← All chapters

The Scales of Oakmere

Chapter 20Free

ตอนที่ 20 — เงาปริศนาในกลไก

ความเงียบใต้ดินนั้นไม่ได้เงียบสงบ แต่มันคือความเงียบที่เต็มไปด้วยเสียงหวีดหวิวของแรงกดอากาศและเสียงครางต่ำของโลหะที่บิดเบี้ยว อัลดริกพยายามพยุงกายขึ้นจากพื้นหินที่เย็นจัด ความเจ็บปวดแล่นพล่านจากซี่โครงไปถึงขมับ ราวกับมีใครเอาค้อนเหล็กมาทุบซ้ำๆ ทุกครั้งที่เขาขยับตัว เขาสูดลมหายใจเข้าปอด พบเพียงกลิ่นสนิมเหล็กที่เข้มข้นและกลิ่นโอโซนประหลาดที่ชวนให้เวียนหัว แสงสว่างเพียงน้อยนิดจากตะเกียงที่เขายังคงกำไว้แน่นในมือสั่นเทา ฉายให้เห็นเงาของฟันเฟืองขนาดมหึมาที่ดูเหมือนสัตว์ร้ายโลหะกำลังนอนหายใจรวยรินอยู่รอบตัวเขา

“ใครน่ะ?” อัลดริกเค้นเสียงถาม ลำคอของเขาแห้งผากราวกับกลืนทรายลงไป

ในความสลัวลางนั้น ร่างหนึ่งค่อยๆ ก้าวออกมาจากเงามืดที่ทับซ้อนกันของกลไกโบราณ ไม่ใช่ทูตหลวงในชุดผ้าไหมหรูหรา ไม่ใช่ชาวเมืองที่ตื่นตระหนก และไม่ใช่เอลิดี้ แต่เป็นชายในชุดหนังเก่าคร่ำคร่าที่ดูราวกับหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งกับความมืด ใบหน้าของเขาถูกปกปิดด้วยผ้าคลุมสีเทาหม่น มีเพียงดวงตาที่สะท้อนแสงตะเกียงอย่างเยือกเย็น แววตานั้นไม่ได้มีความตื่นตระหนกต่อสภาพแวดล้อมที่กำลังพังทลายเลยแม้แต่น้อย แต่มันกลับเต็มไปด้วยความเข้าใจ... หรืออาจจะเป็นความสมเพช

“เจ้าไม่ควรลงมาที่นี่ ลอร์ดแห่งโอ๊คเมียร์” เสียงของบุคคลปริศนานั้นแหบพร่าและราบเรียบ เหมือนเสียงหินสองก้อนที่บดเบียดกัน “ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับคนดูแลตาชั่งข้าวที่ต้องการเพียงชีวิตที่สงบสุข”

อัลดริกพยายามยันตัวขึ้นใช้ศอกยันพื้น เขาจ้องมองคนแปลกหน้าด้วยความระแวดระวัง “เจ้าเป็นใคร? เข้ามาที่นี่ได้อย่างไร ในเมื่อรอยแยกนี้เพิ่งจะเปิดออก?”

ชายปริศนาไม่ตอบในทันที เขาเพียงแต่ชี้ไปยังวัตถุโลหะประหลาดที่อัลดริกเพิ่งพบก่อนจะตกลงมา มันยังคงแผ่ไอเย็นและสั่นระริกด้วยจังหวะที่ผิดเพี้ยน “เจ้าเห็นมันไหม? สิ่งที่เจ้าคิดว่ามันคือสิ่งแปลกปลอม... แท้จริงแล้วมันคือหัวใจที่กำลังเต้นผิดจังหวะ และหากเจ้าไม่สามารถทำให้มันกลับมาเป็นปกติได้ เมืองทั้งเมืองของเจ้าจะกลายเป็นเพียงสุสานใต้ซากเหล็กเหล่านี้”

อัลดริกขมวดคิ้ว ความสับสนปนเปกับความเหนื่อยล้า “เจ้าพูดเรื่องอะไร? ข้าแค่ต้องการหยุดความสั่นสะเทือนนี้ ข้าไม่ได้ต้องการจะปลุกอะไรขึ้นมาทั้งนั้น!”

“เจ้าเลือกไม่ได้หรอก อัลดริก” ชายผู้นั้นก้าวเข้ามาใกล้ขึ้น แสงตะเกียงเผยให้เห็นรอยสักประหลาดบนหลังมือของเขา เป็นรูปฟันเฟืองที่พันด้วยเถาวัลย์ “เมื่อกลไกเริ่มหมุน โชคชะตาก็เริ่มเดิน หน้าที่ของเจ้าไม่ใช่แค่การรักษาความเที่ยงตรงของตาชั่งข้าว แต่มันคือการรักษาความสมดุลของสิ่งที่อยู่ใต้เท้าของเจ้าด้วย”

ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ก็ระเบิดขึ้นจากใต้ฝ่าเท้า ราวกับยักษ์ใหญ่กำลังพลิกตัว พื้นหินที่อัลดริกนั่งอยู่เริ่มปริแตก เสียงโลหะเสียดสีกันดังสนั่นจนแก้วหูแทบแตก ชายปริศนาไม่ได้แสดงท่าทีตกใจ เขาเพียงแค่ขยับกายอย่างคล่องแคล่วหลบหลีกเศษหินที่ร่วงหล่นลงมา

“หากเจ้าอยากรอด และอยากให้เอลิดี้รอดด้วย จงฟังข้า!” ชายคนนั้นตะโกนแข่งกับเสียงกัมปนาท “เจ้าต้องนำวัตถุนั้นไปวางไว้ที่จุดตัดของแกนกลางก่อนที่วงจรจะปิดตัวลง ไม่อย่างนั้น แรงดึงดูดนี้จะฉีกทุกอย่างให้เป็นชิ้นๆ!”

อัลดริกมองไปที่วัตถุโลหะที่สั่นสะเทือนอยู่ไม่ไกล มันดูเหมือนจะดึงดูดเขาเข้าหาด้วยแรงที่มองไม่เห็น ในขณะเดียวกัน เขาก็เห็นรอยแยกที่ลึกยิ่งกว่าเดิมกำลังขยายตัวออก ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว—หากสิ่งที่ชายคนนี้พูดเป็นความจริง ความลับที่เขาและเอลิดี้พยายามปกปิดไว้จะกลายเป็นภัยพิบัติที่ใหญ่หลวงกว่าเดิมหลายเท่าตัว

“ทำไมต้องเป็นข้า?” อัลดริกถามย้ำ ขณะที่พยายามตะเกียกตะกายไปหาวัตถุนั้น “ข้าเป็นแค่คนดูแลโรงสี! ข้าไม่ใช่จอมเวทย์หรือช่างกลโบราณ!”

ชายปริศนาแสยะยิ้มภายใต้ผ้าคลุม “เพราะเจ้าคือคนเดียวที่มีความซื่อตรงพอที่จะไม่ปล่อยให้เครื่องจักรนี้บิดเบือนไปตามความโลภ ความเที่ยงตรงของเจ้า... นั่นแหละคือกุญแจ”

สิ้นคำพูดนั้น ชายปริศนาก็หายลับไปในเงามืด ทิ้งให้อัลดริกเผชิญหน้ากับความสั่นสะเทือนที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เขาไม่มีเวลาแม้แต่จะสงสัยว่าชายคนนั้นเป็นมิตรหรือศัตรู มือที่สั่นเทาของเขาเอื้อมไปคว้าวัตถุโลหะที่แผ่ความเย็นเยียบจัด ความเย็นนั้นซึมลึกเข้าสู่กระดูก ราวกับมันกำลังพยายามสื่อสารบางอย่างกับเขา

เขารู้ดีว่าหากเขาล้มเหลว ไม่ใช่แค่ตาชั่งหลวงที่จะพังทลาย แต่โอ๊คเมียร์ทั้งเมือง—บ้านของคาเอล, มาร่า, และผู้คนที่เขาต้องดูแล—จะหายไปในพริบตา อัลดริกสูดลมหายใจลึก รวบรวมกำลังที่เหลืออยู่ แล้วเริ่มออกวิ่งไปตามเส้นทางที่เต็มไปด้วยฟันเฟืองยักษ์ที่กำลังบดขยี้ทุกสิ่งที่ขวางหน้า มุ่งหน้าสู่จุดศูนย์กลางที่มืดมิดและอันตรายที่สุด

--- อัลดริกเผชิญหน้ากับชายปริศนาใต้ดินที่เตือนถึงอันตรายของกลไกโบราณ และได้รับภารกิจที่ต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อรักษาความสมดุลของเมืองก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลาย