← All chapters

The Scales of Oakmere

Chapter 70Free

ตอนที่ 70 — คมดาบและรอยปริ

เสียงฝีเท้าของม้าศึกที่ย่ำลงบนพื้นดินที่เปียกแฉะและขรุขระดังสะท้อนไปทั่วลานกว้างของโอ๊คเมียร์ มันไม่ใช่จังหวะที่นุ่มนวลเหมือนม้าบรรทุกข้าวหรือเกวียนของชาวนา แต่มันหนักแน่น เยือกเย็น และเต็มไปด้วยอำนาจที่กดทับลงบนอากาศ อัลดริกยืนอยู่บนระเบียงไม้เก่าของโรงสี สายตาที่เคยเหนื่อยล้าบัดนี้กลับสั่นไหวด้วยความระแวดระวัง เขามองเห็นธงประจำราชสำนัก Castellane โบกสะบัดอยู่เหนือขบวนทหารที่เคลื่อนตัวเข้ามาราวกับงูเหล็กที่เลื้อยผ่านรอยแผลบนผืนดิน

“พวกเขามาเร็วกว่าที่คิด” เสียงของเอลิดี้ดังขึ้นข้างกาย เธอไม่ได้อยู่ในชุดหลวงสาวที่ดูสง่างามเหมือนทุกครั้ง แต่สวมผ้าคลุมหนาหนักเพื่อกันลมหนาวของเดือนฮาร์ธเวน ดวงตาของเธอจ้องมองไปยังกลุ่มทหารด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา “เซอร์กัลเลนไม่ได้มาเพื่อเจรจา อัลดริก เขามาเพื่อปิดปาก หรือไม่ก็เพื่อยึดครองสิ่งที่เขาคิดว่ามันเป็นของราชสำนัก”

อัลดริกไม่ได้ตอบในทันที เขารู้สึกถึงความเย็นเยียบที่ไม่ได้มาจากลมฤดูหนาว แต่มันเป็นความเย็นที่ซึมออกมาจาก ‘ความว่างเปล่า’ ในอกของเขา ทุกครั้งที่เขามองไปยังรอยแยกบนพื้นดินที่เริ่มขยายตัวออกไปไกลกว่าเขตโรงสี เขาจะรู้สึกเหมือนมีดวงตาที่มองไม่เห็นนับพันคู่กำลังจับจ้องผ่านช่องว่างในจิตวิญญาณของเขา สิ่งลี้ลับเหล่านั้นไม่ได้อยู่แค่ในรอยแยก แต่มันกำลัง ‘เรียนรู้’ การใช้เขาเป็นประตู และตอนนี้ ประตูบานนั้นกำลังจะถูกกระแทกด้วยอำนาจของมนุษย์

“ถ้าพวกเขาเห็นรอยแยก... ถ้าพวกเขาเห็นว่ามันไม่ใช่แค่แผ่นดินไหวธรรมดา” อัลดริกพึมพำ เสียงของเขาแห้งผากเหมือนเศษฟาง “โอ๊คเมียร์จะกลายเป็นสมรภูมิ ไม่ใช่เมืองเกษตรกรรมอีกต่อไป”

เบื้องล่าง เซอร์กัลเลนก้าวลงจากหลังม้าด้วยท่วงท่าที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน ชุดเกราะโลหะของเขาสะท้อนแสงแดดอ่อนๆ ของฤดูหนาวจนดูน่าเกรงขาม เขาไม่ได้หันมองชาวเมืองที่ยืนดูด้วยความหวาดกลัว แต่สายตาของเขากลับพุ่งตรงมายังตาชั่งหลวงและโรงสีที่เป็นหัวใจของเมือง กัลเลนคือตัวแทนของความโลภที่ห่อหุ้มด้วยเกียรติยศ เขาไม่ได้มาเพื่อช่วยกู้สถานการณ์ แต่มาเพื่อ ‘ควบคุม’ พลังงานที่เขาสัมผัสได้จากความผิดปกติของโลก

“ลอร์ดอัลดริก!” เสียงตะโกนของกัลเลนดังก้องไปทั่วลาน ทหารคนหนึ่งเดินเข้ามาประคองดาบที่ข้างเอวอย่างมั่นคง “ข้าได้รับคำสั่งตรงจากเอลเดอร์เมียร์ ให้เข้าควบคุมพื้นที่รอยแยกและตรวจสอบความมั่นคงของตาชั่งหลวงทันที! ทุกอย่างในโอ๊คเมียร์นับจากวินาทีนี้ อยู่ภายใต้การดูแลของราชสำนัก!”

อัลดริกเดินลงมาเผชิญหน้ากับเขา ลมหนาวพัดผ่านทำให้เขาต้องกระชับเสื้อคลุม เขาพยายามรักษาความสงบในท่าทาง แม้ว่าภายในจะรู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับพายุคลั่ง “ท่านเซอร์ การควบคุมพื้นที่ในยามที่แผ่นดินยังไม่สงบเป็นเรื่องที่อันตราย ชาวเมืองกำลังตื่นตระหนก เราควรให้ความสำคัญกับการอพยพและซ่อมแซมมากกว่าการตั้งกองกำลัง”

กัลเลนหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไม่มีความขบขันอยู่เลย “อพยพงั้นหรือ? หรือจะปกปิดความลับอะไรกันแน่? แสงประหลาดที่พุ่งขึ้นจากใต้ดินนั่นไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ อัลดริก ข้าไม่ได้โง่พอจะเชื่อว่ามันเป็นแค่แผ่นดินไหว ข้าต้องการเห็น ‘ต้นเหตุ’ ของมัน และข้าต้องการเห็นว่าตาชั่งของท่านยังเที่ยงตรงอยู่ไหม หรือมันถูกทำลายด้วยความบ้าคลั่งของสิ่งที่อยู่ข้างใต้!”

ขณะที่ทั้งสองกำลังเผชิญหน้ากัน อัลดริกสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่แปลกประหลาด มันไม่ใช่แรงสั่นสะเทือนจากการเคลื่อนที่ของเปลือกโลก แต่มันคือจังหวะการเต้นของหัวใจที่ผิดเพี้ยน รอยแยกที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่ร้อยเมตรเริ่มขยับขยายออกอย่างช้าๆ ราวกับสิ่งมีชีวิตที่กำลังหาวหวอด และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง อัลดริกเห็นบางอย่าง... เงาสีดำที่ไม่ได้เกิดจากแสงเงา แต่มันคือความว่างเปล่าที่เคลื่อนที่ได้ มันขยับผ่านรอยร้าวบนพื้นดิน และมันกำลังมุ่งหน้ามายังจุดที่ทหารหลวงยืนอยู่

“ถอยไป!” อัลดริกตะโกนสุดเสียง แต่มันสายเกินไป

พื้นดินใต้เท้าของทหารลาดตระเวนกลุ่มหนึ่งพังทลายลง ไม่ใช่เพราะดินทรุด แต่เพราะมันถูก ‘ลบ’ ออกไป รอยแยกสีดำสนิทปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน ดูดกลืนทหารสองนายลงไปในความมืดมิดโดยไม่มีแม้แต่เสียงร้องขอชีวิต ไม่มีฝุ่นดินปลิวว่อน มีเพียงความเงียบงันที่น่าขนลดหยองที่หลงเหลือไว้

“นั่นมันอะไรกัน!” กัลเลนชักดาบออกมาทันที ใบหน้าของเขาเปลี่ยนจากความหยิ่งผยองเป็นความตื่นตระหนก “ระวัง! ตั้งค่ายกล!”

แต่ทหารหลวงไม่ได้สู้กับศัตรูที่มองเห็น สิ่งลี้ลับที่แทรกซึมผ่านความว่างเปล่าในตัวอัลดริกเริ่มแสดงผล มันไม่ได้พุ่งออกมาจากรอยแยกในฐานะสัตว์ร้าย แต่มันเริ่ม ‘แทรกซึม’ เข้ามาในจิตใจของผู้คนผ่านช่องว่างที่อัลดริกเคยเปิดไว้ อัลดริกเห็นเงาดำวูบผ่านดวงตาของทหารบางคน พวกเขาเริ่มยืนนิ่งแข็งทื่อ ราวกับจิตวิญญาณถูกดึงออกไปเหลือเพียงเปลือกนอก

“เอลิดี้! พาชาวเมืองไปที่เนินเขาด้านหลัง!” อัลดริกสั่งการโดยไม่หันไปมอง เขาต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่าความพยายามที่จะรักษาความสมดุลของเขากำลังกลายเป็นอาวุธที่ทำร้ายทุกคน

เขาก้าวไปข้างหน้า พยายามใช้พลังแห่งความว่างเปล่าในตัวเพื่อ ‘กด’ รอยแยกนั้นไว้ แต่ยิ่งเขาพยายามทำเช่นนั้น เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าสิ่งลี้ลับเหล่านั้นกำลัง ‘ใช้’ พลังของเขาเป็นสะพานเชื่อมต่อที่แข็งแกร่งขึ้น ทุกครั้งที่เขาแผ่พลังออกไป รอยแยกจะขยายตัวกว้างขึ้น และเงาดำจะหนาแน่นขึ้น

กัลเลนที่กำลังสับสนพยายามจะสั่งการให้ทหารใช้ไฟเผาผลาญความมืด “ใช้ไฟ! เผามันซะ! อย่าให้มันเข้าใกล้เรา!”

แต่เปลวไฟกลับดูไร้ความหมายเมื่อเผชิญกับความว่างเปล่า แสงไฟจากคบเพลิงถูกดูดกลืนหายไปในรอยแยกราวกับถูกกระดาษซับน้ำมันดูดซับ ความมืดที่ไม่มีมวลสารกำลังกัดกินความจริงรอบตัวพวกเขาไปทีละน้อย อัลดริกตระหนักในวินาทีนั้นว่า สงครามที่แท้จริงไม่ใช่ระหว่างราชสำนักกับโอ๊คเมียร์ แต่มันคือสงครามระหว่าง ‘การมีอยู่’ กับ ‘ความไม่มีอยู่’

เขามองเห็นดวงตาปริศนาที่เฝ้ามองมาจากเบื้องล่างผ่านรอยแยกนั้น มันไม่ใช่ดวงตาของสัตว์ แต่มันคือดวงตาของกลไกที่กำลังตัดสินว่าโลกใบนี้ควรจะถูกรักษาไว้ หรือควรจะถูกลบออกไปเพื่อรักษาความสมดุลที่แท้จริง

“ท่านเซอร์!” อัลดริกตะโกนฝ่าเสียงลมที่เริ่มหวีดหวิวอย่างผิดปกติ “หยุดใช้กำลัง! ยิ่งท่านรุกราน ยิ่งท่านพยายามครอบครอง ยิ่งทำให้รอยแยกนี้โหยหาการเติมเต็ม!”

กัลเลนหันมามองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและหวาดกลัว “เจ้าจะบอกว่าข้าคือต้นเหตุงั้นหรือ? เจ้าคนลวงโลก! เจ้าปกปิดความลับนี้ไว้เพื่อจะยึดครองพลังนี้ไว้เองใช่ไหม!”

คำกล่าวหาของกัลเลนดังก้องไปพร้อมกับแผ่นดินที่สั่นสะเทือนรุนแรงขึ้น รอยแยกขนาดใหญ่เริ่มฉีกกระชากใจกลางลานเมืองออกเป็นสองเสี่ยง อัลดริกยืนอยู่ตรงกลางระหว่างความบ้าคลั่งของมนุษย์และความหิวโหยของมิติที่ซ้อนทับ เขาแบกรับความจริงที่ไม่มีใครอยากเชื่อไว้บนบ่า—ว่าตาชั่งแห่งโอ๊คเมียร์ไม่ได้วัดเพียงน้ำหนักของข้าวอีกต่อไป แต่มันกำลังวัดความอยู่รอดของความจริงทั้งมวล

--- อัลดริกต้องเผชิญหน้ากับเซอร์กัลเลนและกองทหารหลวงที่พยายามเข้าควบคุมสถานการณ์ แต่การแทรกแซงของราชสำนักกลับเร่งให้รอยแยกขยายตัวและปล่อยให้สิ่งลี้ลับใช้ความว่างเปล่าในตัวอัลดริกเป็นทางผ่านเข้าสู่โลก