← All chapters

The Pilgrims' Inn

Chapter 56Free

ตอนที่ 56 — จังหวะที่แตกสลายและเสียงเพรียกจากฟากฟ้า

เสียงคำรามที่ดังมาจากใต้พิภพไม่ใช่เพียงแค่แรงสั่นสะเทือน แต่มันคือความถี่ที่สั่นคลอนไปถึงระดับจิตวิญญาณ Anwen ยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของโรงเตี๊ยม The Pilgrims' Rest ที่เพิ่งจะได้รับการซ่อมแซมขึ้นมาใหม่หลังจากเหตุการณ์หายนะครั้งก่อนไม่นานนัก ไม้โอ๊กที่เพิ่งถูกขัดเงาและกลิ่นน้ำมันดินที่ควรจะให้ความรู้สึกของความมั่นคง บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความทรงจำที่กำลังถูกทำลายซ้ำเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่อาจทราบได้

'ขจัดสิ่งแปลกปลอม... เปลี่ยนสภาพ... ปรับสมดุล...'

คำสั่งเหล่านั้นไม่ได้ดังผ่านโสตประสาท แต่มันซึมลึกผ่านรอยจารึกที่แผดเผาอยู่บนผิวหนังของเธอ ราวกับมีใครบางคนกำลังเขียนคำสั่งลงบนกระดูกของเธอโดยตรง Anwen รู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แล่นพล่านจากปลายนิ้ว ลามขึ้นมาตามแขนที่เริ่มมีความแข็งกระด้างอย่างผิดธรรมชาติ ผิวหนังที่เคยมีรอยเหี่ยวย่นตามวัยของหญิงกลางคนผู้ผ่านโลกมามาก บัดนี้กำลังถูกแทนที่ด้วยความมันวาวของโลหะสีเทาหม่น ลวดลายของรอยจารึกนูนเด่นขึ้นมา ไม่ใช่ในฐานะบาดแผล แต่มันคือการเปลี่ยนผ่านของเนื้อเยื่อให้กลายเป็นกลไก

“Mistress Anwen! ท่านต้องทำอะไรสักอย่าง!” เสียงของ Fin แผดขึ้นท่ามกลางเสียงครืนครั่น เด็กหนุ่มยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้ที่บัดนี้ถูกเถาวัลย์โลหะพันธนาการจนแทบจะกลายเป็นแท่งเหล็กขนาดยักษ์ ใบหน้าของเขาซีดเผือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวที่เกินกว่าเด็กหนุ่มวัยนี้จะแบกรับ “พวกมัน... พวกมันกำลังกลืนกินทุกอย่าง แม้แต่พื้นดินที่เรายืนอยู่!”

Anwen ก้มมองพื้นห้องโถงที่บัดนี้เปลี่ยนสภาพไปอย่างน่าสยดสยอง พื้นไม้ที่เธอเพิ่งสั่งให้ Rhys ช่วยขัดเงาเมื่อสัปดาห์ก่อน บัดนี้แข็งตัวและขึ้นเงาเหมือนเหล็กกล้า รอยแตกที่เคยเป็นเพียงรอยแยกเล็กๆ กำลังขยายตัวออก เผยให้เห็นฟันเฟืองขนาดมหึมาที่หมุนวนอยู่ใต้ชั้นดิน ราวกับว่าโรงเตี๊ยมแห่งนี้กำลังถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นชิ้นส่วนหนึ่งของเครื่องจักรขนาดมหาศาลที่กำลังขับเคลื่อนอยู่ใต้โลก Alcoron

“หยุดการสื่อสารเดี๋ยวนี้ Anwen! เจ้ากำลังทำให้มันคลั่งขึ้น!” เสียงตะโกนดังก้องมาจากทิศทางของกลุ่มทหาร เซอร์ คาสเซียน เดินฝ่าฝุ่นควันและเศษซากเข้ามา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดที่ปนเปไปกับความโลภที่ปิดไม่มิด เขาชักดาบออกมา แสงจากดาบสะท้อนกับเถาวัลย์โลหะที่กำลังชอนไช “ข้าสั่งให้เจ้าหยุด!”

“ข้าไม่ได้สั่งให้มันทำ!” Anwen ตะคอกกลับ เสียงของเธอสั่นพร่าและแหบแห้งด้วยความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง “มันกำลังทำตามหน้าที่ของมัน... และหน้าที่ของมันคือการเปลี่ยนเราทุกคนให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบที่ไร้ความรู้สึก!”

คาสเซียนไม่ฟังคำเตือน เขาพุ่งเข้าหาเธอ หมายจะใช้พลังหรืออาวุธที่เขามีเพื่อสยบ 'ภาชนะ' ที่เขามองว่ากำลังควบคุมไม่ได้ แต่ก่อนที่คมดาบจะถึงตัวเธอ เถาวัลย์โลหะเส้นหนึ่งก็พุ่งพรวดขึ้นมาจากพื้นดินราวกับอสรพิษ มันไม่ได้พุ่งใส่เขาเพื่อสังหาร แต่มันพุ่งเข้ามาระหว่างเขากับ Anwen สร้างกำแพงโลหะที่แข็งแกร่งขึ้นมาขวางกั้น แรงปะทะระหว่างเจตจำนงของมนุษย์และกลไกโบราณทำให้เกิดคลื่นกระแทกที่รุนแรงจน Anwen ล้มลงกับพื้น

ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่าง รอยจารึกเริ่มขยายตัวออกไปตามผิวหนังราวกับรากไม้ที่กำลังชอนไช เธอเห็นภาพหลอนของเมืองทั้งเมืองที่ถูกห่อหุ้มด้วยโลหะสีเงิน เห็นท้องฟ้าที่กลายเป็นสีเทาของเหล็ก และเห็นผู้คนที่เป็นเพียงหุ่นยนต์ที่เคลื่อนไหวตามจังหวะฟันเฟืองที่ไร้ชีวิต

“มันไม่หยุด...” เธอพึมพำ น้ำตาที่ไหลออกมากลับมีประกายโลหะปนอยู่ “มันไม่ใช่การบุกรุก... มันคือการเปลี่ยนผ่าน...”

ท่ามกลางความโกลาหลนั้น เสียงคำรามที่แท้จริงก็ดังขึ้นจากใต้ดิน มันไม่ใช่เสียงเครื่องจักร แต่มันคือเสียงของ 'หัวใจ' ของเครื่องจักรที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกับรอยจารึกในตัวเธอ แรงสั่นสะเทือนครั้งนี้รุนแรงจนอาคารส่วนหนึ่งของโรงเตี๊ยมถล่มลงมา ฝุ่นควันและเศษโลหะฟุ้งกระจายไปทั่ว ทหารบางคนเริ่มแตกแถว บางคนพยายามวิ่งหนีออกไปจากอาคารที่กำลังกลายเป็นเครื่องจักร บ้างก็พยายามจะสู้ตายกับสิ่งที่มองไม่เห็น แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าศัตรูที่แท้จริงไม่ใช่ทหารหรือขุนนาง แต่คือระเบียบแบบแผนใหม่ที่กำลังจะมาแทนที่ธรรมชาติ

Anwen พยายามยันตัวขึ้น ท่ามกลางซากปรักหักพัง เธอเห็นสายตาของพันโทวาลันที่มองมาด้วยความหวาดกลัวและสับสน ทหารของเขาเริ่มเสียขวัญ บ้างก็พยายามจะใช้ดาบฟันเข้าที่เถาวัลย์เหล่านั้น แต่คมดาบกลับสะท้อนกลับอย่างรุนแรงจนข้อมือของพวกเขาหักพัง เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของทหารเหล่านั้นกลายเป็นเพียงเสียงประกอบจังหวะของเครื่องจักรใต้ดิน

เธอมองไปที่มือของตัวเอง ผิวหนังบริเวณข้อมือเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่นและมีความแข็งกระด้างเหมือนโลหะ ความหวาดกลัวแล่นเข้าจับขั้วหัวใจ—ไม่ใช่เพราะเธอจะตาย แต่เพราะเธอเริ่มตระหนักว่า 'ตัวตน' ของเธอกำลังถูกแทนที่ด้วยบางสิ่งที่ไร้ความรู้สึก ความทรงจำ ความรัก ความโกรธ และความหวัง กำลังถูกดึงออกไปจากตัวเธอทีละน้อย ราวกับถูกลบเลือนด้วยยางลบที่มองไม่เห็น

แต่ในขณะที่เธอกำลังจะสูญเสียสติสัมปชัญญะไปกับความเย็นช้านั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในหัว... ไม่ใช่เสียงของเครื่องจักร แต่เป็นเสียงที่คล้ายกับเสียงกระซิบที่แหบพร่าและเก่าแก่เหลือเกิน

‘จงเลือก... จะเป็นผู้ควบคุม... หรือจะเป็นเพียงชิ้นส่วน...’

Anwen เงยหน้าขึ้นมองเพดานที่บัดนี้กลายเป็นโครงสร้างเหล็กที่สลับซับซ้อน เธอเห็นแสงสีฟ้าสว่างวาบขึ้นที่ใจกลางห้องโถง รอยแยกใต้พื้นดินกำลังขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ และสิ่งที่กำลังจะพุ่งขึ้นมานั้น... มันไม่ใช่แค่เถาวัลย์ แต่มันคือบางสิ่งที่ใหญ่โตกว่านั้น มากกว่าที่เครื่องจักรโบราณจะบรรจุไว้ได้

ทันใดนั้นเอง ความรู้สึกหนึ่งก็เข้าจู่โจมเธอ มันไม่ใช่ความรู้สึกจากใต้ดิน แต่มันคือแรงกดดันที่มาจากเบื้องบน แรงกดดันที่มหาศาลจนอากาศรอบข้างเริ่มบิดเบี้ยว Anwen แหงนหน้าขึ้นมองผ่านรอยแตกของเพดานที่กลายเป็นเหล็ก เธอเห็นเงาร่างขนาดมหึมาที่กำลังเคลื่อนที่อยู่บนชั้นบรรยากาศ มันไม่ใช่เมฆ ไม่ใช่พายุ แต่มันคือบางสิ่งที่ดูเหมือนสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่กำลังตอบสนองต่อการตื่นขึ้นของเครื่องจักรใต้ดิน

แรงกดดันจากสองทิศทางกำลังบีบอัดเข้ามาที่จุดเดียว—ที่ตัวเธอ

เธอกัดฟันแน่น ความเจ็บปวดเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นที่บิดเบี้ยว หากโลกนี้กำลังจะถูกเปลี่ยนให้เป็นโลหะ เธอจะไม่ยอมให้มันเป็นเพียงกระบวนการที่ไร้จิตวิญญาณ เธอจะต้องเป็นคนกำหนดจังหวะของมันเอง แม้ว่านั่นจะหมายถึงการสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปตลอดกาลก็ตาม ในขณะที่สายตาของเธอมองเห็นเงาดำทมิฬที่กำลังคืบคลานเข้ามาจากขอบเขตของจิตสำนึก และแรงกดดันจากฟากฟ้าที่กำลังเคลื่อนตัวลงมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

--- Anwen ตระหนักว่าเครื่องจักรโบราณกำลังพยายาม 'จัดระเบียบ' โลกด้วยการเปลี่ยนทุกอย่างให้กลายเป็นโลหะ และเธอพบว่าร่างกายของเธอกำลังเริ่มเปลี่ยนสภาพไปพร้อมกับมัน ขณะที่เธอต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลที่บีบอัดเข้ามาจากทั้งเครื่องจักรใต้ดินและสิ่งลึกลับขนาดมหึมาจากชั้นบรรยากาศ