ตอนที่ 162 — ซากเมืองหมึกละลาย
หมอกสีครามหนาทึบปกคลุมทุกสิ่งราวกับผ้าห่มที่ไร้จุดสิ้นสุด ก้อนเมฆบดบังแสงอาทิตย์จนแทบไม่เห็นร่องรอย อคิราห์ก้าวเท้าอย่างระมัดระวัง เหยียบย่ำลงบนพื้นถนนที่เคยรุ่งเรือง บัดนี้เหลือเพียงเศษซากปรักหักพังและรอยเปื้อนสีดำสนิทที่เลือนรางราวกับน้ำตาที่ไหลรินไม่หยุด ความเงียบที่กัดกินโสตประสาทถูกแทนที่ด้วยเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ฟังดูเหมือนเสียงลมพัด แต่กลับวนเวียนอยู่รอบตัวเขา ราวกับมีใครบางคนกำลังเฝ้ามองอยู่จากเงามืด
“นี่คือที่นี่สินะ… ซากเมืองแห่งอักขระ” อคิราห์พึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแหบพร่า แตกต่างจากความสงบที่เคยเป็น เขาเหลือบมองไปยังอาคารที่ผุพัง หลังคาบางส่วนถล่มลงมา เผยให้เห็นโครงสร้างที่บิดเบี้ยว ราวกับมันกำลังร้องคร่ำครวญถึงอดีตอันรุ่งเรือง ผนังที่เคยประดับประดาไปด้วยลวดลายอักขระอันซับซ้อน บัดนี้ถูกกัดกร่อนจนเหลือเพียงรอยด่างดำที่ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ
เขาจำได้ถึงคำบอกเล่าของชาวเมืองที่รอดชีวิตเกี่ยวกับ 'โรคหมึกละลาย' โรคระบาดที่ไม่อาจเข้าใจได้ มันไม่ได้คร่าชีวิตผู้คน แต่กลับพรากแก่นแท้ของพวกเขาไป เมื่ออักขระที่จารึกบนผิวหนังและสิ่งของเริ่มเสื่อมสลาย ความทรงจำก็พลอยจางหายไปด้วย ผู้ที่ติดเชื้อจะกลายเป็นเพียงเปลือกที่ไร้จิตวิญญาณ เดินวนเวียนอย่างไร้จุดหมายในซากปรักหักพังแห่งนี้
ทันใดนั้นเอง เสียงหัวเราะแหละน้อยก็ดังขึ้นจากมุมมืดของถนน ร่างผอมโซในชุดขาดวิ่นเดินโซซัดโซเซออกมา ดวงตาของมันเบิกกว้าง จ้องมองมาที่อคิราห์อย่างไร้จุดหมาย รอยเปื้อนสีดำที่เคยเป็นลวดลายอักขระบนใบหน้าของมัน บัดนี้แผ่กระจายเป็นวงกว้างจนแทบจะกลืนกินผิวหนังทั้งหมด
“หมึก… หมึก…” มันพึมพำ เสียงแหบพร่า “มันละลาย… ละลายไปหมดแล้ว…”
อคิราห์รีบหันหลังกลับ ก้าวเท้าเร็วขึ้น พยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับผู้ติดเชื้อ เขาไม่ต้องการเห็นภาพเหล่านั้นอีก ไม่ต้องการรับรู้ถึงความทุกข์ทรมานที่เกิดจากความเสื่อมสลายของอักขระ แต่ยิ่งเขาพยายามวิ่งหนี เสียงกระซิบก็ยิ่งดังขึ้น ภาพหลอนเริ่มปรากฏขึ้นรอบตัวเขา เงาที่เคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต รูปร่างที่บิดเบี้ยวจากความว่างเปล่า
เขาพบว่าตัวเองกำลังวิ่งเข้าไปในใจกลางของซากเมือง สถาปัตยกรรมที่นี่ดูใหญ่โตโอ่อ่ากว่าที่อื่น แต่กลับยิ่งผุพังและถูกทำลายมากกว่า มีอาคารทรงกลมขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า หลังคาเปิดโล่งให้หมอกครามลอดผ่านเข้ามาได้ กลางโถงใหญ่ มีแท่นศิลาตั้งอยู่ บนแท่นนั้น มีแผ่นหินขนาดใหญ่ที่ยังคงปรากฏลวดลายอักขระสีดำสนิทอยู่
อคิราห์เดินเข้าไปใกล้ด้วยความระแวดระวัง หัวใจของเขาเต้นแรง เขาคาดหวังว่าจะพบกับอักขระโบราณอันทรงพลัง แต่สิ่งที่เขาเห็นกลับทำให้เขาทึ่ง… และหวาดหวั่น
ลวดลายบนศิลาจารึกนั้น… มันมีหมึกสีดำสนิท ไม่ได้เลือนรางเหมือนที่อื่น แต่มันกลับดูแปลกประหลาด รูปแบบของเส้นสายนั้น… มันไม่ใช่รูปแบบที่เขาเคยเรียนรู้ ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของระบบอักขระที่จารึกไว้ในตำรา หรือที่ปรากฏบนกายของชาวคีรี-ครามทั่วไป มันดูเหมือน… รอยยึกยือที่ไร้ระเบียบ แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงไว้ด้วยความซับซ้อนบางอย่างที่เขาไม่อาจเข้าใจได้
“นี่มัน… อะไรกัน?” เขาเอ่ยถามตัวเอง
เขาค่อยๆ ยื่นมือออกไป แตะลงบนผิวของศิลาจารึก สัมผัสเย็นเยียบของหินส่งผ่านเข้ามา แต่สิ่งที่เหนือความคาดหมายคือ… เขารู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างออกไป ไม่ใช่แค่ความเย็น หรือความหยาบของหิน แต่มันมีความรู้สึก… อบอุ่น? หรือเป็นเพียงภาพลวงตาจากความเหนื่อยล้า?
ขณะที่นิ้วของเขาลูบไล้ไปตามเส้นสายที่บิดเบี้ยวเหล่านั้น เขากลับรู้สึกถึงการสั่นสะเทือนเล็กๆ น้อยๆ เป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ ราวกับ… การเต้นของหัวใจ? ไม่สิ มันเป็นไปไม่ได้… อักขระควรจะเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่ไร้ชีวิต
แต่แล้ว… เขาชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ความรู้สึกนั้นไม่ใช่เพียงจินตนาการ มันเป็นกระแสพลังงานบางอย่างที่ไหลเวียนอยู่ใต้ผิวหิน สัมผัสได้ถึง 'ชีวิต' ที่ซ่อนเร้นอยู่ในอักขระที่ผิดเพี้ยนเหล่านี้ ราวกับพวกมันกำลังหายใจ กระเพื่อม และมีตัวตนอยู่จริง
เขาถอนมือกลับอย่างรวดเร็ว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง “เป็นไปไม่ได้…”
ศิลาจารึกนี้… มันไม่ใช่แค่การเขียน มันคือ… การมีอยู่? แล้วอักขระที่เขาเคยเชื่อมั่นมาตลอดล่ะ? ความหมายของมัน… มันเป็นเพียงสิ่งเดียวหรือไม่? หรือยังมีรูปแบบอื่นอีกมากมายที่เขาไม่เคยรับรู้? คำถามมากมายผุดขึ้นในใจ ก่อให้เกิดความสงสัยอันใหญ่หลวงต่อทุกสิ่งที่เขาเคยเชื่อ
ทันใดนั้นเอง เสียงลมที่พัดผ่านโถงใหญ่ก็ดังขึ้นราวกับเสียงร่ำไห้ ดวงตาของอคิราห์เหลือกขึ้นมองเพดานที่เปิดโล่ง เขาเห็นหมอกสีครามเริ่มหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะมองไม่เห็นอะไรอีกต่อไป และในขณะนั้นเอง เขารู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างที่ค่อยๆ ดึงเขาเข้าไป… สู่ใจกลางของศิลาจารึกที่ผิดเพี้ยนนั้น
--- อคิราห์เดินทางมาถึงซากเมืองแห่งอักขระที่ถูกทิ้งร้าง เขาพบกับศิลาจารึกที่มีลวดลายผิดเพี้ยนไปจากอักขระทั่วไป แต่กลับสัมผัสได้ถึง 'ชีวิต' ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน ทำให้เขาเริ่มตั้งคำถามต่อความหมายของอักขระโบราณ