← All chapters

The Monsoon Pier

Chapter 113Free

ตอนที่ 113 — กลไกไม้และแปลงพืชพรรณ

กลิ่นดินเปียกชื้นคละคลุ้งไปกับกลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าที่กำลังเบ่งบาน คามินก้มลงเช็กความตึงของสายโยงไม้ไผ่ที่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพยุงเรือนกระจกขนาดใหญ่ เขาใช้ปลายนิ้วลูบไปตามรอยต่อของไม้ที่ถูกสกัดด้วยความประณีต

“ถ้าแรงดึงของเชือกเส้นนี้ลดลงแม้แต่เซนติเมตรเดียว ระบบรดน้ำอัตโนมัติที่ใช้แรงดันน้ำมรสุมจะทำงานผิดจังหวะ” คามินพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อยจากการทำงานหนักมาหลายวัน

“นายจะกังวลเรื่องเชือกไปทำไม ในเมื่อระบบไหลเวียนน้ำที่นายสร้างมันดีกว่าเครื่องจักรเหล็กของพวกพ่อค้าต่างถิ่นเสียอีก” เสียงใสและเด็ดขาดของรินดังขึ้นจากทางเดินไม้กระดานเหนือแปลงดอกไม้หายาก เธอเดินเข้ามาพร้อมกับตะกร้าใส่ตัวอย่างพืชพันธุ์ ใบหน้าของเธอมีรอยเปื้อนดินเล็กน้อยแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความภูมิใจ

คามินเงยหน้าขึ้นยิ้ม “มันไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม ริน แต่มันคือการรักษาความสมดุล ถ้าพืชพวกนี้ตายเพราะระบบควบคุมความชื้นล้มเหลว งานวิจัยที่พวกนักวิทยาศาสตร์จากแดนไกลส่งมาให้เราก็จะสูญเปล่าทั้งหมด”

เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลางขยับแว่นสายตาที่เลื่อนตกลงมา สวนพฤกษศาสตร์แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงที่ปลูกต้นไม้ แต่มันคืออาณาจักรขนาดเล็กที่ถูกสร้างขึ้นท่ามกลางกระแสน้ำมรสุมที่ผันผวน มันคือผลลัพธ์จากการนำเทคโนโลยีชีวภาพที่เขาเคยใช้จัดการขยะ มาประยุกต์ใช้กับการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ

“ดูนี่สิ” รินชี้ไปยังกลุ่มดอกไม้สีครามที่กำลังขยับกลีบตามจังหวะการหมุนของกังหันลมขนาดเล็ก “นักวิจัยจากสถาบันทางเหนือบอกว่าพันธุ์ไม้ชนิดนี้จะขึ้นได้เฉพาะในที่ที่มีกระแสน้ำไหลผ่านแบบจำลองที่เราทำไว้เท่านั้น การที่นายดัดแปลงโครงสร้างไม้ให้เข้ากับระดับน้ำขึ้นน้ำลงได้แบบนี้ มันคือปาฏิหาริย์ของช่างไม้ชัดๆ”

“มันคือกลไกครับริน” คามินตอบอย่างสุภาพ แม้ในใจจะเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นที่ได้รับคำชม “เราใช้แรงดันจากน้ำขึ้นน้ำลงมาหมุนฟันเฟืองไม้ เพื่อส่งน้ำขึ้นไปยังชั้นลอยของเรือนกระจก ไม่ต้องใช้เครื่องยนต์ที่ปล่อยควันพิษให้ทำลายระบบนิเวศ”

ในขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกัน เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มคนในชุดเครื่องแบบทางการก็ดังขึ้นตามทางเดินไม้ คามินขมวดคิ้ว เขารู้ทันทีว่าไม่ใช่แขกธรรมดา

“คุณคามิน ผมขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จนี้” เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้น นายหัวเดชาเดินนำกลุ่มนักวิจัยและเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาในเขตสวนพฤกษศาสตร์ ใบหน้าของเขาเรียบเฉยราวกับผิวน้ำที่ไร้คลื่น “การรวมพืชพรรณจากทั่วทุกมุมโลกมาไว้ที่นี่ เป็นความคิดที่ชาญฉลาดมากในการดึงดูดเม็ดเงินและการลงทุน”

คามินรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แล่นผ่านสันหลัง “ขอบคุณครับนายหัว แต่ที่นี่ไม่ใช่พื้นที่เพื่อการพาณิชย์ มันคือศูนย์วิจัยเพื่อการอนุรักษ์”

นายหัวเดชาหัวเราะในลำคอเบาๆ สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ สวนที่เต็มไปด้วยพืชพรรณแปลกตา “แน่นอน ผมรู้ดี ความหลากหลายทางชีวภาพคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลง และผมคิดว่าเราควรจะมีข้อตกลงบางอย่าง เพื่อให้สวนแห่งนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายหลักในการค้าทางน้ำที่เรากำลังพัฒนา”

รินก้าวขึ้นมาข้างหน้าทันที “เส้นทางสายหลักของนายหัว หมายถึงการสร้างเขื่อนปิดกั้นคลองเพื่อเปลี่ยนทิศทางน้ำเข้าสู่ท่าเรือส่วนตัวใช่ไหม? ถ้าทำแบบนั้น ระบบน้ำในสวนนี้จะพังทลายทันที”

“อย่าใจร้อนไปเลยแม่ริน” นายหัวเดขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนหวังดี “เราแค่ต้องการสร้างความมั่นคง ถ้าสวนนี้ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มทุน เราจะขยายมันให้ใหญ่กว่านี้ได้อีกร้อยเท่า”

คามินพยายามรักษาความสงบ เขาขยับมือไปแตะที่คานไม้ข้างตัว “นายหัวครับ พืชพวกนี้ต้องการวงจรธรรมชาติที่เฉพาะเจาะจง การเปลี่ยนแปลงทางน้ำแม้เพียงเล็กน้อยอาจทำให้พืชพันธุ์ที่หายากที่สุดตายลงได้ ผมไม่สามารถอนุญาตให้มีการดัดแปลงโครงสร้างน้ำในบริเวณนี้เพื่อผลประโยชน์ทางการค้าได้”

นายหัวเดชายิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้คามินรู้สึกไม่มั่นคง “ผมไม่ได้มาเพื่อขออนุญาต แต่ผมมาเพื่อบอกว่า ความสำเร็จของคุณกำลังถูกจับตามอง และคนที่มีอำนาจเหนือกระแสน้ำเท่านั้นที่จะตัดสินว่าสิ่งใดควรจะคงอยู่ หรือสิ่งใดควรจะถูกขจัดออกไป”

เมื่อกลุ่มของนายหัวเดชาเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงความตึงเครียดที่คละคลุ้งในอากาศ รินหันมามองคามินด้วยแววตากังวล “เขาไม่ได้มาแค่เยี่ยมชมแน่ๆ คามิน เขาต้องการยึดครองที่นี่”

“ผมจะป้องกันมันไว้” คามินตอบด้วยเสียงหนักแน่น แม้ในใจจะเริ่มวางแผนการปรับปรุงกลไกป้องกันน้ำให้แข็งแรงขึ้น “เราจะใช้ความรู้ที่เรามี ร่วมกับเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์ที่เราสร้างไว้ สวนนี้จะเป็นป้อมปราการของธรรมชาติ”

คามินเดินกลับไปยังโต๊ะทำงานไม้ของเขา เขามองดูบันทึกที่เถาว์เคยทิ้งไว้ในอดีต ข้อความที่เขียนด้วยลายมืออันนุ่มนวลอ่านว่า 'ความสมดุลไม่ได้เกิดจากการหยุดนิ่ง แต่เกิดจากการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับธรรมชาติ'

เขาหยิบปากกาขึ้นมา เริ่มเขียนบันทึกการออกแบบระบบชลประทานใหม่ที่ซับซ้อนกว่าเดิม โดยหวังว่ามรดกทางธรรมชาติที่เขาสร้างขึ้นนี้จะทนทานต่อแรงกดดันจากโลกภายนอกได้

ทว่า ในขณะที่เขากำลังจดจ่ออยู่กับแบบร่าง คามินก็สังเกตเห็นบางอย่างผิดปกติใต้พื้นไม้ของเรือนกระจก

มันไม่ใช่เสียงของน้ำที่ไหลผ่านท่อไม้ แต่มันคือแรงสั่นสะเทือนลึกๆ ที่ไม่ได้มาจากจังหวะของน้ำขึ้นน้ำลง คามินวางปากกาลง เขาก้มลงแนบหูกับพื้นไม้ที่ขัดมันจนเงา

ตึก... ตึก...

แรงสั่นสะเทือนนั้นสม่ำเสมอและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มันเหมือนกับมีบางสิ่งที่มีขนาดมหึมา กำลังเคลื่อนไหวอยู่ลึกลงไปใต้ฐานรากของพิพิธภัณฑ์และสวนพฤกษศาสตร์แห่งนี้ แสงสีประหลาดวูบหนึ่งลอดผ่านรอยแตกเล็กๆ ของพื้นไม้ขึ้นมา มันไม่ใช่แสงจากดวงอาทิตย์ และไม่ใช่แสงจากตะเกียงน้ำมัน แต่มันคือแสงที่ดูเหมือนจะเต้นระบำอยู่ใต้ผืนดิน

“ริน...” คามินเรียกด้วยเสียงที่สั่นเครือ “มานี่หน่อย มีบางอย่าง... บางอย่างอยู่ข้างใต้เรา”

รินวิ่งเข้ามาหาเขา แต่ยังไม่ทันที่จะได้พูดอะไร แรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ก็กระแทกเข้าที่ฐานรากของเรือนกระจก จนทำให้กระถางต้นไม้ราคาแพงล้มระเนระนาด และเสียงไม้ลั่นดังสนั่นไปทั่วทั้งบริเวณ

--- คามินประสบความสำเร็จในการสร้างสวนพฤกษศาสตร์ที่ใช้กลไกน้ำและไม้เพื่อการอนุรักษ์ แต่ต้องเผชิญกับการคุกคามจากนายหัวเดชาที่ต้องการเปลี่ยนพื้นที่เป็นแหล่งทำกำไร ทว่าในขณะที่เขากำลังพยายามปกป้องมรดกนี้ เขากลับพบแรงสั่นสะเทือนและแสงลึกลับที่ปะทุขึ้นจากใต้ฐานรากของสวน