← 章節目錄

The Call of Thunder Peak

章節 35免費

ตอนที่ 35 — เสียงคร่ำครวญของแผ่นดินที่ถูกปลุก

ลมเย็นยะเยือกพัดโชยมาปะทะใบหน้าของเมฆา กระทบกับผิวหนังที่ยังคงชื้นเหงื่อ กลิ่นอับชื้นของดินและความรู้สึกสั่นสะเทือนที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ คล้ายกับแรงบีบรัดที่บีบคั้นมาจากภายในโลก ส่งเสียงคร่ำครวญดุจเสียงกรีดร้องอันโหยหวน เขาหลับตาลง พยายามตั้งสมาธิเพื่อรับรู้ถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นให้ชัดเจนที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าสัมผัสอันคุ้นเคยที่เคยเป็นดั่งลมหายใจของเขาจะเลือนรางลงไปทุกขณะ.

"มันกำลังตื่นขึ้น..." เสียงกระซิบแผ่วเบา ดังขึ้นในหัวของเขา ไม่ใช่เสียงที่ได้ยินด้วยหู แต่เป็นแรงสั่นสะเทือนที่ถูกส่งตรงเข้ามาในจิตสำนึก เป็นการสื่อสารที่แปลกประหลาดแต่คุ้นเคย ชายหน้ากากโลหะปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าเขา ท่ามกลางแสงสีม่วงอมแดงที่สาดส่องมาจากรอยแยกบนพื้นดิน รอยแยกที่กำลังขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ.

เมฆากล่าวตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "พลังโบราณ... ธาตุบรรพกาล... คุณพูดถึงอะไรกันแน่?" เขาจ้องมองเข้าไปในช่องว่างของหน้ากากโลหะ พยายามอ่านความรู้สึกของอีกฝ่ายให้ได้มากที่สุด.

"มันไม่ใช่แค่พลัง... มันคือการดำรงอยู่..." ชายหน้ากากโลหะตอบกลับ เสียงของเขาดังขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังคงความราบเรียบไร้อารมณ์ "โลกกำลังถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน... การสั่นสะเทือนที่รุนแรงนี้ คือสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่... การก่อกำเนิดใหม่... และการดับสูญ..."

แรงสั่นสะเทือนใต้ฝ่าเท้าทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง จนเมฆาแทบยืนไม่อยู่ เขาใช้เครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลองที่ห้อยอยู่ที่คอ ประคองตัวเองไว้ แสงสีม่วงอมแดงจากรอยแยกสาดส่องสะท้อนบนพื้นผิวโลหะของเครื่องมือ ทำให้มันเปล่งประกายวูบวาบราวกับมีชีวิต.

"แล้วระฆังทองคำต้นกำเนิดล่ะ? มันอยู่ที่ไหน?" เมฆาถาม พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ เขาเห็นเศษซากปรักหักพังของสถาปัตยกรรมโบราณที่ครั้งหนึ่งเคยสง่างาม บัดนี้เหลือเพียงซากอิฐหินที่ถูกธรรมชาติกัดกร่อน.

"ระฆังทองคำ..." ชายหน้ากากโลหะกล่าว "มันคือแก่นกลาง... คือจุดกำเนิดของเสียง... และเป็นศูนย์รวมของพลังทั้งหมด... มันถูกซ่อนไว้ในใจกลางของการตื่นขึ้นนี้... แต่เส้นทางสู่มัน... ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ธรรมดาจะผ่านไปได้..."

ขณะที่ชายหน้ากากโลหะกำลังอธิบาย รอยแยกบนพื้นดินก็เริ่มขยายกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว เปล่งแสงสว่างจ้าจนแสบตา เมฆากลั้นหายใจ เขารับรู้ได้ถึงกระแสพลังอันมหาศาลที่กำลังปะทุออกมาจากภายในโลก พลังที่รุนแรงจนแม้แต่เครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลองก็แทบจะรับไหว.

"อสูรคลื่นสูญญากาศ!" ชายหน้ากากโลหะตะโกนขึ้น เสียงของเขาดังขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน "มันกำลังถูกดึงดูดมายังแหล่งพลังงานนี้!"

เมฆาหันไปมองตามทิศทางที่ชายหน้ากากโลหะชี้ เขาเห็นเงาดำทะมึนขนาดมหึมาค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากความมืดภายในรอยแยก ร่างกายของมันบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ ปราศจากรูปร่างที่แน่นอน ราวกับเป็นภาพลวงตาที่เกิดจากความว่างเปล่า.

"มันคือตัวแทนของความเงียบ..." ชายหน้ากากโลหะกล่าวอย่างร้อนรน "มันจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง... ทำให้โลกไร้ซึ่งเสียง... กลายเป็นความว่างเปล่าที่สมบูรณ์..."

เมฆาไม่มีเวลาคิด เขาหยิบส้อมเสียงแห่งความสอดคล้องที่โครนอสเคยให้ไว้ขึ้นมา สัมผัสกับเครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลอง พยายามปรับจูนคลื่นความถี่ให้ตรงกับแกนเสียงที่กำลังแตกสลาย เขาจำคำพูดของโครนอสได้ "ส้อมเสียงนี้จะช่วยให้เจ้าสามารถปรับจูนเครื่องรับ... เข้ากับแก่นแท้ของทุกสิ่ง..."

แต่การปรับจูนในสภาวะเช่นนี้เป็นเรื่องยากลำบากยิ่งนัก แรงสั่นสะเทือนที่รุนแรง และพลังอันมหาศาลที่กำลังปะทุออกมา ทำให้การควบคุมทำได้ยากยิ่งกว่าที่เคย เมฆาเหงื่อไหลโทรมกาย เขารู้สึกได้ถึงความเหนื่อยล้าที่เข้าครอบงำ.

"เจ้ารับมันไว้!" ชายหน้ากากโลหะยื่นเศษผลึกแกนเสียงอีกชิ้นหนึ่งให้กับเมฆา เศษผลึกที่เคยถูกครอบครองไปแล้ว แต่บัดนี้กลับมาอยู่ในมือของเขาอีกครั้ง "นี่คือชิ้นส่วนสุดท้าย... ที่จะช่วยให้เจ้าเชื่อมต่อกับแก่นเสียงที่กำลังแตกสลาย..."

เมฆารับเศษผลึกมาอย่างรวดเร็ว ความเย็นยะเยือกของมันแผ่ซ่านไปทั่วฝ่ามือ เขากระชับมันไว้แน่น พยายามรวบรวมสมาธิทั้งหมดที่มี.

"ข้าจะสกัดกั้นมันไว้... เจ้าจงรีบนำเศษผลึกนี้ไปเชื่อมต่อ..." ชายหน้ากากโลหะกล่าว ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับอสูรคลื่นสูญญากาศที่กำลังคืบคลานเข้ามา.

เมฆารู้ดีว่านี่คือโอกาสสุดท้าย เขาตัดสินใจไม่ลังเล เขากระชับเศษผลึกแกนเสียงในมือ และก้าวเท้าเข้าไปในลำแสงสีม่วงอมแดงที่สาดส่องออกมาจากรอยแยกบนพื้นดิน แสงสว่างวาบขึ้นจนมองไม่เห็นสิ่งใดอีกต่อไป.

เมื่อความสว่างจ้าจางลง เมฆาพบว่าตัวเองได้ก้าวเข้ามาสู่โลกอีกใบหนึ่ง โลกที่เงียบสงัดราวกับถูกแช่แข็งไว้ด้วยความว่างเปล่า ท้องฟ้ามืดมิดราวกับถูกปกคลุมด้วยหมอกควันสีดำสนิท และอากาศก็เย็นเยียบจนแทบจะเฉือนผิวหนัง.

เบื้องหน้าเขา คือแท่นบูชาโบราณที่ทำจากหินสีดำทมิฬ บนแท่นนั้น คือระฆังทองคำขนาดมหึมา มันเปล่งประกายเรืองรองราวกับมีแสงสว่างในตัวเอง เสียงสั่นสะเทือนที่รุนแรงก่อนหน้านี้ หายไปสิ้น เหลือเพียงความเงียบที่น่าอึดอัด.

เมฆาเดินเข้าไปใกล้ระฆังทองคำ เขาหยิบเศษผลึกแกนเสียงที่ชายหน้ากากโลหะมอบให้ขึ้นมา วางมันลงบนฐานของระฆัง.

ทันทีที่เศษผลึกสัมผัสกับระฆังทองคำ เกิดเสียงครืนครั่นดังขึ้นจากภายในของระฆัง แสงสีทองสว่างวาบขึ้น ขับไล่ความมืดมิดในบริเวณนั้นออกไป.

เมฆารับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่อ่อนโยนแต่ทรงพลัง ไหลผ่านตัวเขา มันไม่ใช่แรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงและน่ากลัวเหมือนก่อนหน้านี้ แต่เป็นความรู้สึกที่อบอุ่นและคุ้นเคย ราวกับเสียงกระซิบจากอดีต.

"นี่คือ... เสียงเพรียก..." เมฆากล่าว พลางยกมือขึ้นสัมผัสกับผิวโลหะเย็นเฉียบของระฆังทองคำ "เสียงเพรียกจากหุบเขาอัสนี..."

แต่แล้ว ทันใดนั้นเอง เสียงครืนครั่นก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่เสียงที่มาจากระฆังทองคำ หากแต่มาจากเบื้องล่างของแท่นบูชา.

พื้นดินใต้แท่นบูชาเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แสงสีม่วงอมแดงสาดส่องออกมาจากรอยแยกที่ปรากฏขึ้นอีกครั้ง.

"ไม่..." เมฆากล่าว พลางถอยหลังอย่างรวดเร็ว "มันยังไม่จบ..."

จากรอยแยกนั้น ปรากฏร่างของอสูรคลื่นสูญญากาศตัวใหม่ มันมีขนาดใหญ่กว่าตัวที่เขาเคยเผชิญหน้ามาหลายเท่า ร่างกายของมันบิดเบี้ยวและน่าเกลียดชังยิ่งกว่าเดิม.

เมฆาตระหนักได้ทันทีว่า การเข้ามาในมิตินี้ ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเผชิญหน้าครั้งใหม่ เขาจะต้องเผชิญหน้ากับอสูรคลื่นสูญญากาศอีกครั้ง ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังอันโบราณและอันตราย.

เสียงคร่ำครวญของแผ่นดินดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับจะประกาศถึงการตื่นขึ้นของพลังที่กำลังจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง.

--- เมฆาเดินทางมาถึงมิติที่ซ่อนระฆังทองคำต้นกำเนิด แต่กลับพบว่าพลังโบราณกำลังปลดปล่อยออกมาพร้อมกับการปรากฏตัวของอสูรคลื่นสูญญากาศอีกครั้ง เขาได้รับเศษผลึกแกนเสียงชิ้นสุดท้ายจากชายหน้ากากโลหะ และตัดสินใจก้าวเข้าสู่ลำแสงเพื่อเผชิญหน้ากับภัยคุกคามในโลกที่เงียบสงัดแต่เต็มไปด้วยอันตราย.