← All chapters

The Monsoon Pier

Chapter 43Free

ตอนที่ 43 — ใบหน้าที่ถูกลบเลือนและเสียงสะท้อนจากความมืด

ความมืดมิดไม่ได้ว่างเปล่าอย่างที่รินเคยเข้าใจ แต่มันคือความหนาแน่นของมวลน้ำที่ไร้ซึ่งแสงสว่าง มันกดทับลงบนปอดและข่มขวัญประสาทสัมผัสจนเธอรู้สึกเหมือนกำลังจมดิ่งลงไปในลำคอของอสุรกายขนาดมหึมา รินพยายามจะกรีดร้อง แต่สิ่งที่หลุดออกมาจากริมฝีปากมีเพียงฟองอากาศเล็กๆ ที่แตกสลายไปในความอ้างว้าง รอยสักบนผิวหนังของเธอกำลังแผดเผา มันไม่ใช่ความเจ็บปวดจากการถูกไฟลวก แต่เป็นความรู้สึกเหมือนเข็มนับพันเล่มกำลังเย็บเส้นเลือดของเธอเข้ากับกระแสน้ำที่มองไม่เห็น

ภาพสุดท้ายที่ติดตาเธอคือใบหน้าของชายสวมหน้ากาก—ใบหน้าที่ควรจะเป็นปริศนา กลับถูกเปิดเปลือยด้วยความพินาศของมิติ ดวงตาของเขา... มันไม่ใช่ดวงตาของมนุษย์ที่เธอเคยรู้จัก แต่มันคือดวงตาที่สะท้อนภาพของความโศกเศร้าที่เก่าแก่พอๆ กับมหาสมุทร ทว่าก่อนที่ความตกตะลึงจะทำงานเสร็จสิ้น แรงดึงดูดมหาศาลก็กระชากร่างของเธอหายไปในหลุมดำที่ไร้ก้นบึ้ง

รินรู้สึกเหมือนร่างกายถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ แล้วประกอบใหม่ด้วยมือที่หยาบกร้าน ความเย็นเยียบของอากาศที่ปะทะผิวหนังทำให้เธอสำลัก เธอสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยอาการหอบหายใจรัวเร็ว แผ่นหลังของเธอแนบสนิทกับพื้นไม้ที่ชื้นแฉะและเย็นเฉียบ กลิ่นอายของดินโคลนและน้ำเน่าเสียลอยเข้าแตะจมูก มันไม่ใช่กลิ่นของนครอควาเลียที่สะอาดสะอ้านด้วยพลังงานมิติ แต่มันคือกลิ่นของโลกเบื้องบน... กลิ่นของเดลต้าที่เธอคุ้นเคย

เธอนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง พยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจาย แสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันที่ใกล้จะดับวูบเผยให้เห็นว่าเธอนอนอยู่บนพื้นเรือนแพที่ทรุดโทรม รอบกายมีเพียงเสียงฝนตกกระทบหลังคาสังกะสีและเสียงน้ำไหลเอื่อยๆ ของคลองข้างเคียง รินยันกายขึ้นอย่างยากลำบาก ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่าง รอยสักบนแขนและหน้าอกของเธอยังคงเรืองแสงสีครามจางๆ แต่มันสงบลงกว่าตอนที่อยู่ในแกนกลางมิติมาก

"อาส้ม..." เธอพึมพำเรียกชื่อผู้ปกครองเรือนแพที่เธอไว้วางใจ แต่ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงแมลงกลางคืนและเสียงหยดน้ำที่ตกลงจากชายคา

รินกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องโถงเล็กๆ ของเรือนแพที่ดูเหมือนจะเป็นห้องเก็บของเก่า เธอสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง—รอยขีดข่วนบนพื้นไม้ไม่ใช่รอยจากกาลเวลา แต่มันคือรอยลากของสิ่งของหนักๆ และที่มุมห้อง มีคราบน้ำสีดำคล้ายน้ำหมึกที่แห้งกรังเป็นวงกว้าง รินขยับเข้าไปใกล้ด้วยความระแวง มือของเธอสัมผัสไปที่รอยสักบนข้อมือ พลังงานในนั้นสั่นไหวเบาๆ ราวกับมันกำลังพยายามเตือนถึงสิ่งผิดปกติ

ขณะที่เธอกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบตะเกียง เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและมั่นคงก็ดังขึ้นจากด้านนอกเรือนแพ มันไม่ใช่เสียงเดินของชาวเรือนแพทั่วไปที่มักจะเบาหวิวราวกับลอยไปตามน้ำ แต่เป็นจังหวะที่จงใจและกดทับลงบนพื้นไม้จนเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าด รินรีบหลบเข้าหลังลังไม้เก่าๆ หัวใจเต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากอก

ประตูเรือนแพถูกผลักเปิดออกช้าๆ ลมมรสุมพัดพาเอาละอองฝนเย็นฉ่ำเข้ามาในห้อง ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีเข้มเดินเข้ามาในความสลัว เขาไม่ได้ถือตะเกียง แต่กลับเดินตรงมายังจุดที่รินซ่อนตัวอยู่ราวกับมีดวงตาที่มองเห็นในความมืด รินพยายามกลั้นหายใจจนหน้าอกปวดหนึบ

"เจ้าไม่ควรกลับมาที่นี่ ริน..." เสียงนั้นทุ้มต่ำและแหบพร่า มันเป็นเสียงที่เธอจำได้ดี—เสียงของชายที่เธอเพิ่งเห็นใบหน้าไปในมิติพังทลาย แต่เขากลับดูต่างออกไปในโลกความเป็นจริง เขาไม่ได้ดูเหมือนวีรบุรุษหรือผู้ช่วยชีวิต แต่ดูเหมือนคนที่แบกรับความลับอันหนักอึ้งจนหลังแทบหัก

ชายคนนั้นหยุดยืนอยู่หน้าลังไม้ที่เธอซ่อนอยู่ เขาไม่ได้เปิดมันออก แต่กลับถอนหายใจยาว "ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ปลอดภัยสำหรับ 'กุญแจ' อย่างเจ้าอีกต่อไปแล้ว"

"คุณเป็นใครกันแน่?" รินตัดสินใจโพล่งออกไปพร้อมกับกระโจนออกมาจากที่ซ่อน เธอคว้าเศษไม้แหลมที่อยู่ใกล้มือขึ้นมาเป็นอาวุธ ดวงตาของเธอจ้องมองเขาอย่างไม่ลดละ แม้ร่างกายจะสั่นเทาด้วยความกลัว "ใบหน้านั่น... ในมิตินั่น คุณคือ..."

ชายคนนั้นนิ่งไปชั่วครู่ แสงไฟจากตะเกียงที่วูบวาบเผยให้เห็นใบหน้าที่เธอเห็นในนิมิต—ใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์กว่าที่เธอคิด แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยร่องรอยของความเหนื่อยล้าจากการผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน "ในโลกนั้น ข้าอาจเป็นใครก็ได้ที่เจ้าต้องการให้เป็น แต่ในโลกนี้ ข้าคือคนที่ต้องคอยตามล้างตามเช็ดความบ้าคลั่งที่รอยสักของเจ้ากำลังจะปลุกขึ้นมา"

เขาก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว รินถอยหลังจนหลังชนกับผนังเรือนแพ "รอยสักนั่นไม่ใช่แค่แผนที่ แต่มันคือสัญญาที่ถูกเขียนด้วยเลือดของบรรพกาล และตอนนี้... พวก 'คลื่นม่านบัง' รู้แล้วว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่"

คำพูดนั้นทำให้รินเย็นวาบไปถึงสันหลัง "พวกมันตามมาถึงที่นี่เลยเหรอ?"

"พวกมันไม่เคยหยุดตามหาความจริง" ชายคนนั้นกล่าวพลางมองออกไปนอกหน้าต่างที่ฝนยังคงตกหนัก "และถ้าเจ้ายังไม่สามารถควบคุม 'ทางน้ำ' ในตัวเจ้าได้ คลองคำสาปที่เจ้าพยายามจะปกป้อง จะกลายเป็นสุสานขนาดใหญ่ที่กลืนกินทั้งเดลต้า"

ทันใดนั้น เสียงระเบิดดังสนั่นมาจากทางท่าเรือ! แสงไฟวูบวาบจากคบเพลิงนับสิบปรากฏขึ้นท่ามกลางสายฝน เรือหลายลำกำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้เรือนแพของเธออย่างรวดเร็วและเงียบเชียบเหมือนเงาพราย รินมองเห็นสัญลักษณ์ประหลาดบนใบเรือของพวกมัน—สัญลักษณ์เดียวกับที่เธอเคยเห็นในโถงคริสตัล

"พวกมันมาแล้ว" ชายปริศนากล่าว เสียงของเขาเปลี่ยนเป็นเฉียบคมและเด็ดขาด เขาคว้าข้อมือของริน "ถ้าอยากรอด เจ้าต้องเลิกเป็นเหยื่อ แล้วเริ่มเป็นกระแสน้ำเสียที!"

เขากระชากเธอให้วิ่งตามออกไปทางประตูหลังเรือนแพ ในขณะที่เสียงฝีเท้าของกลุ่มคนลึกลับกำลังใกล้เข้ามาทุกที รินรู้สึกได้ว่ารอยสักบนผิวหนังของเธอกำลังตอบสนอง มันเริ่มร้อนขึ้นและขยายตัวราวกับจะพุ่งออกมาจากผิวหนังเพื่อปกป้องเจ้าของของมัน รินมองไปที่ผิวน้ำข้างเรือนแพที่ดำมืดและบ้าคลั่งด้วยแรงมรสุม เธอรู้ดีว่าการตัดสินใจครั้งต่อไปของเธอ จะไม่ใช่แค่การเอาชีวิตรอด แต่มันคือการเลือกว่าเธอจะยอมให้รอยสักนี้ควบคุมเธอ หรือเธอจะเป็นคนกำหนดทิศทางของกระแสน้ำนี้เอง

ท่ามกลางเสียงฝนและเสียงตะโกนที่ดังมาจากท่าเรือ รินเห็นเงาร่างหนึ่งยืนอยู่ที่ปลายสะพานไม้ เป็นเงาที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด... เงาที่ดูเหมือนปู่เถาว์ที่กำลังยืนจ้องมองเธอผ่านม่านฝนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำเตือนที่ไม่มีเสียง

--- รินตื่นขึ้นในโลกความเป็นจริงท่ามกลางเรือนแพที่ทรุดโทรมและพบว่าชายหน้ากากตามเธอมาพร้อมคำเตือนถึงกลุ่มคลื่นม่านบัง ก่อนที่พวกมันจะบุกโจมตีเรือนแพของเธอ