← All chapters

The Pilgrims' Inn

Chapter 126Free

ตอนที่ 126 — สายตาจากนอกขอบเขต

ความเงียบไม่ได้หมายถึงความว่างเปล่า แต่มันคือแรงกดดันที่หนักอึ้งจนแทบจะหยุดการเต้นของหัวใจ Anwen รู้สึกถึงมัน—ความรู้สึกที่เหมือนกับถูกจ้องมองโดยดวงตาที่ไม่มีรูปร่าง เป็นสายตาที่ไม่ได้มองผ่านผิวหนังหรือโลหะที่ฝังอยู่ในร่างของเธอ แต่มันมองทะลุผ่านไปถึงแก่นแท้ของเจตจำนงที่กำลังสั่นคลอน ร่างกายครึ่งโลหะของเธอส่งเสียงครางเครือแผ่วเบาเมื่อต้องรับมือกับสภาวะที่มิติรอบข้างเริ่มคงตัวขึ้นหลังจากพายุแห่งการปะทะกันระหว่างฟากฟ้าและใต้ดินสงบลง ทว่าความสงบนี้ช่างเปราะบางและน่าขนลุกยิ่งกว่าตอนที่มิติกำลังฉีกขาดเสียอีก

เธอยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นโครงสร้างโลหะชีวภาพอันซับซ้อน แสงสลัวที่หลงเหลืออยู่จากการหลอมรวมพลังงานไม่ได้ให้ความอบอุ่น แต่มันทำให้เห็นเงาที่ทอดยาวผิดธรรมชาติ Anwen ก้มลงมองวัตถุปริศนาในมือ มันยังคงสั่นไหวด้วยจังหวะที่สอดคล้องกับรอยจารึกบนร่างกายของเธอ ราวกับว่ามันคือส่วนต่อขยายของจิตวิญญาณที่ถูกกระชากออกมาจากความทรงจำ เธอพยายามหายใจเข้าลึกๆ แต่ทุกครั้งที่ปอดขยายตัว ความรู้สึกเย็นเยียบจากโลหะในทรวงอกกลับเตือนให้รู้ว่าเธอไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว

"คุณยังอยู่ตรงนั้นใช่ไหม?" เสียงหนึ่งดังขึ้น ไม่ใช่เสียงที่ผ่านอากาศ แต่เป็นเสียงที่ก้องกังวานอยู่ในรอยแยกของความคิด

Anwen สะดุ้งโหยง มือที่กึ่งเนื้อกึ่งโลหะกำวัตถุปริศนาแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาวซีด เธอหันขวับไปรอบตัว พยายามกวาดสายตามองหาต้นตอของเสียง ทว่าสิ่งที่เธอพบมีเพียงความว่างเปล่าที่บิดเบี้ยวและซากพืชโลหะที่หักโค่น "ใครน่ะ!" เธอตะโกนออกไป เสียงของเธอดูแหบพร่าและแปลกแยกจากตัวตนที่เคยเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมผู้สุขุม "แสดงตัวออกมา!"

ไม่มีคำตอบ มีเพียงความเงียบที่ตอบกลับมา แต่มันเป็นความเงียบที่มีน้ำหนัก สายตาที่เธอกลัวเมื่อครู่ไม่ได้จางหายไป แต่มันกลับชัดเจนขึ้น ราวกับว่าขอบเขตระหว่าง 'ความจริง' ที่เธอสัมผัสได้ กับ 'บางสิ่ง' ที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจ กำลังถูกลบเลือนไปทีละน้อย เธอเริ่มตระหนักว่าการที่เธอสามารถเปลี่ยนแรงบดขยี้ให้กลายเป็นสมดุลได้นั้น ไม่ได้ทำให้เธอปลอดภัย แต่มันกลับเป็นการเปิดประตูให้ผู้เฝ้ามองได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของเธอ

เธอก้าวเดินอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางเศษซากที่ดูเหมือนจะขยับเขยื้อนได้เองภายใต้เงาที่ทอดผ่าน ทุกย่างก้าวคือการเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอน รอยจารึกในร่างของเธอเริ่มเรืองแสงสีครามจางๆ เป็นจังหวะเดียวกับที่ความทรงจำเก่าๆ เริ่มผุดขึ้นมาอย่างไม่ได้รับเชิญ—กลิ่นขนมปังอบใหม่จากโรงเตี๊ยม, เสียงหัวเราะของ Fin, ความเย็นของหยดน้ำฝนบนหลังคา—มันคือเศษเสี้ยวของความเป็นมนุษย์ที่เธอพยายามรักษาไว้ แต่มันกลับดูห่างไกลและเลือนลางเหมือนความฝันที่กำลังถูกหมอกแห่งความว่างเปล่ากลืนกิน

ทันใดนั้น พื้นดินใต้เท้าของเธอก็สั่นสะเทือน ไม่ใช่การสั่นสะเทือนจากการระเบิดหรือการพังทลาย แต่เป็นแรงสั่นที่นุ่มนวลและสม่ำเสมอ ราวกับเสียงชีพจรของโลกที่กำลังเต้นผิดจังหวะ Anwen ทรุดตัวลงคุกเข่า วัตถุปริศนาในมือเริ่มแผ่ความร้อนออกมาจนเธอต้องเกร็งกล้ามเนื้อรับมือ "นี่มันไม่ใช่แค่การตื่นขึ้น..." เธอกระซิบกับตัวเอง ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นว่ารอยแยกมิติที่เคยแตกสลายเริ่มถักทอตัวเองขึ้นมาใหม่ แต่ในรูปแบบที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม

มันไม่ใช่การซ่อมแซม แต่มันคือการสร้างใหม่ด้วยตรรกะที่ต่างออกไป เส้นสายของโลหะชีวภาพเริ่มถักทอเป็นลวดลายที่ดูคล้ายกับใยแมงมุมขนาดมหึมาที่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด แสงสว่างที่เคยกระจัดกระจายเริ่มถูกดึงดูดเข้าสู่จุดศูนย์กลางหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่ที่เธอยืนอยู่ Anwen รู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดที่มองไม่เห็น มันไม่ได้ดึงร่างกายของเธอ แต่ดึง 'ตัวตน' ของเธอให้พุ่งเข้าหาจุดนั้น

ด้วยความสับสนและสัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่หลงเหลืออยู่ Anwen ฝืนลุกขึ้นยืน เธอต้องรู้ว่าสิ่งที่รออยู่ข้างหน้าคืออะไร จะเป็นทางรอด หรือจะเป็นจุดจบที่เธอไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ระหว่างทางเดินที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง เธอสังเกตเห็นบางอย่างที่แปลกไป—เศษเสี้ยวของความทรงจำที่หลุดลอยออกมาจากตัวเธอเอง มันลอยคว้างอยู่ในอากาศเหมือนฝุ่นละอองที่สะท้อนแสง เธอพยายามเอื้อมมือไปคว้ามัน แต่มันกลับสลายกลายเป็นละอองแสงทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัส

"เรากำลังสูญเสียมันไป..." ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างน่ากลัว หากเธอไม่สามารถยึดเหนี่ยวความทรงจำเหล่านี้ไว้ได้ เธอจะไม่ใช่ Anwen ผู้ถักทอความโกลาหลอีกต่อไป แต่จะเป็นเพียงภาชนะที่ว่างเปล่าของพลังงานที่ไร้ทิศทาง

เมื่อเธอเข้าใกล้จุดศูนย์กลางของแสงมากขึ้น บรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนไป กลิ่นของโอโซนและโลหะที่ถูกเผาไหม้รุนแรงขึ้นจนเธอรู้สึกแสบจมูก ทว่าท่ามกลางความโกลาหลนั้น เธอกลับได้ยินเสียงที่คุ้นเคยอย่างประหลาด มันไม่ใช่เสียงพูด แต่เป็นเสียงของจังหวะชีวิต—เสียงหัวใจที่เต้นอย่างหนักแน่นท่ามกลางความเงียบสงัด และเมื่อเธอแหวกม่านหมอกแห่งพลังงานออก สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าเธอก็ทำให้ลมหายใจของเธอต้องชะงัก

มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิต และไม่ใช่เครื่องจักร แต่มันคือ 'อนุสาวรีย์แห่งความทรงจำ' ที่ก่อตัวขึ้นจากเศษซากของมิติที่แตกสลาย มันมีรูปร่างคล้ายกับโรงเตี๊ยมของเธอ แต่ถูกสร้างขึ้นจากแก้วใสและเส้นใยโลหะที่ส่องประกายระยิบระยับ ภายในนั้นมีเงาร่างที่คุ้นตาเดินวนเวียนอยู่—เงาของคนที่เธอเคยรู้จัก เงาของคนที่เธอเคยดูแลในฐานะเจ้าของโรงเตี๊ยมผู้เมตตา

Anwen ก้าวเข้าไปหาด้วยความรู้สึกที่ปนเปกันระหว่างความหวังและความหวาดกลัว "นั่นใครกัน?" เธอถามออกไปอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เสียงของเธอไม่สั่นเครือ มันเต็มไปด้วยความต้องการที่จะค้นหาความจริง

ทันใดนั้น เงาร่างเหล่านั้นก็หยุดชะงัก และหันมามองเธอพร้อมกัน ดวงตาของพวกเขาไม่มีรูปร่าง แต่มีแสงสว่างที่เจิดจ้าจนเธอต้องเบือนหน้าหนี ท่ามกลางแสงนั้น เสียงจากนอกขอบเขตที่เธอหวาดกลัวก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันชัดเจนจนเหมือนกับมีใครมาขยับริมฝีปากอยู่ข้างหูของเธอ

"ผู้ถักทอ... เจ้าพยายามจะสร้างสมดุลในโลกที่ต้องการการล่มสลายงั้นหรือ?"

คำถามนั้นไม่ได้ต้องการคำตอบ แต่มันเหมือนกับการตัดสินโทษ Anwen รู้สึกได้ถึงพลังงานมหาศาลที่เริ่มไหลทะลักมาจากใต้ดินและฟากฟ้าอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้ปะทะกันเพื่อทำลายล้าง แต่มันกำลังไหลมารวมกันที่ตัวเธอ ราวกับว่าเธอคือ 'จุดรวมจิต' ที่แท้จริงที่โลกใบนี้กำลังรอคอย

ร่างกายครึ่งโลหะของเธอเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง รอยจารึกเรืองแสงสีทองสลับคราม แผ่ซ่านไปตามแขนและลำตัว ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความเจ็บปวดทางกายภาพ แต่มันคือความรู้สึกเหมือนถูกฉีกกระชากจิตวิญญาณออกเป็นล้านชิ้นเพื่อนำไปถักทอเข้ากับความจริงใหม่ เธอพยายามจะตะโกน แต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา มีเพียงภาพเหตุการณ์นับพันที่ไหลผ่านดวงตาไปอย่างรวดเร็ว

ในวินาทีที่เธอกำลังจะสูญเสียการควบคุม เธอสังเกตเห็นบางอย่างที่ก้นบึ้งของความเจ็บปวดนั้น—มีดวงตาคู่หนึ่งที่จ้องมองมาจากความมืดมิดที่ลึกที่สุด มันไม่ใช่ดวงตาของเทพเจ้า หรือดวงตาของเครื่องจักร แต่มันคือดวงตาที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและรอคอยอย่างอดทน

โลกทั้งใบเริ่มหมุนวน แสงสว่างและมืดมิดสลับกันอย่างบ้าคลั่ง Anwen รู้สึกว่าตัวเองกำลังร่วงหล่น... ไม่ใช่ร่วงหล่นลงสู่รอยแยก แต่เป็นการร่วงหล่นเข้าไปใน 'หัวใจ' ของความจริงที่กำลังก่อตัวใหม่ และในความมืดมิดนั้นเอง เธอเห็นเงาขนาดมหึมาที่ไม่ได้มาจากฟากฟ้าหรือใต้ดิน แต่มันคือเงาของตัวเธอเองที่กำลังขยายใหญ่ขึ้นจนครอบคลุมทั้งจักรวาล

--- Anwen เผชิญกับสภาวะที่มิติเริ่มคงตัวแต่เต็มไปด้วยความกดดันจากสายตาที่มองมาจากนอกขอบเขตความจริง เธอพบกับ 'อนุสาวรีย์แห่งความทรงจำ' ที่ดูคล้ายโรงเตี๊ยมเดิมของเธอ ทว่าเธอกลับถูกดึงเข้าสู่กระบวนการถักทอความจริงใหม่ที่ทำให้จิตวิญญาณของเธอต้องเผชิญกับการตัดสินครั้งใหญ่