← All chapters

The Emerald Ink

Chapter 158Free

ตอนที่ 158 — สุสานแห่งเสียงกระซิบ

หมอกคีรีครามหนาทึบกว่าปกติ โอบล้อมร่างของอคิราห์ไว้ราวกับมือที่มองไม่เห็น เขาเดินทางมาถึงบริเวณปากทางเข้าสุสานแห่งอักขระ ความรู้สึกเย็นยะเยือกแผ่ซ่านไปทั่วผิวหนัง แม้ว่าอากาศจะไม่ได้หนาวจัด แต่ไอเย็นจากความชื้นและผืนดินที่อุ้มกลิ่นอายของความเสื่อมโทรมก็ทำให้ขนลุกซู่ “ที่นี่…มันรู้สึกเหมือนกำลังจะสูญเสียบางอย่างไป” เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแหบพร่าจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงลมที่พัดหวีดหวิวเบาๆ ในยามค่ำคืน

ปลายทางของเขาคือสุสานแห่งนี้ สถานที่ที่เคยรุ่งเรืองด้วยพลังแห่งอักขระ บัดนี้กลับกลายเป็นที่พำนักของสิ่งที่ถูกลืมเลือน อคิราห์มาที่นี่เพื่อตามหาเบาะแสเกี่ยวกับ ‘ต้นน้ำแห่งหมึกบรรพกาล’ สิ่งเดียวที่อาจจะช่วยไขปริศนาของโรคหมึกละลายที่กำลังคุกคามผู้คนในที่ราบสูงคีรีคราม และอาจรวมถึงตัวเขาเองด้วย แม้ว่าลายเส้นอักขระบนแขนของเขาจะยังคงชัดเจน แต่ความหวาดระแวงก็กัดกินจิตใจอยู่เสมอ มันเป็นความรู้สึกที่เหมือนกำลังถูกทอดทิ้ง ถูกปล่อยให้เผชิญหน้ากับความว่างเปล่าอันไร้ที่สิ้นสุด

เขาหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงบางอย่าง แว่วมาตามลม เป็นเสียงกระซิบที่สั่นเครือ ราวกับเป็นเสียงของอักขระที่กำลังแตกสลาย มันไม่ใช่เสียงที่ชัดเจน แต่เป็นเพียงคลื่นความถี่ที่ปลุกสัญชาตญาณบางอย่างให้ตื่นขึ้น “อักขระ…กำลังร้องขอความช่วยเหลือ?” เขาพยายามปัดความคิดประหลาดนั้นออกไป สุสานแห่งนี้เต็มไปด้วยพลังงานที่บิดเบี้ยว และเสียงที่ได้ยินอาจเป็นเพียงภาพลวงตาที่เกิดจากความเหนื่อยล้าและสภาพแวดล้อมที่กดดัน

อคิราห์ก้าวเท้าเข้าไปในสุสานอย่างระมัดระวัง แสงจากคบเพลิงที่เขาถือสั่นไหว เผยให้เห็นแท่งหินจารึกที่เรียงรายอยู่สองข้างทาง ส่วนใหญ่ผุกร่อนจนแทบมองไม่เห็นลวดลาย บางส่วนมีรอยเปื้อนสีดำคล้ำราวกับน้ำหมึกกำลังละลายจนหมดสภาพ เขาค่อยๆ ลูบมือไปตามพื้นผิวหินที่เย็นเฉียบ สัมผัสได้ถึงความหยาบกร้านและรูพรุนของเนื้อหินที่ดูดซับความชื้นจากหมอก

“นี่มัน…อะไรกัน?” เขาอุทานเบาๆ เมื่อมาถึงแท่นศิลาจารึกขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางโถงทางเดิน แท่นศิลาแห่งนี้แตกต่างจากที่อื่นอย่างชัดเจน แม้ว่าจะมีความเสียหายปรากฏอยู่ทั่วไป แต่กลับมีกลุ่มอักขระบางส่วนที่ยังคงส่องแสงเรืองรองจางๆ ราวกับว่ามันยังมีชีวิตอยู่ “ไม่จริง…อักขระเหล่านี้ไม่ควรจะอยู่ได้นานขนาดนี้” เขาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

เมื่อเขาลองใช้ปลายนิ้วสัมผัสไปที่อักขระเหล่านั้น แทนที่จะรู้สึกเย็นเฉียบเหมือนหินที่อยู่รอบๆ เขากลับสัมผัสได้ถึงคลื่นความร้อนอ่อนๆ ที่แผ่ออกมา มันเป็นความอบอุ่นที่แตกต่างจากเปลวไฟที่เขาถืออยู่ มันเป็นความอบอุ่นที่มาจาก ‘ภายใน’ ราวกับมีหัวใจดวงเล็กๆ กำลังเต้นอยู่ภายในกลุ่มอักขระเหล่านั้น

“เศษเสี้ยว…มันเหมือนเศษเสี้ยวของความทรงจำที่ยังคงหลงเหลืออยู่” อคิราห์พึมพำกับตัวเอง เขากระชับคบเพลิงในมือให้แน่นขึ้น มองไปยังกลุ่มอักขระที่กำลังส่องแสงอย่างพิจารณา

ทันใดนั้นเอง แสงเรืองรองของอักขระก็พลันสว่างวาบขึ้นเพียงชั่วครู่ ก่อนจะกลับสู่สภาพเดิม ประกายแสงนั้นราวกับจะตอบรับการสัมผัสของเขา อคิราห์รู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่เชื่อมโยงกับเขา เป็นความรู้สึกที่อธิบายได้ยาก แต่ก็ไม่น่ากลัวเท่ากับเสียงกระซิบที่เขาได้ยินก่อนหน้านี้

“พลังงาน…มันอ่อนแรงมาก แต่ก็ยังคงอยู่” เขาครุ่นคิด หากสามารถทำให้พลังงานนี้กลับคืนมาได้ หรืออย่างน้อยก็เข้าใจที่มาของมัน บางทีเขาอาจจะพบหนทางในการรักษาโรคหมึกละลายได้

เขาเพ่งสมาธิไปยังกลุ่มอักขระเหล่านั้นอีกครั้ง พยายามที่จะรับรู้ถึง ‘ความรู้สึก’ ของมัน เขานึกถึงเรื่องราวที่เคยได้ยินเกี่ยวกับ ‘ต้นน้ำแห่งหมึกบรรพกาล’ แหล่งกำเนิดของหมึกเวทมนตร์ที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นตำนาน

“นี่อาจจะเป็นเบาะแสแรก” เขาสูดหายใจลึก ความหวังริบหรี่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ แม้ว่าสุสานแห่งนี้จะเต็มไปด้วยอันตรายและความเสื่อมโทรม แต่เขาก็ได้พบสิ่งที่เขาตามหา…หรืออย่างน้อยก็จุดเริ่มต้นของมัน

เสียงกระซิบจากอักขระที่เสื่อมสลายดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้มันฟังดูไม่เหมือนเสียงแห่งความสิ้นหวังอีกต่อไป ราวกับว่ามันกำลังส่งสารบางอย่างมาให้เขา เป็นข้อความที่เขาไม่สามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ แต่ก็รู้สึกได้ถึงเจตนาบางอย่าง

“ข้าจะหาทาง…ข้าจะหาทางช่วยพวกเจ้า” อคิราห์กล่าวพร้อมกับยกมือขึ้นสัมผัสอักขระเหล่านั้นอีกครั้ง ความอบอุ่นที่แผ่ออกมานั้น แม้จะอ่อนแรง แต่ก็เป็นสิ่งยืนยันว่า ‘ชีวิต’ ยังคงมีอยู่ แม้ในสถานที่ที่ถูกลืมเลือนเช่นนี้

ขณะที่เขากำลังจมดิ่งอยู่กับการสัมผัสอักขระอยู่นั้นเอง ทันใดนั้นเอง เขาก็รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่พื้นดิน เสียงโลหะกระทบกันดังมาจากทางปากทางเข้าสุสาน “พวกมัน…ตามมาแล้ว!” ความคิดแวบเข้ามาในหัวของเขาอย่างรวดเร็ว เขาต้องรีบออกจากที่นี่ไปพร้อมกับข้อมูลที่ได้มา

“อักขระแห่งความเงียบ…พวกเขาใช้มันแล้ว” เขาตระหนักได้ทันที นี่คือเหตุผลที่การสื่อสารกับโลกภายนอกถูกตัดขาด และท้องฟ้าเหนือที่ราบสูงคีรีครามก็มืดมิดลงอย่างผิดธรรมชาติ “เซราฟิน่า…เธอเป็นอย่างไรบ้าง?” ความกังวลแวบเข้ามาในใจ แต่ตอนนี้เขาไม่มีเวลาที่จะคิดถึงเรื่องนั้น

อคิราห์รีบเก็บข้อมูลที่จำเป็นจากศิลาจารึกด้วยการจารึกอย่างรวดเร็วลงบนแผ่นหนังที่พกมา ก่อนจะหันหลังให้กับกลุ่มอักขระที่ยังคงเรืองรองอย่างอ่อนแรง เขาต้องรีบหนีไปให้พ้นจากหน่วยล่าของสภาจารึกศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาตัดสินใจใช้ ‘อักขระแห่งความเงียบ’ ซึ่งหมายความว่าเขาจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริงหากถูกจับกุม

เมื่อเขาวิ่งฝ่าหมอกหนาทึบออกมาจากสุสาน เสียงกระซิบของอักขระที่เสื่อมสลายยังคงก้องอยู่ในหูของเขา ราวกับเป็นคำร่ำลาที่อ่อนแรง แต่ก็ยังคงมีความหวังแฝงอยู่ เขาไม่รู้ว่า ‘ต้นน้ำแห่งหมึกบรรพกาล’ ที่แท้จริงอยู่ที่ไหน หรือมีลักษณะอย่างไร แต่เขารู้ว่าการค้นพบในครั้งนี้คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ยิ่งใหญ่ และอาจเป็นกุญแจสำคัญในการปลดพันธนาการแห่งอักขระที่กำลังจะมาถึง… ตามที่ ‘คำทำนายแห่งดวงดาวสีเงิน’ ได้กล่าวไว้

เขาต้องเอาชีวิตรอดไปให้ได้ เพื่อไขปริศนาทั้งหมด และเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่รออยู่เบื้องหน้า

--- อคิราห์เดินทางไปยังสุสานแห่งอักขระเพื่อค้นหาเบาะแสเกี่ยวกับต้นน้ำแห่งหมึกบรรพกาล เขาพบศิลาจารึกที่มีอักขระที่ยังคงมีพลังงานอ่อนแรงหลงเหลืออยู่ และสัมผัสได้ถึงความหวังในการไขปริศนาโรคหมึกละลาย