← All chapters

The Monsoon Pier

Chapter 44Free

ตอนที่ 44 — คมดาบใต้เงาฝนและรอยแผลที่ไม่อาจปิดบัง

กลิ่นคาวปลาและกลิ่นดินชื้นแฉะลอยคลุ้งอยู่ในอากาศที่หนักอึ้งด้วยความชื้นของฤดูมรสุม รินพยายามพยุงกายที่สั่นเทาขึ้นจากพื้นไม้กระดานของเรือนแพที่โยกคลอนตามแรงกระแทกของคลื่น รอยแผลจากการหลุดพ้นจากมิติอควาเลียยังคงแสบร้อน ราวกับว่าผิวหนังของเธอยังไม่ยอมรับการกลับมาสู่โลกความจริงที่แสนเปราะบางนี้ ชายหน้ากาก—หรือชายผู้ที่เธอเพิ่งเห็นใบหน้าที่แท้จริงไปเพียงชั่วพริบตาก่อนความมืดจะกลืนกิน—ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ใบหน้าของเขาที่ปรากฏแก่สายตาเธอนั้นไม่ใช่ใบหน้าของปีศาจอย่างที่เธอจินตนาการ แต่มันคือใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าและร่องรอยของความเหนื่อยล้าที่สั่งสมมานานนับปี

“พวกมันมาแล้ว” น้ำเสียงของเขาแหบพร่า ทรงพลังแต่กลับสั่นเครือด้วยความเร่งรีบ เขาไม่ได้หันมามองเธอ แต่สายตาของเขากลับจับจ้องไปยังความมืดมิดของลำน้ำเบื้องหน้า

รินยังไม่ทันได้เอ่ยปากถามถึงใบหน้าของเขา หรือถามว่าเขาเป็นใครกันแน่ เสียงไม้กระดานเรือนแพที่ถูกกระแทกอย่างรุนแรงก็ดังขึ้น ‘ปัง!’ ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของอาส้มที่ดังมาจากห้องโถงกลางเรือนแพ รินสะดุ้งสุดตัว ความเจ็บปวดที่รอยสักบนแขนแล่นพล่านขึ้นมาทันที มันไม่ได้เพียงแค่เจ็บ แต่มันกำลัง ‘เต้น’ เป็นจังหวะเดียวกับเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและแปลกปลอมซึ่งกำลังก้าวขึ้นมาบนแพ

“อาส้ม!” รินตะโกนก้อง พยายามตะเกียกตะกายผ่านกองข้าวของที่กระจัดกระจาย ความทรงจำเกี่ยวกับนิมิตของปู่เถาว์และแกนกลางมิติยังคงหลอกหลอนเธออยู่ใต้เปลือกตา แต่ความจริงตรงหน้าคือความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา

เงาร่างในชุดคลุมสีเทาหม่นราวกับสีของเมฆฝนปรากฏขึ้นที่ขอบประตูเรือนแพ พวกเขาคือกลุ่ม ‘คลื่นม่านบัง’ (The Veiled Tide) ที่ชายหน้ากากเพิ่งเตือนไว้ ใบหน้าของพวกเขาทั้งหมดถูกปกปิดด้วยผ้าคลุมบางเบาที่พริ้วไหวราวกับผิวน้ำที่กำลังสั่นไหว ดวงตาที่มองลอดผ่านผ้าคลุมออกมานั้นว่างเปล่าและไร้ซึ่งความเมตตา ในมือของพวกเขาถืออาวุธที่ทำจากวัสดุประหลาด—มันดูเหมือนกิ่งไม้ที่ถูกอาบด้วยโลหะสีดำสนิทที่สะท้อนแสงไฟสลัวจากตะเกียงน้ำมัน

“ส่งกุญแจมาให้เรา ริน...” เสียงหนึ่งดังขึ้น มันไม่ใช่เสียงคน แต่มันคือเสียงที่ฟังดูเหมือนกระแสน้ำที่ไหลผ่านซอกหิน เสียงที่เย็นเยียบจนทำให้เลือดในกายของเธอแทบแข็งตัว “อย่าให้ความพยายามของเจ้าต้องสูญเปล่า การกักขังสิ่งบรรพกาลไว้ในร่างของเด็กสาวคือความผิดพลาดของโชคชะตา”

ชายหน้ากากขยับกายบังรินไว้ทันที เขาชักดาบยาวที่ดูเหมือนทำจากกระดูกปลาขนาดมหึมาออกมา แสงจากฟ้าแลบวูบหนึ่งเผยให้เห็นความคมกริบของมัน “เจ้าไม่มีวันได้มันไป ตราบใดที่ข้ายังหายใจอยู่”

การปะทะกันเริ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง เสียงดาบกระทบกับอาวุธสีดำดังกังวานท่ามกลางเสียงฝน รินพยายามถอยร่นไปที่ขอบแพ เธอเห็นอาส้มพยายามจะคว้าไม้พายขึ้นมาป้องกันตัว แต่ชายคนหนึ่งในกลุ่มคลื่นม่านบังกลับสะบัดมือเพียงครั้งเดียว คลื่นน้ำขนาดเล็กก็พุ่งเข้ากระแทกอาส้มจนกระเด็นไปชนกับฝาเรือนแพอย่างแรง

“อาส้ม!” รินกรีดร้อง ความกลัวทำให้รอยสักบนแขนของเธอเริ่มเปล่งแสงสีครามจางๆ มันไม่ได้เป็นแสงที่นุ่มนวลเหมือนตอนอยู่ในอควาเลีย แต่มันคือแสงที่รุนแรงและบ้าคลั่ง รินรู้สึกได้ว่าพลังงานจากรอยสักกำลังพยายาม ‘ดึง’ เธอเข้าหาความขัดแย้งนี้ มันไม่ได้ต้องการให้เธอหลบหนี แต่มันต้องการให้เธอ ‘ไหล’ เข้าไปในสมรภูมิ

รินตัดสินใจทำตามสิ่งที่ชายชราลึกลับเคยบอก—เธอต้องเป็น ‘ทางน้ำ’ เธอไม่พยายามต้านทานความร้อนแรงที่แผดเผาจากรอยสัก แต่เธอปล่อยให้มันไหลเวียนผ่านเส้นเลือด ผ่านหัวใจ และออกมาสู่ปลายนิ้ว ทันใดนั้น ความรู้สึกรอบตัวก็เปลี่ยนไป เธอไม่ได้เห็นแค่เรือนแพที่กำลังถูกทำลาย แต่เธอเห็น ‘กระแสน้ำ’ ที่ไหลเวียนอยู่ใต้พื้นไม้ เห็นความเคลื่อนไหวของอากาศที่บิดเบี้ยวรอบตัวศัตรู

เมื่อชายคลื่นม่านบังคนหนึ่งพุ่งเข้าหาเธอพร้อมอาวุธสีดำ รินไม่ได้หลบด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอดแบบเดิม แต่เธอขยับกายไปตามทิศทางที่กระแสน้ำบอก เธอเบี่ยงตัวหลบได้อย่างหวุดหวิดราวกับปลาที่ว่ายหลบคมเบ็ด และในจังหวะที่เธอหมุนตัวกลับ พลังงานสีครามก็พุ่งออกจากฝ่ามือของเธอ กระแทกเข้ากับร่างของศัตรูจนเขากระเด็นตกจากเรือนแพลงสู่ลำน้ำที่เชี่ยวกราก

แต่ชัยชนะนั้นช่างสั้นนัก ชายหน้ากากถูกล้อมด้วยนักรบคลื่นม่านบังถึงสามคน เขาต่อสู้อย่างดุเดือดแต่ดูเหมือนกำลังเสียเปรียบ พลังของพวกนั้นไม่ได้มาจากกำลังกายเพียงอย่างเดียว แต่มันมาจากอำนาจที่ควบคุมน้ำในอากาศได้ รินมองเห็นชายหน้ากากถูกกระแทกจนล้มลง ดาบกระดูกปลาหลุดจากมือไปไกล

“ริน! หนีไป!” เขาตะโกนสั่งเธอ ใบหน้าที่เคยดูแข็งกร้าวบัดนี้เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

รินมองไปรอบๆ เธอเห็นเรือนแพที่คุ้นเคยกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ เห็นอาส้มที่หมดสติอยู่บนพื้น และเห็นกลุ่มคนลึกลับที่กำลังล้อมกรอบเธอไว้ ความจริงที่ว่ารอยสักนี้คือ ‘กุญแจ’ เริ่มชัดเจนขึ้น—มันไม่ใช่แค่แผนที่ แต่มันคือสิ่งที่ดึงดูดทั้งมิตรและศัตรูมาสู่ชีวิตที่เคยสงบสุขของเธอ

ในขณะที่เธอกำลังจะตัดสินใจทำบางอย่างที่บ้าบิ่นกว่าเดิม เสียงกระซิบหนึ่งก็ดังขึ้นในหัวของเธอ—ไม่ใช่เสียงของปู่เถาว์ แต่เป็นเสียงที่ทุ้มลึกและเก่าแก่ยิ่งกว่านั้น ‘เจ้าคือทางผ่าน... ไม่ใช่ผู้ควบคุม...’

ทันใดนั้น แผ่นดินใต้เรือนแพก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ไม่ใช่เพราะแรงกระแทกจากการต่อสู้ แต่เป็นเหมือนมีบางสิ่งขนาดมหึมาที่อยู่ใต้ก้นลำน้ำกำลังขยับตัวขึ้นมาตามแรงดึงดูดของรอยสักบนตัวเธอ รอยสักเริ่มแผ่ขยายออกไปตามลำแขน ลามขึ้นไปถึงลำคอ และเริ่มส่องแสงสว่างจ้าจนมองไม่เห็นสิ่งใดรอบข้าง

“มันกำลังจะตื่น...” ชายหน้ากากพึมพำด้วยความหวาดกลัว ขณะที่เขามองเห็นเงาดำขนาดมหึมาที่กำลังก่อตัวขึ้นใต้ผิวน้ำที่มืดมิดรอบเรือนแพ

รินรู้สึกได้ว่าร่างกายของเธอกำลังจะสูญเสียการควบคุม เธอไม่ได้เป็นเพียงทางน้ำอีกต่อไป แต่เธอกำลังจะกลายเป็น ‘ประตู’ ที่เปิดออกสู่ความพินาศที่ไม่มีใครสามารถย้อนกลับได้

--- รินและชายหน้ากากถูกกลุ่มคลื่นม่านบังโจมตีเรือนแพท่ามกลางพายุฝน รินพยายามใช้ 'วิถีแห่งทางน้ำ' เพื่อปกป้องอาส้ม แต่การใช้พลังกลับไปกระตุ้นให้สิ่งบรรพกาลใต้ลำน้ำตื่นขึ้นจากการดึงดูดของรอยสัก