← All chapters

The Scales of Oakmere

Chapter 71Free

ตอนที่ 71 — สมรภูมิแห่งความว่างเปล่า

เสียงโลหะกระทบกันดังกังวานท่ามกลางความโกลาหลที่ไร้เสียงตะโกน กองทหารหลวงในชุดเกราะสีเงินขัดมันเคลื่อนที่ผ่านซากปรักหักพังของโอ๊คเมียร์ราวกับเครื่องจักรที่ไร้ชีวิต แสงไฟจากคบเพลิงที่ทหารพกพาไม่ได้ให้ความอบอุ่น แต่มันกลับสะท้อนกับพื้นผิวที่บิดเบี้ยวของรอยแยกบนดินจนเกิดเป็นเงาที่ดูคล้ายกับมือจำนวนนับไม่ถ้วนที่กำลังพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาจากขุมนรก

อัลดริกยืนอยู่ใจกลางพายุแห่งความขัดแย้ง ร่างกายของเขาหนักอึ้งราวกับถูกหลอมขึ้นจากตะกั่ว ความรู้สึกทางกายภาพ—ความหนาวเย็นที่บาดผิว ความเจ็บปวดจากการหายใจที่ติดขัด—กลายเป็นเพียงข้อมูลที่ส่งผ่านมายังจิตใจที่ว่างเปล่า เขาไม่ได้รู้สึกถึงความกลัว แต่เขารู้สึกถึง 'แรงสั่นสะเทือน' มันคือแรงดึงดูดระหว่างความโลภของมนุษย์ที่พยายามจะตักตวงพลังงานจากรอยแยก และแรงผลักดันจากสิ่งลี้ลับที่พยายามจะแทรกผ่านช่องว่างในตัวเขาเพื่อออกมาสัมผัสอากาศของโลกเบื้องบน

“ถอยออกไป! นี่คือเขตควบคุมของราชสำนัก!” เสียงของเซอร์กัลเลนตวาดก้อง เขาไม่ได้ตะโกนใส่ชาวเมือง แต่เขากำลังสั่งการทหารให้ล้อมกรอบอัลดริกไว้ราวกับว่าอัลดริกคือภัยคุกคามมากกว่าจะเป็นผู้พยายามรักษาโลก ใบหน้าของเซอร์กัลเลนเคร่งเครียด ดวงตาของเขาฉายแววความทะเยอทะยานที่ถูกฉาบไว้ด้วยความจำเป็นทางการเมือง “ลอร์ดอัลดริก ท่านต้องหยุดการกระทำที่บ้าคลั่งนี้เดี๋ยวนี้ รอยแยกนี้ต้องถูกผนึกด้วยวิธีของราชสำนัก ไม่ใช่ด้วยความว่างเปล่าที่น่ารังเกียจของท่าน!”

อัลดริกมองผ่านดวงตาที่ดูเหมือนจะไร้แววของเขาไปที่เซอร์กัลเลน เขาเห็นชายผู้เป็นตัวแทนของอำนาจที่กำลังพยายามจะใช้ 'ไม้บรรทัดที่บิดเบี้ยว' มาวัดความเที่ยงตรงของโลก “ท่านไม่ได้มาเพื่อผนึกมัน...” อัลดริกเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบจนน่าขนลุก มันเป็นเสียงที่ไม่ได้ออกมาจากลำคออย่างมนุษย์ แต่มันเหมือนเสียงของลมที่พัดผ่านช่องว่างระหว่างซอกหิน “ท่านมาเพื่อสูบมัน... และเมื่อท่านสูบจนหมด สิ่งที่เหลืออยู่จะไม่ใช่พลังงาน แต่จะเป็นความว่างเปล่าที่จะกลืนกินทุกอย่างที่ท่านรัก”

ทันใดนั้น รอยแยกใต้เท้าของพวกเขาพลันขยายตัวออกอย่างรวดเร็วราวกับแผลที่ถูกกรีดซ้ำ แรงสั่นสะเทือนทำให้ทหารหลวงบางคนเสียหลักล้มลง ดาบและโล่กระทบกันเสียงดังสนั่น แต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคือ 'เงา' ที่เริ่มไหลออกมาจากรอยแยก มันไม่ใช่ควัน ไม่ใช่ฝุ่น แต่มันคือความมืดที่เข้มข้นจนดูเหมือนมีมวลสาร มันไม่ได้เคลื่อนที่ไปตามแรงลม แต่มันเคลื่อนที่ไปตามเจตจำนง

อัลดริกสัมผัสได้ถึงมันทันที—สิ่งลี้ลับเหล่านั้นกำลัง 'เรียนรู้' เขาไม่ได้เห็นพวกมันด้วยตา แต่เขารู้สึกได้ถึงการไหลผ่านของพวกมันในจิตวิญญาณของเขา ความว่างเปล่าในตัวเขาที่เขาเคยคิดว่าเป็นปราการกั้น กลับกลายเป็นประตูที่เปิดกว้างขึ้นเรื่อยๆ เมื่อราชสำนักพยายามดึงพลังงานจากรอยแยก มันเหมือนกับการสร้างแรงดันที่ต่างกันสุดขั้วระหว่างโลกเบื้องบนและเบื้องล่าง และตัวอัลดริกคือ 'วาล์ว' ที่กำลังจะระเบิดออก

“พวกมันมาแล้ว!” ทหารคนหนึ่งร้องตะโกนด้วยความตื่นตระหนก เมื่อเห็นเงาดำมืดเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างที่ผิดเพี้ยน—แขนขาที่ยาวเกินจริง ดวงตาที่ไม่มีลูกตา—พวกมันไม่ได้โจมตีด้วยอาวุธ แต่พวกมันพยายามจะ 'กลืนกิน' ความเป็นจริงรอบตัว ทหารที่พยายามจะฟันเงาเหล่านั้นกลับพบว่าดาบของเขากลายเป็นเพียงกลุ่มควัน และเกราะเหล็กที่เคยแข็งแกร่งกลับกลายเป็นเพียงของเหลวที่ไหลนองพื้น

“กัลเลน! สั่งทหารถอยไป!” อัลดริกตะโกนเตือน แต่มันสายไปแล้ว ความโลภของราชสำนักได้เปิดช่องทางให้เครื่องมือที่ใช้สูบพลังงานทำงานเต็มกำลัง แสงสีม่วงประหลาดพุ่งออกจากอุปกรณ์ของทหารหลวงลงสู่รอยแยก แต่มันไม่ได้สูบพลังงานออกมา แต่มันกลับไปกระตุ้นให้สิ่งลี้ลับที่อยู่ข้างล่างนั้น 'ตื่นตัว' ขึ้นมาด้วยความโกรธเกรี้ยว

อัลดริกหลับตาลง เขาต้องตัดสินใจ เขาไม่สามารถหยุดราชสำนักได้ในตอนนี้ และเขาก็ไม่สามารถหยุดรอยแยกได้ด้วยการต่อสู้ทางกายภาพ สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือการยอมรับ 'ความว่างเปล่า' นั้นให้มากขึ้น เขาเริ่มดึงเอาความมืดที่กำลังล้นทะลักผ่านตัวเขาเข้ามาไว้ในใจ เขาใช้จิตที่ไร้ความรู้สึกเป็นภาชนะรองรับความบ้าคลั่งนั้น

ความเจ็บปวดที่ไม่ได้เกิดจากเนื้อหนัง แต่เกิดจากการที่ตัวตนของเขาถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ เริ่มขึ้น อัลดริกสัมผัสได้ถึงภาพนิมิตที่บิดเบี้ยว—เมืองโอ๊คเมียร์ที่กลายเป็นเพียงฝุ่นผง ราชสำนักที่ล่มสลายภายใต้เงาของสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นเอง เขารู้สึกถึงความเย็นเยียบที่กัดกินความทรงจำสุดท้ายที่เหลืออยู่—ความรู้สึกถึงรสชาติของขนมปัง ความอบอุ่นจากมือของเอลิดี้ หรือกลิ่นของข้าวในโรงสี—สิ่งเหล่านี้กำลังถูกใช้เป็น 'เชื้อเพลิง' เพื่อรักษาสมดุลระหว่างสองโลก

“เจ้ากำลังทำอะไรกันแน่!” เซอร์กัลเลนคำราม พยายามจะเข้าถึงตัวอัลดริกเพื่อหยุดยั้งสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นพิธีกรรมนอกรีต แต่เมื่อกัลเลนเข้าใกล้รัศมีของอัลดริก เขากลับต้องชะงักด้วยความหวาดกลัว เขามองเห็นว่าร่างของอัลดริกไม่ได้เป็นมนุษย์อีกต่อไปแล้ว รอบกายของลอร์ดแห่งโอ๊คเมียร์ดูเหมือนจะบิดเบี้ยวไปตามแรงดึงดูด ร่างกายของเขาดูเหมือนจะกลืนกินแสงสว่างรอบข้างเข้าไปจนหมดสิ้น

อัลดริกไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขาทำเพียงแค่ 'ประคอง' ความมืดที่กำลังพุ่งพล่าน เขาใช้ความว่างเปล่าในจิตใจขยายออกไปเป็นขอบเขตเพื่อกักเก็บสิ่งลี้ลับที่พยายามจะหลุดออกมาจากรอยแยก ทุกครั้งที่สิ่งลี้ลับพยายามจะแทรกผ่านตัวเขา เขาจะใช้ความเที่ยงตรง—ความแม่นยำในเชิงมิติ—เพื่อเบี่ยงเบนทิศทางของพวกมันให้วนกลับลงไปในรอยแยกแทนที่จะพุ่งออกสู่โลกเบื้องบน

แต่มันเป็นสงครามที่ไม่มีวันชนะด้วยกำลัง ทหารหลวงเริ่มแตกพ่ายเมื่อเห็นเพื่อนร่วมรบถูกเงาดำกลืนหายไปต่อหน้าต่อตา กัลเลนเองก็ต้องถอยร่นไปตั้งหลัก ทิ้งให้กลางสมรภูมิมีเพียงอัลดริกที่ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางพายุแห่งความบิดเบี้ยว

ในขณะที่เขากำลังจะถึงขีดจำกัด อัลดริกก็ได้ยินเสียงหนึ่ง... ไม่ใช่เสียงในหู แต่เป็นเสียงที่ดังก้องอยู่ในรากฐานของความจริง มันเป็นเสียงที่เย็นเยียบและเก่าแก่กว่ากาลเวลา เป็นเสียงของ 'ผู้พิทักษ์ดั้งเดิม' (The Primordial Wardens) ที่กำลังเฝ้ามองดูความวุ่นวายนี้อยู่จากที่ไหนสักแห่งในมิติที่ซ้อนทับ พวกเขาไม่ได้มาเพื่อช่วยเขา แต่พวกเขามาเพื่อ 'ตัดสิน' ว่าเขาคือผู้รักษาความสมดุล หรือเป็นเพียงสิ่งแปลกปลอมที่ต้องถูกกำจัดทิ้งเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของโลก

อัลดริกกัดฟัน (หากเขายังมีความรู้สึกที่จะทำเช่นนั้นได้) เขาต้องรักษาความเที่ยงตรงนี้ไว้ ไม่ใช่เพื่อราชสำนัก ไม่ใช่เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง แต่เพื่อไม่ให้โลกเบื้องบนต้องเผชิญกับสิ่งที่เขาต้องแบกรับไว้ในตัวคนเดียว

แสงสีม่วงจากการสูบพลังงานของราชสำนักยังคงสว่างวาบสลับกับความมืดมิดที่รุกราน รอยแยกบนพื้นดินยังคงเต้นเป็นจังหวะชีพจรที่บ้าคลั่ง และในวินาทีนั้นเอง อัลดริกก็ตระหนักได้ว่า เขาไม่ได้กำลังสู้กับรอยแยก... เขากำลังสู้กับตัวตนที่กำลังจะกลายเป็นเขา และเขากำลังจะสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปตลอดกาลเพื่อเป็น 'กรงขัง' ที่มีชีวิต

--- อัลดริกต้องเผชิญหน้ากับความโกลาหลเมื่อกองทหารหลวงพยายามแทรกแซงรอยแยกเพื่อสูบพลังงาน ส่งผลให้สิ่งลี้ลับรุกรานโลกผ่านความว่างเปล่าในตัวเขา อัลดริกตัดสินใจใช้ความว่างเปล่าเป็นกรงขังเพื่อกักเก็บหายนะไว้ในตัวตนของเขาเอง แม้จะต้องแลกด้วยความเป็นมนุษย์และการเฝ้ามองจากผู้พิทักษ์ดั้งเดิม