← All chapters

The Pilgrims' Inn

Chapter 55Free

ตอนที่ 55 — แรงกดดันจากสองทิศทาง

ความเงียบสงัดที่น่าสะพรึงกลัวมักจะมาพร้อมกับแรงกดดันที่มองไม่เห็นเสมอ

Anwen ยืนนิ่งอยู่ใจกลางความวุ่นวายที่ดูเหมือนจะหยุดชะงักลงชั่วครู่ในห้วงมิติที่บิดเบี้ยว ร่างกายของเธอไม่ใช่เพียงเนื้อหนังและกระดูกอีกต่อไป แต่มันคือส่วนผสมของเส้นใยประสาทและโลหะไหลเวียนที่สั่นสะเทือนตามจังหวะการเต้นของหัวใจจักรกลเบื้องล่าง ทุกครั้งที่แกนกลางใต้ดินขยับเขยื้อน ความรู้สึกเย็นเยียบจะแล่นพล่านจากปลายนิ้วขึ้นสู่หัวไหล่ ราวกับว่าเธอเป็นส่วนหนึ่งของวงจรไฟฟ้าขนาดมหึมาที่กำลังพยายามจะจัดระเบียบโลกใบนี้ใหม่

ทว่าสิ่งที่ทำให้เธอหายใจติดขัดไม่ใช่เพียงเสียงครวญครางของฟันเฟืองใต้ฝ่าเท้า แต่คือความรู้สึกประหลาดที่กดทับลงมาจากเบื้องบน

ท้องฟ้าเหนืออาณาจักร Castellane ที่เคยเป็นสีครามของปลายฤดูใบไม้ร่วง บัดนี้ถูกฉาบด้วยเงาทมิฬที่เคลื่อนที่อย่างเป็นระบบ มันไม่ใช่เมฆฝน และไม่ใช่เงาของพายุที่กำลังจะมาถึง แต่มันคือ 'บางสิ่ง' ที่มีขนาดมหาศาลและมีความตั้งใจอย่างแรงกล้า สิ่งนั้นกำลังเคลื่อนที่ผ่านชั้นบรรยากาศด้วยจังหวะที่สอดรับกับการตื่นขึ้นของเครื่องจักรใต้ดิน ราวกับนักล่าที่ได้กลิ่นเลือดของเหยื่อ หรือเทพเจ้าที่กำลังมองลงมาดูการสร้างโลกใหม่

"พวกมันกำลังมองมาที่นี่..." Anwen กระซิบกับตัวเอง เสียงของเธอฟังดูแปลกหู มันมีความกังวานของโลหะเจือปนอยู่จนน่าขนลุก

แรงสั่นสะเทือนจากใต้ดินส่งผ่านรอยจารึกในตัวเธอ กระตุ้นให้เกิดคลื่นความร้อนที่แผ่ออกมาเป็นระยะ ในขณะที่แรงกดดันจากชั้นบรรยากาศกลับสร้างความรู้สึกเย็นยะเยือกที่บีบคั้นทรวงอก เธอรู้สึกเหมือนถูกคีมยักษ์ที่มองไม่เห็นคีบไว้ตรงกลาง ระหว่างแรงดึงดูดจากขุมนรกเครื่องจักรและแรงกดทับจากสรวงสวรรค์ที่บิดเบี้ยว

ทันใดนั้น แสงสีฟ้าอ่อนๆ ที่เคยสว่างจ้าจากรอยแยกก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ แขกที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่คนในโรงเตี๊ยมที่บัดนี้กลายเป็นโครงสร้างโลหะครึ่งไม้ครึ่งเหล็กต่างพากันทรุดตัวลงกับพื้น บ้างก็กรีดร้องอย่างไร้เสียง บ้างก็จ้องมองเพดานด้วยดวงตาที่เบิกโพลงด้วยความหวาดกลัว

"Mistress Anwen!" เสียงตะโกนที่แหบพร่าดังมาจากมุมมืดของห้องโถง

Fin เด็กหนุ่มคนครัวที่พยายามรักษาความเป็นมนุษย์ไว้ได้มากที่สุด วิ่งฝ่าเถาวัลย์โลหะที่ขยับไปมาเหมือนงูเหล็กเข้ามาหาเธอ ใบหน้าของเขาซีดเผือดและเปื้อนไปด้วยเขม่าสีดำ "มัน... มันไม่ใช่แค่เครื่องจักรแล้วครับ มันเหมือนกับว่าโลกกำลังจะแตกออกเป็นสองเสี่ยง!"

Anwen ไม่ได้ตอบคำถามนั้น เธอรู้ดีกว่าเขา Fin เห็นเพียงความวุ่นวาย แต่เธอสัมผัสได้ถึง 'เจตจำนง'

แรงกดดันจากเบื้องบนเริ่มรุนแรงขึ้นจนอากาศรอบตัวเริ่มบิดเบี้ยวเหมือนภาพสะท้อนในน้ำที่ถูกกวน เสียงหวีดหวิวที่เกิดจากการเสียดสีของมวลอากาศมหาศาลที่เคลื่อนที่ผ่านชั้นบรรยากาศดังระงมจนแทบจะกลายเป็นเสียงคำราม มันไม่ใช่เสียงลม แต่มันคือเสียงของสิ่งที่กำลัง 'ขยับ' เข้ามาใกล้

รอยจารึกบนผิวหนังของเธอเริ่มเรืองแสงอย่างรุนแรงจนดูเหมือนจะหลุดออกมาจากเนื้อเยื่อ ความเจ็บปวดแล่นเข้าสู่สมองเหมือนเข็มพันเล่มทิ่มแทงพร้อมกัน เธอเห็นภาพนิมิตสั้นๆ: ภาพของดวงตาขนาดมหึมาที่เปิดออกท่ามกลางกลุ่มเมฆ และภาพของฟันเฟืองยักษ์ที่กำลังบดเคี้ยวขุนเขาให้กลายเป็นผงธุลี

"อย่าขยับ!" Anwen ตะโกนสั่ง Fin และคนอื่นๆ แม้เธอจะรู้ว่ามันแทบจะไร้ประโยชน์ "ถ้าพวกคุณขยับตามจังหวะที่ผิดพลาด... ร่างกายของพวกคุณจะถูกบดขยี้ระหว่างสองโลกนี้!"

ความตึงเครียดพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด เมื่อเถาวัลย์โลหะที่ยึดโยงโรงเตี๊ยมเริ่มขยับเขยื้อนอย่างบ้าคลั่งตามจังหวะการตื่นขึ้นของแกนกลาง ขณะเดียวกัน เงาทมิฬบนท้องฟ้าก็เริ่มบดบังแสงสว่างจนมืดมิดไปทั่วบริเวณ ความกดอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันจนหูของทุกคนอื้ออึง

Anwen รู้สึกได้ถึงความพ่ายแพ้ที่กำลังคืบคลานเข้ามา เธอพยายามใช้พลังจากรอยจารึกเพื่อสร้างสมดุล สร้างเกราะป้องกันระหว่างแรงกดดันทั้งสองทาง แต่พลังของเธอกลับดูเหมือนจะยิ่งไปกระตุ้นให้ทั้งสองฝ่ายตอบสนองต่อกันและกันมากขึ้น ทุกครั้งที่เธอพยายาม 'ต้าน' แรงดึงจากใต้ดิน แรงกดจากฟากฟ้าก็ยิ่งทวีความรุนแรง ราวกับว่าเธอคือจุดเชื่อมต่อที่ทำให้การปะทะกันของสองอำนาจนี้เกิดขึ้นได้จริง

'ฉันคือตัวกลาง...' เธอคิดด้วยความขมขื่น 'ฉันไม่ใช่ผู้ควบคุม แต่ฉันคือสนามรบ'

ท่ามกลางความโกลาหลที่พุ่งทะลุขีดจำกัด ร่างกายโลหะของเธอเริ่มสั่นสะเทือนอย่างหนักจนเธอแทบจะยืนไม่อยู่ ความร้อนจากใต้ดินและความเย็นจากฟ้ากำลังประทะกันที่จุดศูนย์กลางซึ่งก็คือตัวเธอ เสียงโลหะบิดเบี้ยวและเสียงคำรามของอากาศประสานกันจนกลายเป็นบทเพลงแห่งหายนะ

ในจังหวะที่ทุกอย่างดูเหมือนจะแตกสลาย แสงสว่างวาบหนึ่งก็วาบขึ้นจากใจกลางรอยจารึกที่หน้าอกของเธอ มันไม่ใช่แสงสีฟ้าหรือสีม่วง แต่มันคือแสงสีขาวบริสุทธิ์ที่ดูแปลกแยกจากทุกอย่างที่เกิดขึ้น

Anwen เงยหน้าขึ้นมองผ่านช่องว่างของเพดานที่พังทลายลงมา เธอเห็นเงาของสิ่งที่อยู่บนฟ้าชัดเจนขึ้น มันไม่ใช่เพียงกลุ่มเมฆ แต่มันคือโครงสร้างที่มีระเบียบ มีความซับซ้อน และกำลังลดระดับลงมาหาโลกอย่างรวดเร็ว

พร้อมกันนั้น พื้นดินใต้เท้าเธอก็แยกออกกว้างขึ้น เผยให้เห็นดวงตาขนาดมหึมาที่เปล่งแสงจากแกนกลางเครื่องจักรโบราณ

โลกกำลังถูกบีบอัด และเธอก็ยืนอยู่ตรงกลางของรอยแยกนั้น

--- Anwen ต้องเผชิญกับวิกฤตที่ร่างกายของเธอเป็นจุดศูนย์กลางการปะทะกันระหว่างแรงกดดันจากเครื่องจักรโบราณใต้ดินและสิ่งลึกลับขนาดมหึมาจากชั้นบรรยากาศที่กำลังเคลื่อนตัวลงมา