ตอนที่ 128 — บททดสอบแห่งผู้ถักทอและรอยแยกของความทรงจำ
ความเงียบในอนุสาวรีย์แห่งความทรงจำนั้นไม่ใช่ความเงียบที่สงบสุข แต่มันคือความเงียบที่หนักอึ้งราวกับถูกกดทับด้วยมหาสมุทรที่มองไม่เห็น Anwen ยืนอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่คุ้นเคยจนน่าใจหาย กลิ่นไม้โอ๊กเก่าแก่ กลิ่นน้ำมันตะเกียง และกลิ่นจางๆ ของซุปสมุนไพรที่เธอเคยเคี่ยวในหม้อทองแดงที่โรงเตี๊ยม 'The Pilgrims' Rest' ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบจนเกือบจะผิดเพี้ยน แสงไฟจากตะเกียงที่แขวนอยู่ตามเสาไม้สั่นไหวเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอเกินไป ราวกับมันถูกโปรแกรมไว้ให้เต้นระบำตามกฎเกณฑ์ที่ไร้ชีวิต
เธอขยับมือขึ้นสัมผัสใบหน้า ร่างกายของเธอในมิตินี้ดูเหมือนมนุษย์ปกติ แต่ในส่วนลึกของจิตสำนึก เธอสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบของโลหะที่แทรกซึมอยู่ในกระดูกและเส้นเลือด รอยจารึกที่เคยแผดเผาผิวหนังของเธอยังคงสั่นสะเทือนอยู่ในมิตินี้ แต่มันไม่ได้แสดงออกมาเป็นความเจ็บปวดทางกาย หากแต่เป็นแรงสั่นสะเทือนที่สอดประสานไปกับจังหวะของ 'อนุสาวรีย์' แห่งนี้
“เจ้ากำลังมองหาอะไรในเงาของอดีตกันแน่? เจ้าของโรงเตี๊ยมผู้ใจดี”
เสียงนั้นไม่ได้ดังมาจากทิศทางใดทิศทางหนึ่ง แต่มันดังขึ้นจากทุกอณูของอากาศ มันนุ่มนวล ทว่าแฝงไปด้วยอำนาจที่สามารถบดขยี้เจตจำนงของมนุษย์ธรรมดาให้กลายเป็นผุยผง Anwen ไม่ได้หันไปมองตามเสียง เพราะในสถานที่ที่ความจริงถูกถักทอขึ้นใหม่เช่นนี้ ทิศทางจึงเป็นเพียงสิ่งลวงตา เธอสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมเศษเสี้ยวของความเป็นตัวเองที่กระจัดกระจายอยู่ท่ามกลางพายุพลังงาน
“ข้าไม่ได้มองหา” Anwen ตอบ เสียงของเธอแหบพร่าแต่หนักแน่น “ข้าเพียงแต่กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่ข้าสร้างขึ้น... และสิ่งที่ข้าทำลายลง”
เบื้องหน้าของเธอ ภาพของโรงเตี๊ยมเริ่มบิดเบี้ยวราวกับภาพสะท้อนในผิวน้ำที่ถูกก้อนหินขว้างใส่ ภาพความทรงจำไหลบ่าเข้ามาเหมือนทำนบที่พังทลาย เธอเห็นใบหน้าของนักเดินทางที่เคยมาพัก เห็นความขัดแย้งที่เธอพยายามไกล่เกลี่ย เห็นความพินาศที่เกิดขึ้นเมื่อเครื่องจักรโบราณตื่นขึ้น และเห็นหยาดน้ำตาของผู้คนที่ต้องสูญเสียบ้านเรือนจากการเปลี่ยนแปลงที่เธอเป็นผู้กระตุ้น ทุกเหตุการณ์ไม่ได้ผ่านไปเพียงแค่ภาพ แต่เธอสัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่ตกค้างอยู่—ความกลัว ความโกรธแค้น และความหวังที่แตกสลาย
ตัวตนลึกลับปรากฏกายขึ้นที่มุมหนึ่งของห้องโถง มันไม่ใช่ร่างที่มีเนื้อหนัง แต่เป็นกลุ่มก้อนของแสงและเงาที่ถักทอเข้าด้วยกันจนดูคล้ายมนุษย์ที่สวมชุดคลุมยาวที่ทำจากดวงดาว “ความเมตตาของเจ้าคือดาบสองคม Anwen” ตัวตนนั้นกล่าวพลางก้าวเดินเข้ามาหาเธออย่างเชื่องช้า “เจ้าพยายามเป็นที่พักพิงให้แก่ผู้หลงทาง แต่ในขณะเดียวกัน เจ้ากลับเป็นผู้เปิดประตูให้แก่พายุที่ไม่มีวันสงบ เจ้าให้ที่พักแก่ความโกลาหล และตอนนี้ความโกลาหลนั้นก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวเจ้าเอง”
Anwen รู้สึกถึงแรงบีบอัดในอก “หากความโกลาหลคือความจริงเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ ข้าก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับมัน”
“ยอมรับงั้นหรือ?” เสียงนั้นหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงที่ฟังดูเหมือนเสียงโลหะกระทบกัน “การยอมรับไม่ใช่การสยบยอมต่อโชคชะตา แต่มันคือการยอมรับความแตกสลายของตนเอง เพื่อที่จะถักทอสิ่งใหม่ขึ้นมาจากเศษซาก เจ้าจะยอมเป็นเพียงผู้รอดชีวิตที่เฝ้ามองโลกพังทลาย หรือจะยอมเป็น 'ผู้ถักทอ' ที่ต้องแบกรับความผิดพลาดของทุกสรรพสิ่งไว้บนบ่า?”
ทันใดนั้น พื้นไม้ของโรงเตี๊ยมจำลองก็เริ่มปริแตก แสงสีฟ้าประหลาดที่เธอเคยเห็นในรอยแยกมิติเริ่มไหลซึมออกมาจากรอยร้าวเหล่านั้น มันไม่ใช่แสงที่ให้ความอบอุ่น แต่เป็นแสงที่เย็นเยียบและเต็มไปด้วยข้อมูลมหาศาลที่ถาโถมเข้าสู่ประสาทสัมผัสของเธอ Anwen รู้สึกเหมือนสมองของเธอกำลังถูกรีเซ็ตใหม่ รอยจารึกในร่างของเธอเรืองแสงตอบรับ แสงจากร่างของเธอและแสงจากพื้นดินหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว
เธอเห็นภาพนิมิต—โลก Alcoron ที่กำลังเปลี่ยนไป ป่าโลหะชีวภาพที่ขยายตัวออกไปราวกับโรคร้ายที่งดงาม โครงสร้างจักรกลที่พยายามจะจัดระเบียบชีวิตให้กลายเป็นเส้นตรงที่ตายตัว และในความมืดมิดของจักรวาลที่กำลังก่อตัวใหม่ เธอเห็นตัวตนของเธอเอง... ไม่ใช่ในฐานะเจ้าของโรงเตี๊ยมที่คอยเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่ม แต่ในฐานะจุดศูนย์กลางที่ความโกลาหลและระเบียบต้องมาบรรจบกัน
“ข้าไม่ได้ต้องการเป็นพระเจ้า” Anwen คำรามผ่านความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปทั่วร่างกึ่งโลหะ “และข้าไม่ได้ต้องการเป็นเครื่องจักรที่ไร้หัวใจ! หากโลกนี้ต้องการสมดุลที่เปราะบาง ข้าจะเป็นคนถักทอมันเอง แม้ว่ามือของข้าจะต้องเปื้อนเลือดและคราบน้ำมันไปตลอดกาลก็ตาม!”
สิ้นคำประกาศนั้น อนุสาวรีย์แห่งความทรงจำก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ผนังไม้เริ่มกลายเป็นโลหะชีวภาพที่เต้นตุบๆ ราวกับหัวใจ เปลวไฟในตะเกียงกลายเป็นประกายไฟจากพลังงานบริสุทธิ์ ตัวตนลึกลับเบื้องหน้าเริ่มสลายกลายเป็นละอองแสงที่พุ่งเข้าหา Anwen ราวกับจะหลอมรวมเข้ากับเธอ
“จงรับไป...” เสียงสุดท้ายนั้นกระซิบ “จงรับความโกลาหลที่เจ้าถักทอ และจงเตรียมรับมือกับสิ่งที่กำลังตื่นขึ้นจากเงาที่เจ้าเพิ่งจะปลุกมันขึ้นมา”
โลกทั้งใบของ Anwen พังทลายลงในพริบตา ความรู้สึกสุดท้ายคือความว่างเปล่าที่มหาศาล ก่อนที่สัมผัสของความเย็นจัดและความหนักอึ้งของอากาศจริงจะกระชากเธอกลับมา
เธอลืมตาขึ้น พบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในโรงเตี๊ยมที่แสนอบอุ่นอีกต่อไป แต่เธอกำลังนอนอยู่บนพื้นโลหะที่เย็นเฉียบท่ามกลางซากปรักหักพังของป่าโลหะชีวภาพ ท้องฟ้าเบื้องบนไม่ได้เป็นสีฟ้าหรือสีดำ แต่เป็นสีเทาหม่นที่เต็มไปด้วยพายุพลังงานที่หมุนวน ร่างกายของเธอหนักอึ้ง รอยจารึกในร่างสว่างวาบเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอคล้ายชีพจร และเมื่อเธอมองไปที่มือของเธอ เธอเห็นว่าผิวหนังบางส่วนได้หลอมรวมกับโลหะอย่างถาวรจนดูเหมือนงานศิลปะที่บิดเบี้ยว
แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของเธอต้องหยุดเต้น คือเสียงที่ดังมาจากเบื้องหน้า... มันไม่ใช่เสียงคำรามของสัตว์ร้าย หรือเสียงจักรกลทำงาน แต่มันคือเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและสม่ำเสมอของหน่วยล่าสังหารภาคีระเบียบเหล็กที่กำลังมุ่งตรงมายังตำแหน่งของเธอ และในเงาของซากปรักหักพังข้างๆ เธอ มีดวงตาสีทองคู่หนึ่งกำลังจ้องมองเธออยู่—ดวงตาที่ไม่ใช่ทั้งมนุษย์และไม่ใช่ทั้งจักรกล
--- Anwen ผ่านการตัดสินใจครั้งสำคัญในมิติอนุสาวรีย์แห่งความทรงจำ โดยเธอเลือกที่จะยอมรับบทบาท 'ผู้ถักทอความโกลาหล' เพื่อรักษาความสมดุลของโลกใหม่ แต่เมื่อตื่นขึ้นมาในโลกความเป็นจริง เธอกลับต้องเผชิญหน้ากับการไล่ล่าของภาคีระเบียบเหล็กและตัวตนลึกลับที่กำลังเฝ้ามองเธออยู่