← All chapters

The Monsoon Pier

Chapter 103Free

ตอนที่ 103 — พิมพ์เขียวบนผืนน้ำและการปรากฏของตราประทับปริศนา

“ถ้าเรายังใช้กังหันไม้แบบเดิม ลมมรสุมลูกหน้าจะซัดเรือบรรทุกสินค้าของเราจนอัปปางลงกลางลุ่มน้ำแน่” คามินวางพิมพ์เขียวลงบนโต๊ะไม้สักที่ชื้นไปด้วยละอองน้ำทะเล เขาชี้ไปที่จุดเชื่อมต่อของผลึกน้ำใสที่ฝังอยู่ในโครงสร้างไม้ “แต่ถ้าเราวางระบบผลึกกระจายไปตามร่องน้ำเล็กๆ เหมือนที่รินเสนอ... กระแสน้ำจะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่ไม่มีวันสิ้นสุด”

เขารู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่ขมับ ทั้งที่อากาศริมแม่น้ำมรสุมกำลังเย็นฉ่ำ คามินขยับแว่นสายตาพลางจัดระเบียบเครื่องมือช่างบนโต๊ะให้เข้าที่ เขาพยายามไม่สบตากับรินที่ยืนกอดอกพิงเสาเรือนแพอยู่ใกล้ๆ แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันก๊าดวูบไหว สะท้อนให้เห็นความเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มมั่นใจของเธอ

“นายพูดเรื่องโครงสร้างไม้กับระบบกลไกมาสามชั่วโมงแล้ว คามิน” รินเอ่ยเสียงเรียบ สำเนียงใต้ของเธอฟังดูหนักแน่นกว่าปกติ “แต่สิ่งที่ฉันต้องการคือคำตอบว่า ระบบจัดการน้ำแบบกระจายตัวนี่จะสู้กับเขื่อนยักษ์ของพวกกลุ่มทุนต่างถิ่นได้ยังไง ในเมื่อพวกนั้นมีทั้งเงินและกำลังคนมหาศาล”

คามินนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาหยิบจับฟันเฟืองทองเหลืองขึ้นมาหมุนเล่น “เราไม่ได้สู้ด้วยกำลัง แต่เราสู้ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ไร้ช่องโหว่ ถ้าเราทำให้เครือข่ายการขนส่งนี้ครอบคลุมไปทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่ในลุ่มน้ำนี้ แต่เชื่อมไปถึงปากแม่น้ำสายหลัก... รัฐบาลจะไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องยอมรับระบบของเราแทนการสร้างเขื่อนผูกขาด”

“นายกำลังจะบอกว่า... เราจะดึงรัฐบาลมาเป็นพวก?” รินเลิกคิ้ว

“ฉันกำลังจะบอกว่า เราจะเสนอทางเลือกที่ 'คุ้มค่า' ที่สุดให้พวกเขา” คามินตอบพลางขีดเขียนเส้นทางเดินเรือลงบนแผนที่ “ระบบนี้ใช้พลังงานสะอาดจากผลึกน้ำ ไม่ต้องทำลายพื้นที่ชุมชนเรือนแพ ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าพลังงานจากต่างถิ่น มันคือทางเลือกที่สมบูรณ์แบบทั้งเศรษฐกิจและวิถีเดิม”

เสียงพายกระทบน้ำดังสม่ำเสมอมาจากไกลๆ คามินลอบมองริน เขารู้ว่าในใจของเธอตอนนี้คงมีเพียงความว่างเปล่าจากการสูญเสียเถาว์ไป แม้จะไม่มีร่างของวิญญาณหนุ่มอยู่ตรงนี้แล้ว แต่บันทึกที่รินถือไว้นั้นกลับดูเหมือนมีแสงจางๆ เรืองรองออกมาเสมอ ราวกับว่าเถาว์ยังคงเฝ้ามองดูความสำเร็จของพวกเขาผ่านผืนน้ำ

“ถ้ามันทำได้จริง... เราจะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์การค้าทางน้ำของ Alcoron ไปตลอดกาล” รินเอ่ยเบาๆ เธอวางบันทึกเล่มเก่าของเถาว์ลงบนโต๊ะ “นี่คือสิ่งที่นายบอกว่าต้องทำใช่ไหม?”

“ใช่ครับ... และมันกำลังเริ่มขึ้นแล้ว” คามินตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ดูมั่นคงที่สุด

หลายสัปดาห์ต่อมา ความสำเร็จไม่ได้มาจากการนั่งรอ แต่มาจากการเดินทางผ่านคลองสายเล็กสายน้อย คามินใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการประสานงานกับหน่วยงานส่วนกลาง เขาต้องอธิบายเรื่องความหนาแน่นของผลึกน้ำกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ดูไม่เข้าใจเรื่องกลไก แต่เขาก็ทำได้ดี เขาใช้ความรู้เรื่องแรงดันน้ำและทิศทางลมมรสุมอธิบายว่าทำไมระบบกระจายตัวถึงประหยัดงบประมาณกว่าการสร้างเขื่อนกั้นน้ำขนาดใหญ่

“ดูนั่นสิ คามิน” รินชี้ไปที่ลำคลองด้านหน้า เรือขนส่งสินค้าขนาดกลางกำลังเคลื่อนที่ผ่านไปอย่างนิ่มนวลโดยไม่ต้องใช้แรงงานคนพายแม้แต่คนเดียว แสงสีฟ้าจางๆ จากผลึกที่ฝังอยู่ในกราบเรือวับแวบขึ้นมาตามจังหวะคลื่น “มันทำงานได้จริงๆ ด้วย ระบบที่ไม่มีวันตาย... เหมือนกับสิ่งที่เถาว์ทิ้งไว้ให้เรา”

คามินพยักหน้า เขารู้สึกถึงความสำเร็จที่สัมผัสได้จริง เครือข่ายการขนส่งทางน้ำแบบใหม่กำลังแผ่ขยายออกไปเหมือนใยแมงมุมที่เชื่อมโยงทุกชุมชนริมน้ำเข้าด้วยกัน พ่อค้าท้องถิ่นต่างมีรอยยิ้ม เพราะต้นทุนการขนส่งลดลง และน้ำในลำคลองยังคงใสสะอาดไม่ขุ่นมัวด้วยตะกอนจากการก่อสร้างเขื่อน

“เราทำสำเร็จแล้ว ริน... ระบบนี้กำลังจะกลายเป็นเส้นทางสายหลักของโลก” คามินกล่าวขณะมองดูเรือสินค้าลำแล้วลำเล่าที่เคลื่อนผ่านไปอย่างราบรื่น

แต่ในขณะที่เขากำลังจะเอ่ยคำยินดีต่อ รินกลับชะงักไป เธอไม่ได้มองเรือเหล่านั้น เธอกำลังจ้องมองไปยังซอกมุมมืดใต้ถุนเรือนแพข้างๆ ที่มีแสงไฟสลัวๆ จากตะเกียงของใครบางคน

“คามิน... ดูนั่นสิ” รินกระซิบ เสียงของเธอสั่นเครือด้วยความตื่นตัว

คามินหันไปมองตาม สายตาของเขาปะทะเข้ากับสัญลักษณ์ประหลาดที่ถูกสลักไว้บนเสาไม้ของเรือนแพร้างที่จอดอยู่ใกล้กัน มันไม่ใช่ลวดลายประจำถิ่น และไม่ใช่สัญลักษณ์ของกลุ่มพ่อค้าต่างถิ่นที่เขารู้จัก มันเป็นรูปวงกลมที่มีเส้นขีดสามเส้นไขว้กันอย่างซับซ้อน ดูคล้ายกับดวงตาที่กำลังจ้องมองลงมาจากท้องฟ้า

“มันคืออะไร?” คามินถามพลางขยับเข้ามาใกล้

“ฉันไม่รู้...” รินตอบพลางหยิบสมุดบันทึกของเถาว์ขึ้นมาแน่น “แต่มันดูเหมือน... สัญลักษณ์ที่ใช้ทำเครื่องหมายในพื้นที่ที่ถูกบุกรุก”

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นบนแผ่นไม้กระดานด้านหลังเรือนแพ ทั้งที่บริเวณนี้ควรจะไม่มีคนอยู่แล้ว คามินและรินหันขวับไปพร้อมกัน แต่สิ่งที่พบกลับมีเพียงความเงียบสงัดและผิวน้ำที่กระเพื่อมไหวเป็นวงกว้าง ราวกับมีบางสิ่งที่ขนาดใหญ่เพิ่งดำดิ่งลงไปใต้ก้นคลอง

“รอยขีดข่วนบนไม้พวกนี้...” คามินเดินไปที่เสาต้นนั้น เขาใช้นิ้วสัมผัสรอยสลักที่ยังดูใหม่เอี่ยม “ไม่ใช่การแกะสลักธรรมดา แต่มันคือการประทับตรา... มีคนแอบเข้ามาในพื้นที่ของเราตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”

รินก้มลงมองที่พื้นไม้ใกล้ๆ เธอพบเศษเปลือกหอยสีดำสนิทที่ไม่มีทางพบได้ในลุ่มน้ำมรสุมแห่งนี้ มันเป็นเปลือกหอยจากทะเลลึกที่ถูกนำมาวางไว้เหมือนเป็นของกำนัลที่แฝงคำเตือน

“พวกเขากำลังเฝ้าดูเราอยู่ คามิน” รินเอ่ยพลางกำหมัดแน่น “ไม่ใช่แค่กลุ่มทุน... แต่เป็นบางอย่างที่ลึกกว่านั้น”

เสียงคลื่นกระทบฝั่งดังซ่าๆ ราวกับจะกลบเสียงหัวใจที่เต้นรัวของทั้งสองคน ท่ามกลางความสำเร็จที่กำลังเบ่งบาน คามินมองเห็นเงาดำสายหนึ่งวูบผ่านไปที่ปลายคลอง มันไม่ใช่เงาของเรือ แต่เป็นเงาที่เคลื่อนที่ไปบนผิวน้ำได้อย่างรวดเร็วและเงียบเชียบเกินกว่าจะเป็นมนุษย์

--- คามินประสบความสำเร็จในการวางระบบขนส่งทางน้ำด้วยพลังงานผลึกที่ได้รับความร่วมมือจากรัฐบาล จนกลายเป็นเครือข่ายหลักที่เปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจริมน้ำ แต่ในขณะที่กำลังเฉลิมฉลอง ทั้งคู่กลับพบสัญลักษณ์ปริศนาและการบุกรุกที่บ่งบอกถึงภัยคุกคามใหม่ที่แฝงตัวมาในความมืด