ตอนที่ 80 — แรงสั่นสะเทือนในมิติที่ผุพัง
ความรู้สึกแรกที่แล่นผ่านโสตประสาทไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่เป็นความเงียบที่ดังสนั่น มันคือความเงียบที่ไร้ซึ่งเสียงลม เสียงฝีเท้า หรือแม้แต่เสียงจังหวะหัวใจที่เคยเต้นระรัวของเหล่าผู้รอดชีวิต Anwen รู้สึกเหมือนร่างกายของเธอถูกยืดออกจนกลายเป็นเส้นด้ายบางๆ ที่ถูกถักทอขึ้นใหม่ในอุโมงค์แห่งแสงและเงา แสงสีขาวโพลนสลับกับความมืดมิดที่ลึกยิ่งกว่าหลุมดำพุ่งเข้าใส่ดวงตาของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับถูกขว้างลงไปในเครื่องบดของพระเจ้าที่พยายามจะแยกส่วนประกอบของจิตวิญญาณออกจากเนื้อหนัง
“เกาะไว้! อย่าปล่อยมือ!” เสียงของใครบางคน—อาจจะเป็น Fin หรือไม่ก็ Granny Nessa—ดังแว่วมาท่ามกลางพายุแห่งมิติ แต่มันฟังดูไกลห่างเหมือนเสียงที่สะท้อนมาจากก้นบึ้งของมหาสมุทร Anwen พยายามตะเกียกตะกายคว้าอากาศที่ไม่มีอยู่จริง เธอสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่ไม่ได้มาจากอากาศ แต่มาจากความว่างเปล่าที่พยายามจะดูดกลืนตัวตนของเธอ รอยจารึกบนแขนซ้ายที่กลายเป็นโลหะของเธอเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง มันไม่ได้เต้นตามจังหวะหัวใจอีกต่อไป แต่มันกำลังเต้นตามจังหวะของความจริงที่กำลังบิดเบี้ยว ขับขานบทเพลงแห่งการล่มสลายที่รุนแรงจนกระดูกของเธอแทบจะแหลกเป็นผง
ภาพเบื้องหน้าของเธอไม่ใช่ทัศนียภาพของโลก Alcoron อีกต่อไป แต่มันคือเศษซากของความจริงที่พังทลาย—เศษเสี้ยวของตึกระฟ้าที่ลอยเคว้ง, แสงสีฟ้าจากเครื่องจักรโบราณที่กลายเป็นสายน้ำแห่งแสง, และเงาร่างของสิ่งมีชีวิตที่ดูเหมือนก้อนเมฆสีหมึกที่พยายามจะกลืนกินแสงสว่าง ทุกอย่างดูไร้ระเบียบและไร้ทิศทาง ราวกับจิตรกรที่ทำสีหกใส่ผืนผ้าใบแล้วปล่อยให้มันไหลไปตามใจชอบ Anwen รู้สึกได้ว่าขอบเขตระหว่าง 'ตัวเธอ' กับ 'ความว่างเปล่า' กำลังเลือนหายไป ความเป็นมนุษย์ของเธอกำลังถูกทดสอบด้วยแรงกดดันที่ไม่ได้มีไว้เพื่อบดขยี้ร่างกาย แต่มีไว้เพื่อลบเลือนความทรงจำ
‘ข้าจะไม่หายไป...’ เธอตะโกนก้องอยู่ในใจ แม้ริมฝีปากจะไม่ได้ขยับ และไม่มีเสียงใดหลุดรอดออกมา ‘ข้าจะไม่กลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความว่างเปล่าที่ไร้ความหมาย’ ความปรารถนาที่จะมีชีวิตรอด—ความปรารถนาที่หยั่งรากลึกลงในจิตวิญญาณของเจ้าของโรงเตี๊ยมผู้ไม่เคยยอมสยบต่อขุนนางคนใด—กลายเป็นสมอเรือเพียงหนึ่งเดียวที่รั้งเธอไว้ไม่ให้หลุดลอยไปในกระแสธารแห่งมิติ
ทันใดนั้น อุโมงค์ที่เคยเหวี่ยงเธอไปมาก็หยุดนิ่งลงอย่างกะทันหัน แรงเหวี่ยงมหาศาลเปลี่ยนเป็นแรงดึงดูดที่รุนแรงจนเธอรู้สึกเหมือนกำลังร่วงหล่นลงสู่เหวที่ไม่มีจุดสิ้นสุด แสงสว่างที่เคยสาดส่องกลับกลายเป็นความสลัวรางที่น่าขนลุก มันไม่ใช่ความมืดที่ไร้แสง แต่เป็นความมืดที่เต็มไปด้วย 'บางสิ่ง' ที่กำลังจับจ้องมองมา
Anwen ลืมตาขึ้น—หรืออย่างน้อยเธอก็รู้สึกเหมือนได้ลืมตา—ท่ามกลางความสลัวนั้น เธอเห็นผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ ลอยคว้างอยู่รอบตัวในลักษณะที่คล้ายกับดวงดาวที่กำลังมอดดับ พวกเขาไม่ได้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์นัก บางคนดูเหมือนจะถูกพรางตาด้วยเงาสีดำที่พันธนาการไว้ และท่ามกลางความวุ่นวายนั้นเองที่เธอได้เห็นมัน... สิ่งที่อยู่เบื้องบน
มันไม่ใช่ดวงอาทิตย์ และไม่ใช่ดวงจันทร์ แต่มันคือดวงตา—ดวงตาขนาดมหึมาที่ไม่ได้ประกอบด้วยเนื้อหนัง แต่เป็นโครงสร้างของแสงและเงาที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ ราวกับเป็นจักรวาลที่ย่อส่วนลงมา มันกำลังจ้องมองลงมายังจุดที่พวกเขาลอยคว้างอยู่ สายตาที่เย็นชาและไร้อารมณ์นั้นไม่ได้มองเห็นพวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิต แต่มองเห็นพวกเขาเป็นเพียง 'ข้อผิดพลาด' ในสมการของจักรวาลที่กำลังถูกจัดระเบียบใหม่
“พวกมัน... กำลังมองดูเรา...” Anwen พึมพำออกมาเป็นความรู้สึก ความกลัวที่เคยรุนแรงกลับถูกแทนที่ด้วยความตระหนักรู้ที่เยือกเย็น เธอเข้าใจแล้วว่าการต่อสู้ที่ผ่านมาไม่ใช่สงครามระหว่างขุนนางกับชาวบ้าน หรือระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร แต่มันคือการสั่นสะเทือนที่ไปกระทบต่อความสมดุลของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมากนัก
แรงดึงดูดในช่องว่างระหว่างมิตินี้เริ่มเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้เหวี่ยงเธอไปมา แต่มันกำลัง 'บีบ' ทุกอย่างเข้าหาจุดศูนย์กลางจุดเดียว Anwen รู้สึกได้ว่ารอยจารึกในร่างของเธอเริ่มแผ่ความร้อนออกมา มันไม่ได้ร้อนเหมือนไฟ แต่มันร้อนเหมือนการเสียดสีของโลหะที่กำลังหลอมละลาย พลังงานจากรอยจารึกกำลังพยายามสร้างเกราะป้องกันรอบตัวเธอและผู้รอดชีวิต แต่ในขณะเดียวกัน มันก็กำลังดึงดูดความสนใจจาก 'ผู้เฝ้ามอง' เบื้องบนนั้นด้วย
ความจริงที่บิดเบี้ยวรอบตัวเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างที่ชัดเจนขึ้น เธอเห็นภาพซ้อนของโรงเตี๊ยม The Pilgrims' Rest ที่กำลังถูกเถาวัลย์โลหะรัดรึง เห็นภาพของราชอาณาจักร Castellane ที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกโลหะ และเห็นภาพของอนาคตที่ไม่มีมนุษย์เหลืออยู่เลย มีเพียงเครื่องจักรที่ทำงานอย่างเป็นระบบระเบียบในความเงียบงันที่นิรันดร์
“เราต้องหาทางออก...” Anwen พยายามส่งผ่านเจตจำนงของเธอไปยังผู้ที่อยู่รอบข้าง แม้จะรู้ดีว่าในสภาวะนี้ การสื่อสารผ่านคำพูดนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ “เราต้องรวมจิตวิญญาณให้เป็นหนึ่งเดียว... อย่าให้ความว่างเปล่ากลืนกินเรา!”
จังหวะการเต้นของหัวใจเครื่องจักรที่เธอเคยได้ยินในห้องโถงโบราณ บัดนี้มันกำลังดังก้องอยู่ในความว่างเปล่านี้ด้วยเช่นกัน มันคือจังหวะเดียวกันกับแรงสั่นสะเทือนของมิติ และเป็นจังหวะเดียวกับความหวาดกลัวที่กำลังเต้นอยู่ในอกของเธอ Anwen รู้ดีว่านี่ไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่โลก Alcoron เคยเผชิญมา เธอไม่ได้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์อีกต่อไป แต่เธอคือจุดปะทะที่กำลังจะเปลี่ยนทิศทางของกระแสธารแห่งความจริงนี้ไปตลอดกาล
ท่ามกลางความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวใต้สายตาของผู้อยู่เหนือขึ้นไป Anwen เริ่มตระหนักว่า พลังที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่รอยจารึกหรือเครื่องจักรโบราณ แต่มันอยู่ที่ความดื้อรั้นที่จะมีชีวิตอยู่—ความวุ่นวายที่งดงามของความไม่สมบูรณ์แบบ—ที่จะต้องต่อสู้กับระเบียบที่เย็นชาของจักรวาลให้ถึงที่สุด
--- Anwen และผู้รอดชีวิตถูกเหวี่ยงผ่านอุโมงค์มิติที่บิดเบี้ยว ท่ามกลางสายตาของตัวตนลึกลับเบื้องบนที่เฝ้ามองการก่อตัวของความจริงใหม่ที่กำลังเปลี่ยนสภาพโลก