาพร้อมกับถ้วยน้ำชา รินมองไปที่เรือลำนั้น เรือที่เคยดูเปราะบาง บัดนี้ดูราวกับสัตว์ร้ายที่พร้อมจะตะครุบกระแสน้ำ ผิวไม้สีดำตัดกับโครงสร้างไม้เดิมอย่างลงตัว มันดูมั่นคง แข็งแกร่ง และน่าเกรงขาม
“มันเสร็จแล้วใช่ไหม?” รินถาม
“เสร็จแล้ว” คามินตอบพลางเช็ดหน้าผาก “เรือลำนี้... มันพร้อมสำหรับคลองคำสาปแล้ว ริน ไม่ว่าลมมรสุมจะพัดแรงแค่ไหน หรือกระแสน้ำจะบิดเบี้ยวเพียงใด เรือลำนี้จะไม่แตกสลาย”
รินมองไปที่เรือลำนั้น แล้วหันไปมองแผนที่ที่รอยสลักบนแผ่นไม้โบราณกำลังรอการพิสูจน์ “ถ้าอย่างนั้น... ก็เตรียมตัวให้พร้อม คามิน เพราะก้าวต่อไปของเรา คือการเข้าสู่เส้นทางที่ไม่มีใครเคยกลับออกมาได้”
--- คามินตัดสินใจแอบเข้าไปในป่าต้องห้ามเพื่อนำไม้เนื้อดำมาเสริมความแข็งแกร่งให้กับเรือ หลังจากเผชิญกับความเสี่ยงจากการถูกตรวจพบโดยกลุ่มทุนของนายหัวเดชา เขาก็สามารถสร้างเรือที่พร้อมจะเผชิญกับคลองคำสาปได้สำเร็จ