ตอนที่ 51 — วิหารใต้บาดาลและดวงตาแห่งความหิวโหย
ความเงียบสงัดที่ปกคลุมโถงวิหารใต้บาดาลนั้นไม่ใช่ความเงียบที่ให้ความรู้สึกสงบ แต่มันคือความเงียบที่กดทับโสตประสาทจนน่าอึดอัด ราวกับมวลน้ำมหาศาลที่อยู่เบื้องนอกกำลังรวมตัวกันเป็นกำแพงล่องหนที่กักขังพวกเขาไว้ในกรงขังหินอันชื้นแฉะ รินพยายามจะสูดลมหายใจเข้าปอด แต่กลิ่นคาวของตะกอนดินและกลิ่นอับชื้นของตะไคร่น้ำโบราณกลับทำให้เธอรู้สึกคลื่นไส้ ร่างกายของเธอสั่นสะท้านไม่ใช่เพียงเพราะความหนาวเหน็บที่แทรกซึมผ่านเสื้อผ้าที่เปียกโชก แต่เป็นเพราะแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านพื้นหินขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ
“ริน! ตั้งสติไว้!” เสียงของชายที่ไร้หน้ากาก—ชายผู้มีรอยแผลเป็นลึกลับบนใบหน้าที่เธอเพิ่งเห็นเพียงเสี้ยววินาที—ดังขึ้นข้างหู เขาคุกเข่าอยู่ข้างกายเธอ มือที่แข็งแกร่งของเขาบีบไหล่เธอไว้แน่นเพื่อย้ำเตือนถึงการมีอยู่ของโลกความจริง “เราต้องไปจากที่นี่ ก่อนที่มันจะมาถึง”
รินพยายามจะเปล่งเสียงถามว่า ‘ที่นี่คือที่ไหน’ แต่สิ่งที่ออกมากลับเป็นเพียงเสียงสำลักน้ำและเสียงครางแผ่วเบาในลำคอ สายตาที่พร่ามัวของเธอค่อยๆ ปรับโฟกัส สิ่งที่เห็นไม่ใช่เรือนแพที่คุ้นเคย หรือท้องทะเลมรสุมที่เธอรู้จัก แต่มันคือวิหารขนาดมหึมาที่ถูกลืมเลือน ผนังหินรอบกายสลักลวดลายที่ดูราวกับมีชีวิต ลวดลายเหล่านั้นไม่ใช่แค่ภาพแกะสลัก แต่มันคือรอยสลักที่ขยับเขยื้อนและไหลเวียนไปตามจังหวะการเต้นของแสงคริสตัลใต้บาดาล และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ ลวดลายเหล่านั้น... มันช่างคล้ายคลึงกับรอยสักบนแขนของเธอเหลือเกิน
รอยสักบนผิวหนังของรินไม่ได้หยุดนิ่ง มันกำลังเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับมันกำลัง ‘สื่อสาร’ กับสถาปัตยกรรมโบราณแห่งนี้ แสงสีครามจางๆ ที่แผ่ออกมาจากรอยสักขยายตัวและเปลี่ยนรูปร่างไปตามรอยสลักบนผนังถ้ำ ราวกับว่าร่างกายของเธอคือส่วนประกอบที่ขาดหายไปของวิหารแห่งนี้
“พวกคลื่นม่านบัง...” ชายคนนั้นพึมพำ เสียงของเขาทุ้มต่ำและเต็มไปด้วยความระแวดระวัง เขาชักอาวุธที่ดูเหมือนดาบสั้นทำจากกระดูกปลาขนาดใหญ่ออกมา แสงจากคริสตัลสะท้อนคมดาบที่ดูเย็นเยียบ “พวกมันตามรอยพลังของเธอมาจนถึงที่นี่... พวกมันไม่เคยปล่อยให้ 'กุญแจ' หลุดมือไปได้ง่ายๆ”
“แต่นี่มันใต้ดิน... พวกเขามาได้ยังไง?” รินถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ความหวาดกลัวเริ่มเกาะกินใจเมื่อเธอมองไปที่ปากทางเข้าซึ่งเป็นอุโมงค์น้ำวนขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนจะพัดพาเอาทุกสิ่งลงสู่ความลึกที่ไร้ก้นบึ้ง ในความมืดมิดของอุโมงค์นั้น เธอเห็นเงาร่างหลายร่างเคลื่อนที่ผ่านม่านน้ำเข้ามาอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบราวกับนักล่าที่ซ่อนตัวอยู่ในกระแสน้ำขุ่น
แต่ทว่า สิ่งที่ทำให้ลมหายใจของรินต้องหยุดชะงัก ไม่ใช่กลุ่มคนลึกลับที่กำลังคืบคลานเข้ามา แต่เป็นสิ่งที่อยู่ 'ข้างหลัง' พวกเขาต่างหาก
ในความมืดมิดที่ลึกยิ่งกว่าปลายโถงถ้ำ ดวงตาสีเหลืองอำพันขนาดมหึมาคู่หนึ่งได้เปิดขึ้นอย่างช้าๆ มันไม่ได้จ้องมองมาที่พวกเขาด้วยความโกรธแค้น แต่มันจ้องมองมาด้วยความหิวโหย... หิวโหยในสิ่งที่รอยสักบนตัวเธอกำลังเป็นอยู่ ราวกับว่าเธอคืออาหารจานหลักที่มันรอคอยมานานนับศตวรรษ
“วิ่ง...” ชายคนนั้นกระซิบสั่งด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความเร่งรีบ
รินไม่มีเวลาแม้แต่จะตั้งสติ เธอออกแรงเฮือกสุดท้ายพยุงร่างกายที่บอบช้ำขึ้น แต่ทว่ารอยสักที่แขนของเธอกลับเริ่มเรืองแสงสว่างจ้าจนแสบตา มันไม่ได้เพียงแค่ส่องแสง แต่มันกำลัง 'กรีดร้อง' ผ่านผิวหนังของเธอ ส่งผ่านความรู้สึกของความเจ็บปวดที่เกินจะรับไหว ราวกับว่ามันกำลังพยายามจะ 'เปิด' ประตูที่ไม่มีวันปิดได้อีกต่อไป
และในวินาทีนั้นเอง เสียงคำรามที่สั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณก็ดังขึ้นจากความมืดเบื้องหน้า พร้อมกับการปรากฏตัวของบางสิ่งที่ไม่ได้เป็นทั้งมนุษย์และไม่ใช่ทั้งสัตว์ แต่มันคือเงาที่หลุดออกมาจากตำนานที่เลวร้ายที่สุดของเดลต้า... สิ่งที่ปู่ของเธอเคยเตือนไว้ว่าอย่าได้เอ่ยชื่อมันออกมาเด็ดขาด
เงาดำขนาดมหึมาเริ่มก่อตัวขึ้นจากความมืด มันดูเหมือนจะขยายตัวออกไปตามความกว้างของโถงถ้ำ พร้อมกับแรงดันน้ำที่เริ่มหมุนวนรอบตัวพวกเขาอย่างบ้าคลั่ง รินรู้สึกได้ว่าโลกที่เธอเคยรู้จัก—โลกของตลาดน้ำ เรือนแพ และสายน้ำที่ไหลอย่างเป็นธรรมชาตินั้น—กำลังจะเลือนหายไป และถูกแทนที่ด้วยความจริงที่น่าสยดสยองยิ่งกว่า
“ริน! อย่ามองดวงตาของมัน!” ชายที่ไร้หน้ากากตะโกนสุดเสียง พร้อมกับกระชากแขนเธอให้ถอยร่นไปทางผนังถ้ำ
แต่สายตาของรินกลับไม่อาจละไปจากดวงตาคู่นั้นได้เลย มันเหมือนมีแรงดึงดูดมหาศาลที่พยายามจะกระชากวิญญาณของเธอออกไปจากร่าง รอยสักบนแขนของเธอขยายตัวกว้างขึ้นจนดูเหมือนมันกำลังจะกลืนกินแขนทั้งข้างของเธอไปในแสงสีครามที่สว่างจ้า ในขณะที่ความมืดมิดกำลังจะกลืนกินทุกสิ่ง เสียงคำรามของสิ่งบรรพกาลก็ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับแรงสั่นสะเทือนที่ทำให้เพดานหินเริ่มร่วงหล่นลงมา ท่ามกลางความโกลาหลที่กำลังจะเกิดขึ้น รินเห็นเงาร่างของชายคนนั้นพุ่งเข้าหาดวงตาคู่ยักษ์นั้นอย่างไม่เกรงกลัว และในวินาทีที่ทุกอย่างกำลังจะพังทลายลง รินก็ตระหนักได้ว่า... การเดินทางของเธอไม่ได้จบลงที่การค้นหาคลองที่หายไป แต่มันเพิ่งเริ่มต้นขึ้นในฐานะส่วนหนึ่งของสิ่งที่กำลังจะตื่นขึ้นมาเพื่อทำลายหรือสร้างโลกใบนี้ขึ้นมาใหม่
--- รินและชายปริศนาตื่นขึ้นในวิหารใต้บาดาลที่เต็มไปด้วยรอยสลักโบราณ แต่พวกเขากลับถูกล้อมด้วยกลุ่มคลื่นม่านบังและสิ่งมีชีวิตบรรพกาลที่มีดวงตาขนาดยักษ์ซึ่งกำลังจ้องมองเธอด้วยความหิวโหย