ตอนที่ 18 — ดิ่งสู่ความมืดมิด
ความรู้สึกแรกหลังจากแรงกระแทกมหาศาลคือความว่างเปล่า มันไม่ใช่ความว่างเปล่าของอากาศที่หายไป แต่เป็นความว่างเปล่าของประสาทสัมผัสที่ถูกตัดขาดจากการรับรู้โลกภายนอก อัลดริกไม่รู้ว่าตัวเองร่วงหล่นลงมานานแค่ไหน รู้เพียงว่าแรงเหวี่ยงนั้นรุนแรงเสียจนเขารู้สึกเหมือนกระดูกทุกชิ้นในร่างกำลังจะหลุดออกจากกัน ก่อนที่ความมืดมิดจะเข้าครอบงำและทิ้งเขาไว้ในความเงียบที่หนักอึ้ง
เขานอนนิ่งอยู่บนพื้นผิวที่แข็งและเย็นจัด ความเจ็บปวดแล่นพล่านจากหัวไหล่ลงไปถึงแผ่นหลัง ทุกครั้งที่เขาพยายามสูดลมหายใจ ความเจ็บปวดนั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นจังหวะกระตุกที่ทำให้เขาต้องกัดฟันแน่นเพื่อไม่ให้ส่งเสียงร้องออกมา กลิ่นของดินที่ชื้นแฉะและกลิ่นสนิมเหล็กที่รุนแรงจนแทบจะสัมผัสได้ด้วยลิ้นอบอวลอยู่ในอากาศ มันเป็นกลิ่นของสิ่งที่ถูกฝังรากลึกมานานนับศตวรรษ—กลิ่นของอดีตที่กำลังตื่นจากการหลับใหล
อัลดริกพยายามขยับนิ้วมือ เขารู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบของพื้นหินที่รองรับร่างเขาอยู่ แสงจากตะเกียงที่เขาถือไว้เมื่อครู่หายไปแล้ว เหลือเพียงความมืดสนิทที่หนาทึบจนเขารู้สึกเหมือนกำลังจมอยู่ใต้น้ำลึก เขาเอื้อมมือไปในความมืดอย่างลนลานด้วยสัญชาตญาณ จนกระทั่งปลายนิ้วสัมผัสได้กับความเย็นของโลหะ ตะเกียงของเขายังอยู่ แต่มันดับไปแล้ว
“เอลิดี้...” เขาพึมพำออกมา เสียงของเขาแหบพร่าและเบาบางจนแทบจะหายไปในความมืด เขาไม่แน่ใจว่าเธอตามลงมาด้วยหรือไม่ หรือเธอถูกแรงกระแทกเหวี่ยงไปในทิศทางอื่น ความกังวลเรื่องความปลอดภัยของหลวงสาวผู้นี้เริ่มกัดกินใจเขามากกว่าความเจ็บปวดทางกายเสียอีก
เขารวบรวมกำลังที่เหลืออยู่ยันกายขึ้นนั่ง ความมืดรอบตัวดูเหมือนจะมีความหนาแน่นมากกว่าปกติ เมื่อดวงตาเริ่มปรับสภาพเข้ากับความสลัวที่เลือนลาง เขาจึงพบว่าตนเองไม่ได้อยู่ในหลุมธรรมดา แต่กำลังอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของกลไกขนาดมหึมา รอยแยกที่เขาตกลงมานั้นไม่ได้เป็นเพียงรอยแตกของดิน แต่มันคือรอยแยกของโครงสร้างโลหะที่ซับซ้อนเกินกว่าที่มนุษย์ในยุคนี้จะจินตนาการได้
เสียง... มันไม่ใช่เสียงของแผ่นดินไหว แต่มันคือเสียงของฟันเฟืองขนาดใหญ่ที่กำลังบดเบียดกันอย่างฝืดเคือง ครืด... ครืด... มันเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอแต่ผิดเพี้ยน เหมือนหัวใจของยักษ์ที่กำลังเต้นผิดจังหวะ ทุกครั้งที่เสียงนั้นดังขึ้น พื้นดินใต้ร่างของเขาจะสั่นสะเทือนเบาๆ ส่งผ่านความรู้สึกเย็นเยียบขึ้นมาถึงกระดูก
อัลดริกใช้มือคลำหาเศษหินและเศษโลหะเพื่อพยุงตัวขึ้น เขาพบว่าตัวเองติดอยู่ในแอ่งที่ล้อมรอบด้วยแผ่นโลหะสีดำสนิทที่ดูเหมือนจะดูดซับแสงสว่างทุกชนิด แสงสีฟ้าจางๆ ที่เขาเห็นก่อนหน้านี้ยังคงหลงเหลืออยู่ แต่มันไม่ได้มาจากดวงไฟ มันมาจากรอยแตกเล็กๆ ตามขอบของกลไกเหล่านั้น มันเป็นแสงที่ไม่มีความร้อน แสงที่ดูเหมือนจะสูบฉีดพลังงานบางอย่างออกมาจากใจกลางของเครื่องจักร
เขานึกถึงชิ้นส่วนที่เขาเห็นก่อนจะตกลงมา—ชิ้นส่วนที่ขัดขวางกลไกนั้นไว้ มันคือเศษโลหะประหลาดที่มีรูปร่างบิดเบี้ยว และตอนนี้เขารู้แล้วว่ามันคือต้นเหตุที่ทำให้จังหวะของเครื่องจักรนี้รวนเร เขาต้องหาทางกลับขึ้นไป หรืออย่างน้อยก็ต้องหาทางทำให้กลไกนี้หยุดนิ่งก่อนที่มันจะทำลายโอ๊คเมียร์ลงไปทั้งเมือง
“อัลดริก!” เสียงตะโกนแผ่วเบาที่ฟังดูเหมือนเสียงกระซิบผ่านสายลมดังมาจากที่ไกลออกไป เขาสะดุ้งด้วยความหวัง “เอลิดี้! คุณอยู่ที่นี่หรือ!” เขาตะโกนตอบกลับไป พยายามรวบรวมพลังเสียงทั้งหมดที่มี แต่เสียงของเขากลับถูกความมืดและเสียงฟันเฟืองกลืนกินไปอย่างรวดเร็ว
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทิ้งให้เขาอยู่กับเสียง ครืด... ครืด... ของเครื่องจักรโบราณ อัลดริกตัดสินใจว่าเขาจะนั่งรอความช่วยเหลืออย่างเดียวไม่ได้ เขาต้องเคลื่อนที่ เขาต้องหาทิศทาง เขาเริ่มคลานไปตามพื้นผิวที่ขรุขระ โดยใช้มือทั้งสองข้างสัมผัสไปตามกำแพงโลหะเย็นเฉียบเพื่อหาทางออกจากแอ่งนี้
ในระหว่างที่เขากำลังคลานอยู่นั้น เขาก็สังเกตเห็นบางอย่างที่ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ รอยแยกของโลหะไม่ได้มีเพียงแค่ความเสียหายจากการขัดข้อง แต่มันมีร่องรอยของการ ‘จงใจ’ ทำลาย ลวดลายสลักบนโลหะบางส่วนดูเหมือนจะเป็นสัญลักษณ์โบราณที่เขาไม่คุ้นเคย แต่มันให้ความรู้สึกของอำนาจและการควบคุมที่น่าสะพรึงกลัว
ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่การสั่นแบบแผ่นดินไหว มันคือการกระแทกจากด้านล่าง อัลดริกเสียหลักล้มคว่ำลงไปกับพื้น เขาได้ยินเสียงโลหะขูดขีดกันดังสนั่นหวั่นไหว และในวินาทีนั้นเอง แสงสีฟ้าที่เคยจางๆ ก็สว่างวาบขึ้นมาอย่างรุนแรง เผยให้เห็นภาพเบื้องหน้าของเขา
สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาไม่ใช่เพียงเครื่องจักร แต่มันคือหัวใจของบางสิ่ง—แกนกลางโลหะขนาดมหึมาที่หมุนวนด้วยความเร็วที่ขัดกับขนาดของมัน รอบแกนกลางนั้นมีสายใยโลหะบางๆ ที่ดูเหมือนเส้นเลือด แผ่ออกมาเชื่อมต่อกับผนังถ้ำและฐานรากของเมืองโอ๊คเมียร์ และที่น่าตกใจที่สุดคือ ชิ้นส่วนที่เขาพยายามจะเอาออกเมื่อครู่ มันไม่ได้เป็นเพียงเศษเหล็ก แต่มันคือส่วนหนึ่งของชิ้นส่วนที่ดูเหมือน 'กุญแจ' ที่ถูกกระชากออกไปอย่างไม่เป็นธรรม
เขามองเห็นเอลิดี้อยู่ไม่ไกลนัก เธอติดอยู่บนชะง่อนหินเหนือแอ่งที่เขาอยู่ ใบหน้าของเธอซีดเผือดและเต็มไปด้วยคราบเขม่าดิน เธอกำลังมองลงมาที่เขาด้วยดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก
“อย่าขยับ!” เธอตะโกนสั่ง เสียงของเธอสั่นเครือ “อัลดริก! จังหวะมันกำลังจะเปลี่ยน!”
ก่อนที่เขาจะได้ถามอะไรต่อ เสียงกัมปนาทที่ดังยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ก็ระเบิดออกมาจากแกนกลาง แสงสีฟ้าเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดุจโลหิต แรงดึงดูดมหาศาลเริ่มทำงานอีกครั้ง แต่อันนี้มันรุนแรงกว่าเดิม มันไม่ได้แค่ดึงดูดวัตถุ แต่มันกำลังดึงดูด ‘ทุกสิ่ง’ เข้าหาศูนย์กลาง อัลดริกรู้สึกได้ว่าร่างกายของเขากำลังถูกกระชากให้ลอยขึ้นจากพื้นดิน
เขามองเห็นชิ้นส่วนโลหะที่ขัดขวางกลไกเริ่มขยับตัว มันไม่ได้ถูกขัดขวางอีกต่อไป แต่มันกำลังถูก 'ดูด' กลับเข้าไปในตำแหน่งเดิมด้วยความเร็วสูง และนั่นหมายความว่ากลไกนี้กำลังจะกลับมาทำงานได้อย่างสมบูรณ์... ซึ่งอาจหมายถึงจุดจบของโอ๊คเมียร์
--- อัลดริกตกลงไปในความมืดมิดใต้ฐานตาชั่งและพบว่าตนเองอยู่ท่ามกลางกลไกโบราณขนาดมหึมาที่กำลังทำงานผิดปกติ เขาเผชิญหน้ากับความจริงว่าเครื่องจักรนี้เชื่อมโยงกับโครงสร้างของเมือง และกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่อาจทำลายทุกอย่าง