← All chapters

The Emerald Ink

Chapter 83Free

ตอนที่ 83 — คมมีดอักขระที่พยายามจะลบเลือน

เสียงน้ำกระเพื่อมจากต้นน้ำหมึกบรรพกาลดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของไมโล มันไม่ใช่เสียงน้ำไหลที่ให้ความรู้สึกสดชื่น แต่มันคือเสียงของความหนืดเหนียวที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่งลงไปสู่ความว่างเปล่า เขามองตามแผ่นหลังของอคิราห์ที่ยังคงยืนนิ่งงัน ราวกับวิญญาณได้หลุดลอยไปพร้อมกับร่างของอาวุโสคัลลันที่จมดิ่งลงสู่ผิวน้ำสีดำสนิทนั้น

“อคิราห์! ตื่นสิ!” ไมโลตะโกนสุดเสียง แต่ไร้ซึ่งการตอบสนอง

“หลบไป!” เสียงห้วนสั้นของเซราฟิน่าดังขึ้นพร้อมกับแรงผลักที่กระแทกเข้าที่ไหล่ของเขาจนล้มก้นจ้ำเบ้า เธอยืนขวางระหว่างไมโลกับกลุ่มชายในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มที่มีตราสัญลักษณ์สภาจารึกศักดิ์สิทธิ์ติดอยู่ที่อก ในมือของพวกเขาถือคทาปลายแหลมที่จารึกอักขระสีทองสว่างจ้า

“ส่งตัวผู้ติดเชื้ออักขระมาให้เรา” หัวหน้าทหารสภาจารึกก้าวออกมาข้างหน้า เสียงของเขาเรียบเฉยราวกับกำลังอ่านประกาศจากกฎหมาย “ความบริสุทธิ์ของลายเส้นคือความอยู่รอดของคีรีคราม อคิราห์คือความแปดเปื้อนที่ต้องถูกชำระล้าง”

“เขาไม่ได้แปดเปื้อน! เขาแค่กำลังช่วยพวกเรา!” ไมโลพยายามจะลุกขึ้นยืน แต่ความกลัวทำให้ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งเหมือนถูกตะกั่วถ่วง

“หยุดพูดเรื่องไร้สาระ” ทหารคนหนึ่งเริ่มร่ายอักขระ ลายเส้นสีทองพุ่งวาบออกมาจากปลายนิ้วของเขา กระทบเข้ากับพื้นหินจนเกิดเสียงดังเปรี้ยะเหมือนฟ้าผ่า แสงสว่างนั้นรุนแรงจนไมโลต้องหยีตา เมื่อเขาลืมตาขึ้น ลายเส้นสีทองเหล่านั้นก็เริ่มขยายตัว ล้อมรอบอคิราห์ไว้เหมือนกรงขังที่มองไม่เห็น

“เซราฟิน่า ทำอะไรสักอย่างสิ!” ไมโลร้องขอ

“อย่าเพิ่งขยับ!” เธอกระชับดาบในมือแน่น เลือดไหลซึมออกจากฝ่ามือที่กำด้ามดาบจนเปียกโชก “ถ้าเราขยับตอนนี้ อักขระชำระล้างนั่นจะเผาความทรงจำของอคิราห์จนหมดสิ้น เราต้องหาทางดึงเขาออกมาก่อนที่วงจรมันจะสมบูรณ์”

ไมโลกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างลนลาน เขาเห็นอักขระสีทองที่กำลังพุ่งเข้าหาอคิราห์ มันช่างดูสมบูรณ์แบบ เส้นสายเรียบกริบและแม่นยำจนน่าขนลุก ทุกจุดบรรจบกันอย่างไร้ที่ติตามหลักการของสภาจารึกศักดิ์สิทธิ์ แต่แล้วสายตาของเด็กหนุ่มก็พลันไปสะดุดเข้ากับรอยเปื้อนสีดำที่กระเซ็นมาจากขอบสระหมึกบรรพกาลที่เพิ่งตกลงไป

รอยเปื้อนนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่คราบ แต่มันกำลัง 'เคลื่อนไหว'

ไมโลจ้องมองรอยเปื้อนที่เปื้อนอยู่บนพื้นหินใกล้ๆ กับอักขระสีทองของสภา เขาพบว่าเมื่อรอยเปื้อนของโรคหมึกละลายสัมผัสเข้ากับเส้นสายที่สมบูรณ์แบบ เส้นสีทองนั้นจะเกิดอาการสั่นไหว มันไม่ได้แตกสลายทันที แต่มันเกิดอาการ 'ลังเล' ลายเส้นที่เคยตรงกลับโค้งงอไปหาคราบหมึกนั้น ราวกับว่าความไม่สมบูรณ์แบบกำลังพยายามกัดกินความสมบูรณ์แบบ

“มันไม่ได้ต้องการการทำลาย...” ไมโลพึมพำกับตัวเอง “มันต้องการการไหลเวียน...”

“ไมโล! ระวัง!” เซราฟิน่าตะโกนเตือนเมื่อทหารสภาจารึกคนหนึ่งพุ่งเข้าใส่เธอ อักขระวงกลมใต้เท้าของทหารคนนั้นระเบิดออกเป็นคลื่นกระแทก ทำให้เธอต้องกระโดดหลบไปด้านข้างอย่างทุลักทุเล

ไมโลรู้ตัวว่าเขาไม่มีเวลาเหลือแล้ว เขาไม่มีความรู้เรื่องการสร้างอักขระระดับสูงแบบที่อาวุโสคัลลันหรือพวกสภาทำได้ เขามีเพียงเศษหินที่เก็บมาจากก้นถ้ำ ซึ่งเป็นเศษหินที่ปนเปื้อนไปด้วย 'หมึกละลาย' จากรอยรั่วของต้นน้ำบรรพกาลที่เขาเพิ่งเก็บมาเมื่อครู่

“ถ้าความสมบูรณ์แบบคือความตาย... งั้นความสับสนก็คือทางรอด!”

ไมโลรวบรวมความกล้าทั้งหมด กระโดดข้ามเศษหินที่ลื่นไถล มุ่งหน้าเข้าหาจุดศูนย์กลางของอักขระสีทองที่กำลังจะล้อมกรอบอคิราห์ ทหารสภาคนหนึ่งเห็นเขาพุ่งเข้ามาจึงหันมาเล็งคทาใส่

“เจ้าเด็กเปื้อนหมึก! ถอยไป!”

“ไม่อยู่เฉยให้พวกคุณฆ่าหรอก!” ไมโลตะโกนสวน เขาชูเศษหินที่มีคราบหมึกดำคล้ำขยุกขยิกขึ้นมา ในนั้นมีลายเส้นที่ดูไม่เป็นรูปร่าง แต่มันคือสิ่งที่เขาพยายามวาดขึ้นมาด้วยความจำอันเลือนลางจากตำราที่เขาเคยแอบอ่าน—อักขระแห่งความสับสน

เขาสลัดเศษหินนั้นออกไปอย่างแรง มันลอยละลิ่วเข้าหาแสงสีทองที่กำลังสว่างจ้าที่สุด เมื่อคราบหมึกที่ไร้ทิศทางปะทะเข้ากับเส้นสายที่แม่นยำ เสียงที่เกิดขึ้นไม่ใช่เสียงระเบิด แต่เป็นเสียงเหมือนแก้วที่แตกกระจายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อักขระสีทองที่เคยเรียบกริบเริ่มบิดเบี้ยว ลายเส้นที่เคยตรงเป๊ะกลับม้วนตวัดเข้าหากันเองเหมือนเส้นด้ายที่พันกันยุ่งเหยิง แสงที่เคยสว่างจ้าเปลี่ยนเป็นแสงกะพริบที่รบกวนสายตา ทหารสภาจารึกต่างชะงักด้วยความตกตะลึง เพราะอักขระที่พวกเขาภาคภูมิใจกำลัง 'ละลาย' และ 'ปั่นป่วน' เมื่อเจอเข้ากับความโกลาหลที่ไม่ได้วางแผนไว้

“อักขระผิดเพี้ยน! มันกำลังเกิดการปะทะของรูปแบบ!” ทหารสภาตะโกนด้วยความตื่นตระหนก

ความวุ่นวายนั้นเปิดช่องว่างเพียงเสี้ยววินาที เซราฟิน่าไม่รอช้า เธออาศัยจังหวะที่แสงรบกวนสายตา พุ่งเข้าชาร์จทหารที่อยู่ใกล้ที่สุดด้วยคมดาบ เธอไม่ได้มุ่งเป้าที่คอ แต่เล็งไปที่อักขระที่ปลายนิ้วของเขาเพื่อตัดวงจรการไหลเวียน

“ไป! อคิราห์!” เซราฟิน่าคำราม

ไมโลมองเห็นอคิราห์เริ่มขยับตัว ร่างที่เคยนิ่งงันเริ่มสะดุ้งและพยายามยันตัวขึ้นจากพื้นหินที่สั่นสะเทือนจากการปะทะกันของอักขระสองรูปแบบ แสงสีทองที่บิดเบี้ยวเริ่มจางลง กลายเป็นเพียงคราบสีเทาหม่นที่ดูไร้ค่า แต่สำหรับไมโล มันคือเกราะคุ้มกันที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา

“พวกเราต้องหนี!” เซราฟิน่าคว้าคอเสื้อของไมโลและอคิราห์แล้วกระชากออกไปจากวงล้อม ในขณะที่เสียงตะโกนด่าทอของเหล่าสภาจารึกดังไล่หลังมาท่ามกลางกลุ่มหมอกที่เริ่มหนาตัวขึ้น

เมื่อพวกเขาวิ่งมาถึงโถงทางเดินที่มืดสลัว ไมโลหอบหายใจอย่างหนัก เขามองดูมือของตัวเองที่เปื้อนคราบหมึกสีดำ—คราบที่เขาเคยคิดว่าเป็นคำสาป แต่วันนี้มันกลับเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตคนไว้

“เมื่อสักครู่นี้...” อคิราห์พูดด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า ดวงตาของเขาดูเลื่อนลอยแต่ยังคงมีความเป็นมนุษย์อยู่ “เจ้าใช้... อักขระที่ไม่มีรูปแบบงั้นหรือ?”

“มันไม่ใช่ไม่มีรูปแบบหรอกครับ” ไมโลตอบ พลางมองเศษหินที่เหลือเพียงครึ่งก้อนในมือ “มันแค่... เป็นรูปแบบที่ไม่มีใครอยากยอมรับต่างหาก”

เขามองไปที่แผ่นหลังของอคิราห์ และมองไปที่เซราฟิน่าที่ยังคงระแวดระวังภัยอย่างไม่ลดละ ในใจของเด็กหนุ่มไม่ได้มีความกลัวเหลืออยู่แล้ว มีเพียงความมุ่งมั่นที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของที่ราบสูงคีรีคราม

ทันใดนั้น เสียงคำรามที่ดังมาจากส่วนลึกของถ้ำก็ดังขึ้น มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ และไม่ใช่เสียงของน้ำ แต่มันคือเสียงของอักขระที่กำลังพยายามจะฟื้นตัวจากการถูกทำลาย และมันกำลังมุ่งหน้ามาทางพวกเขา

ความเงียบสงบที่แท้จริงไม่มีอยู่จริงในโลกใบนี้ และไมโลเพิ่งตระหนักได้ว่า การต่อสู้เพื่อรักษาความทรงจำเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

--- ไมโลใช้เศษหินที่ปนเปื้อนหมึกละลายสร้างอักขระความสับสนเข้าขัดขวางการชำระล้างของสภาจารึก ช่วยให้อคิราห์และเซราฟิน่ารอดพ้นจากการถูกลบความทรงจำได้ทันเวลา