← All chapters

The Monsoon Pier

Chapter 102Free

ตอนที่ 102 — การเจรจาบนโต๊ะไม้สักทอง

“คุณรินครับ ลองขยับเก้าอี้ไปทางซ้ายอีกนิดสิครับ แสงแดดตอนบ่ายมันส่องเข้าตาเกินไป” คามินพูดพลางใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กซับเหงื่อที่ขมับ เขาไม่ได้มองหน้าผม แต่มองไปที่โครงสร้างเสาไม้สักทองของศาลาว่าการที่ดูโอ่อ่าเกินจำเป็น “ขอบใจนะคามิน แต่ฉันนั่งท่าไหนมันก็ไม่ต่างกันหรอก ในเมื่อเรื่องที่เรากำลังจะคุยกันมันหนักหนากว่าแสงแดดพวกนี้เยอะ” ผมตอบพลางกอดอก พยายามไม่ให้มือที่สั่นเทาแสดงออกมาให้ใครเห็น

บนโต๊ะไม้ตัวยาวตรงหน้าผม มีเอกสารปึกใหญ่ที่เต็มไปด้วยแผนผังเขื่อนและตัวเลขสถิติการไหลของน้ำ กลิ่นน้ำมันสนและกลิ่นอายดินชื้นจากคลองคำสาปที่คามินเพิ่งไปจัดการมายังติดจมูกอยู่เลย แต่มันถูกกลบด้วยกลิ่นกำยานหอมระเหยราคาแพงในห้องนี้ นายหัวเดชาประทับนั่งอยู่หัวโต๊ะ เขาไม่ได้สวมชุดชาวเรือเหมือนพวกเรา แต่สวมเสื้อผ้าไหมเนื้อละเอียดที่ดูเรียบกริบราวกับไม่เคยต้องลมมรสุมมาก่อน

“คุณริน ผมอยากให้คุณเข้าใจว่า สิ่งที่เรากำลังทำ ไม่ใช่การทำลายวิถีชีวิตเดิมๆ แต่มันคือการยกระดับ” นายหัวเดชาเริ่มพูด น้ำเสียงของเขาทุ้มและนุ่มนวลเหมือนผิวน้ำยามสงบ แต่ผมรู้ดีว่ามันคือกระแสน้ำวนที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำที่ดูสวยงาม “การสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำที่ด่านเหนือ จะช่วยให้เราควบคุมทิศทางน้ำได้แม่นยำขึ้น ไม่ต้องรอให้ลมมรสุมเป็นตัวกำหนดโชคชะตาของพ่อค้าอีกต่อไป”

“คุมทิศทางน้ำ หรือคุมชีวิตคนกันแน่คะนายหัว?” ผมสวนกลับทันที สำเนียงใต้ของผมเริ่มเข้มขึ้นตามจังหวะอารมณ์ “ถ้าคุณปิดทางน้ำหลักเพื่อสร้างเขื่อน น้ำที่เคยไหลหลากตามธรรมชาติจะกลายเป็นแค่ท่อส่งน้ำในมือคุณ คนที่อยู่ริมน้ำมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าจะอยู่อย่างไร ถ้าไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงสายน้ำตามกฎแห่งกระแสน้ำ?”

“นั่นคือเหตุผลที่เราเชิญคุณมานี่ไงครับ” นายหัวเดชาขยับยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา “ในฐานะที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม คุณต้องหาจุดสมดุล ระหว่างความมั่งคั่งของรัฐ กับความอยู่รอดของชุมชนเรือนแพ คุณจะเสนอทางออกที่ทำให้การลงทุนนี้คุ้มค่าได้อย่างไร โดยที่ไม่ถูกชาวบ้านประท้วงจนเสียเรื่อง?”

ผมเงียบไปครู่หนึ่ง ความเงียบในห้องนั้นหนักอึ้งเหมือนตะกอนโคลนที่ก้นคลอง ในหัวของผมไม่ใช่แค่ตัวเลขเศรษฐกิจ แต่มันคือใบหน้าของเถาว์... ใบหน้าที่จางหายไปกลายเป็นฟองคลื่นเมื่อไม่กี่วันก่อน เขาบอกผมว่า ‘ริน... ความทรงจำไม่ใช่สิ่งที่ต้องเก็บไว้ในกระดาษ แต่มันคือสิ่งที่ต้องไหลเวียนไปในทุกอณูของน้ำ’ ผมหยิบสมุดบันทึกเล่มเก่าขึ้นมา มันเป็นบันทึกที่เถาว์เคยเขียนไว้ มันไม่ใช่แค่บันทึก แต่คือ ‘กุญแจ’ ที่เขาฝากไว้ให้ผมใช้ในวันที่เขาไม่อยู่

“ฉันมีข้อเสนอ” ผมเปิดสมุดบันทึกออก “เราจะไม่สร้างเขื่อนคอนกรีตปิดกั้นถาวร แต่เราจะใช้ระบบผันน้ำแบบกระจายตัว (Distributed Flow System) โดยใช้กลไกไม้และพลังงานผลึกน้ำตามแบบที่คามินออกแบบไว้ แต่นำมาขยายสเกลให้ครอบคลุมทั้งลุ่มน้ำ”

คามินรีบขยับเข้ามาใกล้แผนผังทันที แววตาของเขาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้นที่ปิดไม่มิด “ถ้าเราใช้ระบบเปิดแบบนี้ เราสามารถควบคุมระดับน้ำได้โดยไม่ทำลายระบบนิเวศของดินเลน และที่สำคัญ... เราสามารถเก็บค่าธรรมเนียมการผ่านน้ำจากเรือสินค้าขนาดใหญ่ได้เหมือนเดิม โดยไม่ต้องทำลายทางน้ำเดิม”

“มันใช้ต้นทุนสูงกว่าเดิมหลายเท่า” นายหัวเดชาขัดขึ้น สีหน้าเริ่มขรึมลง “และมันควบคุมได้ยากกว่าการสร้างเขื่อนเดี่ยวๆ มาก”

“แต่มันยั่งยืนกว่าค่ะ” ผมตอบกลับอย่างไม่ลดละ “ถ้าคุณสร้างเขื่อนปิดกั้น คุณจะได้กำไรมหาศาลในสิบปีแรก แต่คุณจะเสียพื้นที่การค้าทั้งหมดในอีกห้าสิบปีข้างหน้า เพราะตะกอนจะทับถมจนทางน้ำตื้นเขิน และระบบนิเวศจะพังทลาย แต่ถ้าใช้ระบบกระจายน้ำแบบที่ฉันเสนอ คุณจะได้ทั้งความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความสมบูรณ์ของทรัพยากรน้ำที่จะเลี้ยงดูธุรกิจของคุณไปชั่วลูกชั่วหลาน”

ผมกางสมุดบันทึกออก แล้วชี้ไปที่แผนภาพการหมุนเวียนของน้ำที่เถาว์เคยแอบวาดไว้ในรูปแบบของรอยหยักที่ดูเหมือนจังหวะการเต้นของหัวใจ มันคือการผสานวิถีชุมชนเข้ากับวิศวกรรมสมัยใหม่ “นี่คือทางออกค่ะ นายหัว... การไหลเวียนที่เป็นอิสระ แต่มีการกำกับดูแลอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่การกักขัง”

นายหัวเดชานิ่งไป เขาจ้องมองแผนภาพนั้นเนิ่นนาน ราวกับกำลังคำนวณผลประโยชน์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในหัว “เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ... แม้จะมีความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการสูง แต่มันก็น่าลองดู”

“ฉันจะร่างรายละเอียดเชิงลึกให้ภายในพรุ่งนี้ค่ะ” ผมกล่าวสรุป พร้อมกับความรู้สึกเบาใจที่ถาโถมเข้ามาอย่างประหลาด มันไม่ใช่ความดีใจที่ชนะการเจรจา แต่เป็นความรู้สึกว่าเถาว์กำลังยิ้มอยู่ตรงนี้... ในสายน้ำที่ไหลผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา

หลังจากการประชุมสิ้นสุดลง ผมเดินออกมาที่ระเบียงเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ คามินเดินตามออกมาติดๆ เขาดูเหนื่อยแต่ก็ดูมีความสุข “คุณทำได้แล้วริน... คุณเปลี่ยนกฎเกณฑ์ของเขาได้จริงๆ”

“ฉันแค่พูดความจริงที่พวกเขาไม่กล้าฟังต่างหากล่ะ” ผมยิ้มให้เขา แต่แล้วสายตาของผมก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่โคนต้นไม้ใหญ่ข้างศาลาว่าการ มันคือรอยขีดข่วนลึกบนเปลือกไม้ที่ดูผิดธรรมชาติ มันไม่ใช่รอยกิ่งไม้หัก แต่เป็นสัญลักษณ์ที่แปลกประหลาด... รอยสลักที่ดูเหมือนจะเป็นรหัสลับของใครบางคน

“คามิน... ดูนั่นสิ” ผมกระซิบ เสียงของผมสั่นขึ้นมาอีกครั้ง

คามินเดินเข้าไปดูใกล้ๆ แล้วหน้าของเขาก็ซีดเผือด “รอยนี่... มันเหมือนกับรอยที่พบที่ซากเรือล่มชายฝั่งตะวันออกเลย ริน... มีใครบางคนกำลังแอบดูเราอยู่ ไม่ใช่แค่คนในพื้นที่แน่ๆ”

ผมมองออกไปที่เส้นขอบฟ้าที่ดวงอาทิตย์กำลังลับขอบน้ำ ความเงียบงันของยามเย็นไม่ได้นำมาซึ่งความสงบอีกต่อไป แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนพายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบในดินแดนแห่งกระแสน้ำแห่งนี้

--- รินใช้บันทึกของเถาว์เป็นเครื่องมือในการเจรจาเพื่อเสนอระบบจัดการน้ำแบบกระจายตัวแทนการสร้างเขื่อน ซึ่งช่วยรักษาทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมได้สำเร็จ แต่เธอกลับพบสัญลักษณ์ปริศนาที่บ่งบอกถึงการรุกรานจากบุคคลภายนอก